Stateless Watch’s Weblog

โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

SWIT-ย้ายบ้าน

ติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของ SWIT ได้ที่

 http://gotoknow.org/portal/statelesswatch-swit

 

 

เมษายน 13, 2009 Posted by | 1 | ใส่ความเห็น

ขอชื่นชมการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการที่เคารพสิทธิทางการศึกษาของบุคคล

ที่ ฝสร.๑๔/๒๕๕๒

………………………………………วันที่  ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๒

เรื่อง    ขอชื่นชมการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการที่เคารพสิทธิทางการศึกษาของบุคคล
เรียน     รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
สำเนาถึง ๑) เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
…………๒) ผู้อำนวยการสำนักกิจการพิเศษ สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
…………๓) ผู้อำนวยการ โรงเรียนนวมินทราชินุทิศ หอวัง นนทบุรี

…………สืบเนื่องจาก สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch for Research and Development Institute of Thailand-SWIT) ร่วมกับองค์กรเครือข่าย คือ โครงการขยายความรู้จากแม่อายสู่อันดามัน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่เด็กชายสมชาย อากาเป เด็กไร้สัญชาติ ทว่าไม่ไร้รัฐ เนื่องจากเป็นบุคคลที่ได้รับการสำรวจตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล (มติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๘) จึงมีสถานะเป็นบุคคลที่ได้รับการบันทึกชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนราษฎร โดยกรมการปกครองและมีเอกสารแสดงตนคือ บัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน (เลข 13 หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข 0)


…………โดยในวันอาทิตย์ที่ ๑๕ มีนาคมที่ผ่านมา ด.ช.สมชาย ได้ไปยื่นใบสมัครเพื่อเข้า เรียนในระดับชั้นม.๑ โรงเรียนนวมินทราชินุทิศ หอวัง นนทบุรี (โควต้าความสามารถพิเศษ)และสอบตรง ปรากฏว่าทางเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทางโรงเรียนปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่า ด.ช.สมชาย ไม่มีสัญชาติไทย และไม่มีทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน ตามประกาศของทางโรงเรียน

…………อย่างไรก็ดี นอกจากการให้ความช่วยเหลือจากทางสถาบันฯ ร่วมกับองค์กรเครือข่ายแล้ว ด้วยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน อันได้แก่คุณยินดี ห้วยหงส์ทอง แห่งมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก, อาจารย์รจนา สินที สำนักกิจการพิเศษ สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดัน เผยแพร่รวมทั้งติดตามทำความเข้าใจต่อระเบียบฯกับโรงเรียนต่างๆ มาโดยตลอด และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ได้กรุณาโทรศัพท์ประสานงานกับทางโรงเรียนโดยตรง ทำให้ภายในช่วงเย็นของวันจันทร์ที่ ๑๖ นั้นเอง ทางโรงเรียนฯ ได้ติดต่อด.ช.สมชาย เพื่อให้กลับมาที่โรงเรียนอีกครั้ง เพื่อยื่นใบสมัครและสอบ

…………ทางสถาบันฯ และองค์กรเครือข่ายฯ ขออนุญาตเรียนย้ำว่า สิทธิในการศึกษาของบุคคลนี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน หรือโอกาสของบุคคลทุกคนที่จะได้เข้าถึงความรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองรวมถึงสังคม ซึ่งมาตรา ๔๙ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๒๕๕๐ รวมถึงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๘ ก็ได้รับรองสิทธิดังกล่าว โดยสิทธิหรือโอกาสทางการศึกษาของบุคคล ย่อมไม่สามารถถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง (มาตรา ๓๐ แห่งรัฐธรรมนูญฯ) ทั้งยังเป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่จะถูกละเมิดมิได้ (มาตรา ๔ แห่งรัฐธรรมนูญฯ) และทางกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เองก็ได้ตระหนักดีถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและโอกาสของบุคคลในเรื่องนี้ ดังจะเห็นได้จากทางศธ. ได้มีระเบียบรับรองสิทธิทางการศึกษาของบุคคล โดยไม่คำนึงถึงเหตุแห่งความแตกต่างใดๆ มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ และต่อมาได้ปรับปรุงเป็นระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘

…………นอกจากนี้ สิทธิทางการศึกษานี้ ยังเป็นสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดย ข้อ ๒๖ แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งผูกพันประเทศไทยในฐานะกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ, ข้อ ๑๓ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights- ICESCR) ทั้งยังขัดต่อหลักการและสิทธิทางการศึกษาที่ได้รับการรับรองไว้ตาม ข้อ ๕ (ฉ) (๕) แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination) ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคี ที่สำคัญคือ ข้อ ๒๖ แห่งกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี และขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดทำรายงานประเทศ (Country Report) โดยการบันทึกถึงการปฏิบัติงานของภาคส่วนราชการ และรายงานฉบับนี้จะถูกรายงานต่อสหประชาชาติในปี ๒๕๒๒

…………ทางสถาบันฯ และองค์กรเครือข่ายฯ ตระหนักดีกว่า สังคมไทยในวงกว้างยังคงขาดความรับรู้ และความเข้าใจต่อสิทธิทางการศึกษาของบุคคล หรือแม้แต่ภายในหน่วยงานใต้การบังคับบัญชา/กำกับดูแลของศธ. ดังเช่นที่เกิดขึ้นในกรณีของด.ช.สมชาย ซึ่งกรณีของด.ช.สมชาย แม้ว่าด.ช.สมชายจะสามารถยื่นใบสมัครและเข้าสู่กระบวนการสอบได้ แต่สิทธิทางการศึกษาของด.ช.สมชายที่ได้รับการคุ้มครอง ก็ล้วนแต่เกิดขึ้นด้วยเพราะความรู้ความเข้าใจและความเคารพต่อสิทธิทางการศึกษาที่ส่งผ่านจากหน่วยงานผู้บังคับบัญชา/กำกับดูแล ชี้แนะมายังทางโรงเรียน ภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว ทันต่อสภาพปัญหา ซึ่งทางสถาบันฯ และองค์กรเครือข่ายต้องขอแสดงความชื่นชมและขอบคุณ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ส่งผลให้เกิดข้อห่วงใยว่า ความพยายามป้องกันการละเมิดสิทธิทางการศึกษา รวมถึงการเยียวยาฯ ในกรณีอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นอีก จะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างทันต่อสภาพปัญหาได้เช่นเดียวกับกรณีของดช.สมชาย ทุกครั้งทุกกรณีหรือไม่


…………ทางสถาบันฯ และองค์กรเครือข่าย จึงเรียนมาเพื่อขอความร่วมมือมายัง ศธ. ให้ดำเนินการชี้แจง ทำความเข้าใจต่อสถานบันการศึกษาทั่วประเทศอีกครั้ง เพื่อเป็นการป้องกันการละเมิดสิทธิและโอกาสทางการศึกษาของเด็กและเยาวชนในสังคมไทย ท้ายนี้ ทางสถาบันฯ และองค์กรเครือข่ายขอแสดงความชื่นชมอีกครั้งต่อการทำงานบนพื้นฐานความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์และยึดมั่นต่อหลักสิทธิมนุษยชนของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา

………… …………………..จีงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ

………………………………………ขอแสดงความนับถือ

…………………………………….( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
……………………………นักวิชาการด้านนิติศาสตร์และทนายความ
……………………….สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ


ดาวน์โหลดไฟล์

2552-3-24-lo-r2e-bigcase-_final_1



มีนาคม 24, 2009 Posted by | สิทธิ | ใส่ความเห็น

กำแพงกั้นฝันของ…บิ๊(ตอนสอง)

ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว
นักข่าว สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ(SWIT)

15 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมา แล้วความฝันเล็กๆของน้องบิ๊ก ก็ดูจะห่างไกลออกไป เมื่อโรงเรียนนวมินทราชินุทิศ หอวัง นนทบุรี ปฏิเสธใบสมัครทั้งโควตาความสามารถพิเศษ และการสอบตรงของน้องบิ๊ก

…………“บิ๊กเป็นเด็กเก่งมาก นิสัยดี เรียนดี มีความสามารถหลายอย่าง ทั้งวาดเขียน เล่นดนตรี เล่นกีฬา อุปนิสัยค่อนข้างร่าเริง แล้วก็มีความรับผิดชอบสูง ตรงนี้เองที่ทำให้เพื่อนๆ ในศูนย์ฯ เพื่อนๆ ที่โรงเรียนค่อนข้างยอมรับเขา “ เรื่องราวของบิ๊กจากคุณพ่อบาทหลวง อาเดรีย อาโนล พระผู้เมตตารับอุปการะ

…………แม้จะอายุจะย่างเข้าวัย 16 ปี เป็นเด็กโตเกินเพื่อนในชั้นเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาใดๆ สำหรับการยอมรับในตัวบิ๊กของเพื่อนๆ

…………วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม บิ๊กและพี่น้อยได้เดินทางไปสานฝันเล็กๆของบิ๊ก โดยต้องการไปสมัครสอบโควต้าความสามารถพิเศษเพื่อเข้าเรียนในระดับชั้นม.1 โรงเรียนนวมินทราชินุทิศ หอวัง นนทบุรี บิ๊กเลือกที่จะใช้ความสามารถในการตีระนาดในการคัดเลือก และตั้งใจว่าหากพลาดหวังก็จะลองสมัครในการสอบตรงอีกครั้ง

…………แต่ความหวังต้องสะดุดลงเมื่อทางโรงเรียนชี้แจงว่า ไม่สามารถรับใบสมัครของบิ๊กได้

“ครูบอกว่าโรงเรียนเขามีชื่อเสียง มีการแข่งขันสูง หากรับสมัครเด็กที่เอกสารไม่ครบก็อาจจะถูกครหานินทา ถูกฟ้องร้องจากผู้ปกครองของคนสัญชาติไทยที่เขาเสียสิทธิในการสมัครเรียนได้ แล้วก็แนะนำให้ไปสมัครที่โรงเรียนขยายโอกาสที่อื่น” พี่น้อยเล่าถึงเหตุผลคำชี้แจงของทางโรงเรียน

…………เย็นนั้นเรื่องของน้องบิ๊กก็เดินทางเข้าสู่การพูดคุยหาทางออก ของคณะทำงานโครงการขยายความรู้จากแม่อายสู่อันดามันซึ่งติดตามให้ความช่วยเหลือเรื่องสถานะบุคคลของน้องบิ๊ก โดยมีรศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นที่ปรึกษา

…………แล้ววันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พี่น้อยและน้องบิ๊กได้เดินทางไปยังโรงเรียนหอวังฯ อีกครั้ง ตามคำแนะนำของบงกช นภาอัมพร ผู้ประสานงานโครงการฯ เพื่อไปยืนยันสิทธิทางการศึกษาตามระเบียบฯ 2548 ที่เปิดกว้างให้กับคนทุกคนแม้ว่าจะไม่มีเอกสารใดๆก็ตาม

…………บงกช เล่าเหตุการณ์หลังจากตามไปสมทบกับพี่น้อยและบิ๊กว่า ทางโรงเรียนยังคงปฏิเสธที่จะรับใบสมัครของบิ๊ก และบอกว่ารับรู้ถึงระเบียบฯดังกล่าว แต่อ้างถึงประกาศของโรงเรียนที่ระบุว่าต้องมีสัญชาติไทยและมีสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านเป็นเอกสารในการสมัคร แม้ว่าบงกชจะชี้แจงว่าระเบียบฯของกระทรวงศึกษาธิการนั้นจะเป็นกฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่าก็ตามที และเมื่อตรวจสอบในประกาศของทางโรงเรียนแล้วก็ไม่พบว่าระบุถึงคุณสมบัติการมีสัญชาติไทยแต่อย่างใด แต่ทางโรงเรียนก้ยังยืนยันเช่นเดิม

“รองผอ.บอกว่ารู้เรื่องระเบียบฯกระทรวงศึกษาธิการ รู้ว่าใช้ทั่วประเทศ แต่เขาใช้กับพวกชาวเขา ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัด แต่โรงเรียนนี้ไม่มีชาวเขาเอาระเบียบมาใช้กับโรงเรียนไม่ได้ คนไทยใหญ่ที่สุด”

…………นอกจากคำชี้แจงแล้วยังมีคำถามต่อบงกชด้วยว่า

“เป็นคนไทยหรือเปล่า มีเหตุผลอะไร ทำไมเธอต้องไปทำเพื่อคนพวกนี้ไม่กี่คน”

…………แล้ววันนั้นก็มีความช่วยเหลือประสานงานจากหลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นคำแนะนำจากยินดี ห้วยหงส์ทอง หรือ ครูนิด แห่งมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ซึ่งมีประสบการณ์การทำงานให้ความช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาสถานะในพื้นที่กรุงเทพฯ ให้ประสานงานไปยัง อาจารย์รจนา สินที สำนักพัฒนากิจการนักเรียนนักศึกษาและกิจการพิเศษ สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดัน เผยแพร่รวมทั้งติดตามทำความเข้าใจต่อระเบียบฯกับโรงเรียนต่างๆมาโดยตลอด เรื่องของน้องบิ๊กจึงเดินทางไปถึง คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)

…………นอกจากนั้นสถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (SWIT) จึงได้ให้คำแนะนำให้ทำ หนังสือการขอโต้แย้งการไม่รับสมัคร ด.ช.สมชาย อากาเป เข้ารับการศึกษา เพื่อยืนยันว่าน้องบิ๊กมีสิทธิดังกล่าว โดยชี้ให้โรงเรียนเห็นข้อเท้จจริงและข้อกฎหมาย อันจะนำไปสู่การโต้แย้งสิทธิในชั้นศาล โดยขอให้ศาลเข้ามาตรวจสอบคำสั่งและความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งของโรงเรียน ซึ่งน้องบิ๊กได้เพียงยื่นหนังสือโต้แย้งการไม่รับสมัครและเดินทางกลับไป

…………และในเย็นวันนั้นคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการ กพฐ.ได้มีการประสานงานไปยังโรงเรียนหอวังฯ จากนั้นทางโรงเรียนจึงได้แจ้งให้น้องบิ๊กเดินทางกลับไปยังโรงเรียนอีกครั้งเพื่อสมัครสอบ และให้สอบความสามารถพิเศษไปพร้อมกัน

…………แต่จากความเครียดที่ต้องเผชิญกับการปฎิเสธของโรงเรียนมาทั้งวันทำให้น้องบิ๊กไม่สามารถเล่นระนาดได้เต็มที่อย่างที่ตั้งใจไว้ และเช้าวันรุ่งขึ้นก็ไม่มีชื่อน้องบิ๊กในจำนวนโควตา 22 คนที่ผ่านการคัดเลือก

…………อย่างไรก็ตามพี่น้อยบอกว่าน้องบิ๊กจะลองไปสอบตรงอีกครั้ง แม้ว่าลึกๆแล้วยังมีความกังวลว่าหากได้มีโอกาสเข้าไปเรียนจริงๆแล้วน้องบิ๊กอาจจะต้องเผชิญกับความกดดัน หรือเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในอนาคตจากทัศนคติของครูเช่นดังวันที่รับสมัคร

-000-

educateda4p1

…………สิทธิในการศึกษาของบุคคลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลทุกคน ที่มาตรา 49 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ได้บัญญัติรับรองสิทธิดังกล่าวนี้ รวมถึงเป็นสิทธิมนุษยชนที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับรองไว้เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2548 โดยสิทธิในการศึกษาของบุคคล ย่อมไม่สามารถถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง (มาตรา 30 แห่งรัฐธรรมนูญฯ) ทั้งยังเป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่จะถูกละเมิดมิได้ (มาตรา 4 แห่งรัฐธรรมนูญฯ)

…………ในการเข้าถึงสิทธิการศึกษา หรือในทางตรงกันข้ามคือการรับบุคคลเข้าศึกษาในสถานศึกษา การเรียกหลักฐานจากผู้สมัครนั้น ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ.2548 แม้ผู้สมัครเรียนไม่มีพยานเอกสารใดๆ โรงเรียนหอวังฯ ก็มีหน้าที่ต้องดำเนินการรับสมัคร โดยดำเนินการตาม“ข้อ 6 การรับนักเรียนนักศึกษาในกรณีที่ไม่เคยเข้าเรียนในสถานศึกษามาก่อน ให้สถานศึกษาเรียกหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งตามลำดับเพื่อนำมามาลงหลักฐานทางการศึกษา  (5)  ในกรณีที่ไม่มีบุคคลหรือองค์กรเอกชนตาม (4) ให้ซักถามประวัติบุคคลผู้มาสมัครเรียน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำลงรายการบันทึกแจ้งประวัติบุคคลตามแบบแนบท้ายระเบียบนี้ เป็นหลักฐานที่จะนำมาลงหลักฐานทางการศึกษา”

…………นอกจากนี้ สิทธิในการศึกษายังเป็นสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดย ข้อ 26 แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งผูกพันประเทศไทยในฐานะกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ, ข้อ 13 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights- ICESCR) ทั้งยังขัดต่อหลักการและสิทธิทางการศึกษาที่ได้รับการรับรองไว้ตาม ข้อ 5 (ฉ) (5) แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination) ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคี

…………ที่สำคัญคือ ข้อ 26 แห่งกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและทางการเมือง   (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี และขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดทำรายงานประเทศ (Country Report) โดยการบันทึกถึงการปฏิบัติงานของภาคส่วนราชการ และรายงานฉบับนี้จะถูกรายงานต่อสหประชาชาติในปี 2552(1)

…………16 มีนาคม 2552 ขณะที่กำแพงกั้นฝันของบิ๊กชัดเจนขึ้นอีกครั้ง แต่อีกมุมหนึ่งของเมืองใหญ่ น้องวิษณุ (2) เด็กไร้รัฐ ไร้สัญชาติ แห่งพระสมุทรเจดีย์ มีโอกาสได้บอกเล่าเรื่องราวของตนต่อท่านยกรัฐมนตรี และมีสื่อมวลชนหลายแห่งนำเสนอข่าว ในขณะที่เรื่องราวของน้องบิ๊ก เด็กไร้รัฐที่ถูกละเมิดสิทธินั้นดูจะเป็นเพียงเสียงที่เงียบงัน

…………วันนี้แม้ว่ากฎหมายและนโยบายจะรับรองสิทธิทางการศึกษาให้กับคนทุกคนในประเทศไทยแล้ว แต่ยังมีกำแพงที่มองไม่เห็น จากทัศนคติที่คับแคบ ที่ปิดกั้นฝันของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ให้ไม่มีโอกาสแม้จะสร้างทุนรอนทางปัญญาในการพัฒนาคุณภาพชีวิต การปกป้องสิทธิทางการศึกษาของน้องบิ๊กเกิดขึ้นได้ในวันนี้นั้นจะเห็นได้ว่ามีภาคส่วนต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมากมาย ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการละเมิดสิทธิเช่นนี้อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต และยังต้องการความร่วมมือร่วมใจจากหลายฝ่ายในการปรับทัศนคติและความเข้าใจต่อสถาบันการศึกษา ที่สำคัญที่สุดคือคนไร้รัฐไร้สัญชาติที่ต้องเข้าใจและยืนหยัดที่จะปกป้องสิทธิของตนเองอย่างเข้มแข็ง

…………สังคมจึงต้องช่วยกันติดตามตรวจสอบ และให้กำลังใจ ก่อนที่พวกเขาอ่อนแรงละจากทางฝันไปเสียก่อน

อ้างอิง

(1)หนังสือของสถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ(SWIT)ที่ ฝสร.10/2551วันที่ 8 ธันวาคม 2551 เรื่อง ความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion) ต่อการดำเนินการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าศึกษาของสถาบันการศึกษาตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ..2548

https://statelesswatch.wordpress.com/2008/12/12/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2-legal-opinion-%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD-6/

(2) https://statelesswatch.wordpress.com/2009/03/18/abhisit-urges-rights-awareness/


มีนาคม 19, 2009 Posted by | 1 | 1 ความเห็น

กำแพงกั้นฝันของ…บิ๊ก(ตอนหนึ่ง)

กำแพงกั้นฝันของ…บิ๊(1)(ตอนหนึ่ง)

ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว
นักข่าว สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ(SWIT)

2552-03-17-e0b899e0b989e0b8ade0b887e0b89ae0b8b4e0b98ae0b881


“บ่อยครั้งที่มักแอบบอกตัวเองเหมือนกับเป็นความฝันเล็กๆ ว่าอยากสอบเข้าเรียนต่อชั้น ม.1 ซึ่งที่ที่บิ๊กอยากเรียนคือโรงเรียนหอวัง       บิ๊กยิ้มเล็กๆพร้อมกับเผยความสามารถตัวเองว่า ได้คะแนนการเรียนสูงเป็นที่ 3 ของห้อง ทำให้มั่นใจว่าถ้าได้ไปเรียนก็น่าจะสู้เขาได้ บิ๊กเชื่ออย่างนั้น” ความฝันเล็กๆของน้องบิ๊ก

กว่า 6 ปี แล้ว ที่เด็กชายสมชาย อากาเป หรือน้องบิ๊ก เดินทางไกลจากอ้อมอกของพ่อที่เลี้ยงดูลูกน้อยเพียงลำพัง มายังเมืองใหญ่ ด้วยคิดหวังถึงชีวิตที่ดีกว่าภายใต้ร่มเงาของ “บ้านแห่งความหวัง” ณ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

…………บิ๊ก เกิดวันที่ 24 พฤศจิกายน 2537 ที่โรงพยาบาลตะกั่วป่า อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา พ่อและแม่เป็นชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ในพม่า ที่หลบหนีภัยสงครามอพยพมาเป็นแรงงานต่างด้าว/ข้ามชาติ โดยขึ้นทะเบียนแรงงานและทำงานรับจ้างที่จังหวัดพังงา กว่า 20 ปีมาแล้ว ด้วยความไม่ทราบขั้นตอน กังวลเรื่องค่าใช้จ่าย และยังหวาดกลัวด้วยสถานะของคนต่างด้าว ทำให้แม่ของบิ๊กไม่ได้เรียกร้องหนังสือรับรองการเกิด(ท.ร.1/1) จากนางพยาบาล และโรงพยาบาลเองก็ไม่ได้กระตือรือร้นจะออกให้ในตอนนั้น

…………เมื่ออายุได้ราว 6 ขวบ แม่ก็ได้ทิ้งบิ๊กไว้กับพ่อตามลำพังและไปแต่งงานอยู่กินกับสามีใหม่ นับแต่นั้นมาบิ๊กก็มีเพียงพ่อที่รับภาระดูแลเลี้ยงดู และพยายามที่จะหาหนทางให้บิ๊กได้เรียนหนังสือแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นไปได้ยาก ด้วยความจนยากนั้นเป็นอุปสรรคใหญ่ที่กั้นขวางอยู่

…………จากเด็กน้อย อายุประมาณ 7-8 ขวบ เดินโซซัดโซเซร่างกายซูบผอมเนื้อตัวมอมแมมที่มายืนด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าโบสถ์แห่งหนึ่งในจังหวัดระนอง ตามแขนและลำตัวมีอาการบวมเป่งเหมือนถูกทุบถูกรุมทำร้ายมาอย่างสาหัส  ด้วยความสงสารผู้ใจบุญท่านหนึ่งจึงพาไปหาหมอปรากฏว่าเด็กคนนี้ถูกทำร้ายจนแขนหัก แล้วการเดินทางไกลของบิ๊กก็เริ้มต้นขึ้นเพื่อสานฝันของพ่อและตัวบิ๊กเอง

…………บิ๊กได้รับการอุปการะจากวัดพระแม่มหาการุณ เป็นโบสถ์คาทอลิกซึ่งตั้งอยู่ที่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีบ้านแห่งความหวังไว้คอยดูแลเด็กๆที่ครอบครัวมีปัญหา ให้เป็นที่พักอาศัยและส่งเสริมให้เด็กได้เรียนหนังสือเพื่อเป็นต้นทุนในการดำเนินชีวิตในอนาคต โดยปัจจุบันมีเด็กในความดูแลรวม 90 ชีวิต แต่เด็กที่มีปัญหาสถานะบุคคล ไม่มีสัญชาติไทยมีเพียง 2 คน

…………สมศักดิ์ ธุถาวร หรือ พี่น้อย เจ้าหน้าที่บ้านพักเล่าย้อนถึงเมื่อครั้งน้องบิ๊กเข้ามาอยู่ในความดูแลว่า ปี 2546 ได้พาบิ๊กไปสมัครเรียนในชั้นป.1 ที่โรงเรียนวัดสลักเหนือแต่ครั้งนั้นไม่มีปัญหาใดๆในการสมัครเข้าเรียน แม้ว่าน้องบิ๊กจะไม่มีเอกสารใดๆ เนื่องจากเป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จึงเข้าใจและยอมรับในสภาพปัญหาของเด็ก

…………ปี 2550 พอขึ้นชั้นป.4 น้องบิ๊กย้ายโรงเรียนมายังโรงเรียนวัดนาวงศ์ และที่นี่ได้ทำให้น้องบิ๊กซึ่งเป็นนักเรียนในสถานศึกษาได้รับการลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนบ้าน โดยช่องทางการสำรวจนักเรียนที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางฯ ปี 2548 และได้รับบัตรบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ขึ้นต้นด้วยเลข 0) ทำให้บิ๊กเป็น “ราษฎรไทย” และไม่ประสบปัญหาความไร้รัฐอีกต่อไป

…………อย่างไรก็ตาม บิ๊กย่อมมีสิทธิในสัญชาติ ถ้าหากสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ดำเนินการตาม ยุทธศาสตร์จดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล ตามมติคณะรัฐมนตรี 18 มกราคม 2548 ซึ่งหากบิ๊กมีความสามารถที่จะศึกษาจนจบในระดับอุดมศึกษา ก็จะมีสิทธิยื่นขอสัญชาติไทยตามกรอบยุทธศาสตร์ฯ

…………น้องบิ๊กกำลังจะจบชั้นป.6 ในปีนี้ ความยุ่งยากเกิดขึ้นเมื่อทางโรงเรียนแจ้งว่าจะไม่ออกเอกสารจบการศึกษาให้น้องบิ๊ก หากไม่นำเอกสารต่างๆ ได้แก่ เอกสารการเกิด และเอกสารประจำตัวของพ่อแม่มาให้ทางโรงเรียน

…………โดยตาม “ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับสมัครนักเรียนเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ.2548” ระบุไว้ชัดเจนว่าสถานศึกษามีหน้าที่รับเด็กในวัยการศึกษาเข้าศึกษาแม้ว่าไม่มีเอกสารใดๆและต้องออกหลักฐานทางการศึกษาให้

…………แต่เมื่อเจ้าหน้าที่บ้านพักได้ประสานงานกับทางโรงเรียนถึงระเบียบฯดังกล่าว ก็ได้รับคำตอบว่ารับรู้และเข้าใจ แต่อย่างไรก็ต้องนำเอกสารต่างๆมาแสดงคือคำยืนยันหนักแน่นของทางโรงเรียน  สำหรับหนังสือรับรองการเกิด(ท.ร.1/1)นั้นในภายหลังโรงพยาบาลได้ออกเอกสารดังกล่าวให้เรียบร้อยแล้วจากการประสานงานติดตามโดย นางสาวรุจิราพร โชคพิพัฒน์พร ผู้ช่วยนักวิจัยโครงการศึกษาวิจัยเพื่อสำรวจสถานการณ์และศึกษาความเป็นไปได้ในการขจัดปัญหาการจดทะเบียนการเกิด และปัญหาสถานะบุคคลของประชาชนในพื้นที่ประสบภัยสึนามิ ซึ่งได้ใช้ความพยายามในการสืบหาข้อเท็จจริงเพื่อไปสืบค้นท.ร.1/1 จากโรงพยาบาลจนสำเร็จ พี่น้อยและน้องบิ๊กจึงได้ติดตามท.ร.1/1 ซึ่งอยู่กับทางทีมวิจัย  และเอกสารประจำตัวของพ่อแม่ที่พังงามาแสดงในที่สุด

…………จะเห็นได้ว่าความยุ่งยากในครั้งนี้เกิดขึ้นกับน้องบิ๊กจากแนวทางการปฏิบัติของโรงเรียนและทัศนคติซึ่งยังไม่เปิดกว้างยอมรับต่อสิทธิทางการศึกษาของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ว่าไม่ได้แตกต่างกับคนไทยแต่อย่างใด โรงเรียนไม่ได้ยอมรับและปฏิบัติตามระเบียบฯของกระทรวงศึกษาธิการแม้ว่าจะรับรู้อยู่แล้วก็ตามที ดังนั้นเมื่อผู้ดูแลน้องบิ๊กไม่ได้ยืนยันต่อสิทธิของน้องบิ๊กอย่างแข็งขันภาระขั้นตอนต่างๆในการติดตามหลักฐานของน้องบิ๊กจึงเกิดขึ้นตามมา

…………และแม้ว่าเรื่องราวจะจบลงด้วยดี แต่สิ่งสำคัญที่สุดแล้วคือโอกาสทางการศึกษาที่เปิดประตูต้องรับคนไร้รัฐไร้สัญชาตินั้นยังไม่เกิดขึ้นจริง


อ้างอิง

(1) เรียบเรียงจาก กรณีศึกษาที่ 4 เด็กชายสมชาย(บิ๊ก) ภายใต้โครงการศึกษาวิจัยเพื่อสำรวจสถานการณ์และศึกษาความเป็นไปได้ในการขจัดปัญหาการจดทะเบียนการเกิด และปัญหาสถานะบุคคลของประชาชนในพื้นที่ประสบภันสึนามิ กุมภาพันธ์ 2550  ติดตามอ่านได้ที่  “น้องบิ๊ก : ลูกแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่เกิดในประเทศไทย” http://gotoknow.org/blog/sarinya/46217 และ โลกของบิ๊ก เรื่องจริงดั่งละครในกำแพงกั้นฝันของเด็กชายตัวโต โดย อัฎธิชัย ศิริเทศ http://gotoknow.org/blog/andaman-pocketbook/249288

มีนาคม 19, 2009 Posted by | สิทธิ | 2 ความเห็น

Abhisit urges rights awareness

HUMAN RIGHTS

Abhisit urges rights awareness

Published: 17/03/2009 at 12:00 AM
Newspaper section: News

The solution to human rights violations is acceptance of reality and heightened awareness by every member of society, says Prime Minister Abhisit Vejjajiva.

A stateless student from Samut Prakan looks pensively at an exhibition in a ‘‘human rights caravan’’ launched by the National Human Rights Commission at Satriwithaya school near Ratchadamnoen Avenue. CHANAT KATANYU

Mr Abhisit yesterday said human rights violations would continue if everyone turned their back on the issue, so confronting and accepting the problem was the approach of the government.

The prime minister was speaking after opening an awareness campaign on human rights violations at Satriwithaya school supported by the United Nations and the National Human Rights Commission.

Mr Abhisit said efforts to confront the issue would go nowhere if the government did not take the problem seriously.

Accepting the reality of violations was a stepping stone to greater cooperation from every part of society in recognising the importance of human rights protection.

He said misunderstanding and a lack of awareness about human rights were major causes behind the violations.

There was no denying that previous elected governments had shaped policies detrimental to human rights, from the war on drugs to counterinsurgency measures in the South.

In the end, these policies had backfired and the situation had gone from bad to worse, Mr Abhisit said.

As a result, the important lessons to be learned from flawed policies on human rights protection are that the government and state authorities should ensure rights first and foremost instead of abusing their powers.

Mr Abhisit said building full awareness of human rights would not work without greater support from the media and every member of society.

http://www.bangkokpost.com/news/local/13477/abhisit-urges-rights-awareness

มีนาคม 18, 2009 Posted by | 1 | ใส่ความเห็น

รวมจดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion)

sec23-campaign1

รวมจดหมาย

ความเห็นทางกฎหมาย

(Legal Opinion)


พฤษภาคม 2551-มกราคม 2552


ดาวน์โหลดไฟล์ 2551-2552-Legal Opinion-by-SWIT



มีนาคม 4, 2009 Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย | ใส่ความเห็น

ขอแสดงความขอบคุณที่สนับสนุนและร่วมผลักดันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้แก่คนที่มีปัญหาสถานะบุคคล

2008-1-31_sobmei009_1

…………………………………………………………………………………………………………

ที่ฝสร.13/2552

………………………………………..วันที่ 3 มีนาคม 2552


เรื่อง    ขอแสดงความขอบคุณที่สนับสนุนและร่วมผลักดันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้แก่
คนที่มีปัญหา

………..สถานะบุคคล
เรียน    เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
อ้างถึง    มติคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2552 เรื่อง
“การสร้างหลัก

………..ประกันสุขภาพสำหรับประชาชนที่อยู่ระหว่างรอการพิสูจน์สิทธิและอยู่ในประเทศไทยเป็นการถาวร”
สิ่งที่ส่งมาด้วย    เอกสารแนะนำ สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (SWIT)


………..สืบเนื่องจากการเผยแพร่ของสื่อมวลชนถึงมติคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ภายใต้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2552 เรื่อง “การสร้างหลักประกันสุขภาพสำหรับประชาชนที่อยู่ระหว่างรอการพิสูจน์สิทธิ และอยู่ในประเทศไทยเป็นการถาวร” โดยมติคณะกรรมการได้ให้ความเห็นชอบในหลักการ ที่จะขยายหลักประกันสุขภาพให้แก่ประชาชนทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน หรือที่เกิดในประเทศไทยแต่ยังพิสูจน์สัญชาติไม่ได้ ให้มีสิทธิในหลักประกันสุขภาพ


………..สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (SWIT) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีวัตถุประสงค์การทำงานเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงและพัฒนาสถานะบุคคลและสิทธิคนไร้รัฐ/ไร้สัญชาติ จึงเรียนมาเพื่อแสดงความชื่นชมและขอขอบคุณสปสช. ที่ตระหนักถึงการเคารพ การคุ้มครองและการดำเนินการเพื่อให้บรรลุถึงหลักการของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่มุ่งส่งเสริมให้บุคคลสามารถเข้าถึงและได้รับบริการสุขภาพที่มีมาตรฐานอย่างเสมอหน้ากัน เป็นการดำเนินการในเชิงป้องกันซึ่งหมายถึงต้นทุนการดำเนินการที่ต่ำกว่าการเน้นการรักษาพยาบาล ทั้งยังเป็นการดำเนินการเพื่อให้บรรลุถึงสิทธิในหลักประกันสุขภาพอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน สิทธิมนุษยชนตามมาตรา 51 และมาตรา 52 รวมถึงมาตรา 80 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550และพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 โดยเคารพในหลักความเสมอภาค ไม่คำนึงถึงความแตกต่างด้านสถานะบุคคล และเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นภารกิจที่ผูกพันสปสช. ตามบทบัญญัติมาตรา 26, 27, มาตรา 30 และมาตรา 4 แห่งรัฐธรรมนูญ อีกทั้งยังเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศที่ผูกพันประเทศไทยในฐานะรัฐภาคี อันได้แก่ ข้อ 25 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง, ข้อ 12.1 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม, ข้อ 5 (e) (iv) แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ, ข้อ 11.1 (f), ข้อ 12.1 และ 12.2 แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ, ข้อ 24.1 แห่งอนุสัญญาสิทธิเด็ก ค.ศ. 1989 รวมถึงข้อ 25(1) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน


………..ประการสำคัญ ทางสถาบันฯ ขอแสดงความชื่นชมสปสช. ที่ตระหนักและยอมรับว่า กลุ่มคนเป้าหมายของการดำเนินการฯ ทั้งในทางข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ประกอบไปด้วย หนึ่ง-บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยข้อกฎหมาย แต่ตกหล่นทางทะเบียนราษฎร ทำให้ต้องตกเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติ และอยู่ระหว่างการพิสูจน์สัญชาติไทย สอง-เป็นบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยที่เกิดและหรืออาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน จนผสมกลมกลืนกับสังคมไทยแล้ว และได้รับการกำหนดสถานะบุคคลโดยกฎหมายและนโยบายของรัฐไทยแล้ว และอยู่ระหว่างการพัฒนาสถานะบุคคลดังกล่าว บุคคลทั้งสองกลุ่มนี้จึงเป็นบุคคลที่มีจุดเกาะเกี่ยวกับสังคมไทยอย่างเข้มข้น


………..แม้จะมีประเด็นข้อกังวลถึงประเด็นการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจต่อสังคมไทย (Social Contribution) อาทิ การเสียภาษาทางตรง เพราะระบบโครงสร้างภาษีปัจจุบันไม่เปิดโอกาสให้บุคคลกลุ่มนี้ต้องร่วมจ่าย แต่ก็จำเป็นต้องกล่าวถึงด้วยเช่นกันว่าสัดส่วนรายได้ของรัฐไทย ที่เกินกว่า 70% นั้นมาจากภาษีทางอ้อม ซึ่งบุคคลทั้งสองกลุ่มนี้ย่อมต้องร่วมจ่ายด้วยอย่างแน่นอน ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จึงกล่าวได้ว่าบุคคลดังกล่าวได้มีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจต่อสังคมไทยแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย การเข้าถึงหลักประกันสุขภาพอาจดำเนินการโดยกำหนดให้ผู้ป่วยร่วมจ่ายในอัตราที่บุคคลสามารถจ่ายได้ โดยมีความแตกต่างไปจากผู้มีสัญชาติไทยก็ย่อมทำได้ ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักการการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจต่อสังคมไทย (Social Contribution)


………..นอกจากนี้ ทางสถาบันฯ อยู่ระหว่างการผลิตเอกสาร (Fact Sheet) เพื่อการทำความเข้าใจต่อสิทธิในหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐ/ไร้สัญชาติ หรือบุคคลที่มีปัญหาสถานะ ทั้งนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนและร่วมรณรงค์ให้สังคมไทยเข้าใจถึงบทบาทของสปสช.โดยทางสถาบันฯ ขอสนับสนุนและให้กำลังใจการดำเนินงานของสปสช. ในการดำเนินการเพื่อส่งเสริมการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในสังคมไทยต่อไป
…………จึงเรียนมาเพื่อทราบ


………………………………………..ขอแสดงความนับถือ

…………………………………..( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
……………………………………….. นักกฎหมาย
………………………..สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

ดาวน์โหลดไฟล์

2552-3-3-lettertonhso

2552-02-26-we-r-swit

อ่านเอกสารเผยแพร่/Fact Sheet ลิงค์ http://gotoknow.org/blog/h4s-public

Health office to extend universal care to 370,000 stateless people in Thailand

The Nation
Mon, 16 Feb 2009

About 370,000 people who are in the process of proving their right to Thai citizenship will be entitled to free medical treatment under the universal healthcare scheme, if a plan by National Health Security Office (NHSO) gets a green light.

“We will forward the plan to the Cabinet and asks for an approval,” Public Health Minister Witthaya Kaewparadai revealed Monday.

He was speaking after he chaired a meeting of NHSO board.

According to the board, people who have long lived in Thailand or were born in Thailand should be covered by the universal healthcare scheme even though they had yet to be granted Thai citizenship.

“We hope this plan will take effective in the 2009 Fiscal Year. The flat subsidy per head should be Bt2,202,” Witthaya said.

http://www.nationmultimedia.com/breakingnews/30095836/Health-office-to-extend-universal-care-to-370,000-stateless-people-in-Thailand


มีนาคม 3, 2009 Posted by | งานวิจัยH4S | 1 ความเห็น

พระวันวิวาห์ กับมาตรา 23 ที่นครพนม

พระวันวิวาห์ กับมาตรา 23 ที่นครพนม

ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

วันที่ 29 มกราคม 2552
—————————————————————————————
sec23-campaign1

………..
…………

…………พระ วันวิวาห์  อภิญฺญาโณ ( ไชยปัญหา )  เป็นบุตรชายคนโตของแม่วิไล  ไชยปัญหา  ครอบครัวเป็นคนเชื้อชาติลาวที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย  แม่วิไลเกิดที่บ้านหนองบก  เมืองหนองบก  แขวงคำม่วน  ประเทศลาว  ในปีพ.ศ.2509  ต่อมาเกิดสงครามภายในประเทศและได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ครอบครัวของแม่วิไลจึงได้อพยพเข้ามายังประเทศไทย  ทางบ้านนาถ่อน ตำบลนาถ่อน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม  ซึ่งเป็นช่วงฤดูทำนา ในปีพ.ศ.2522  ส่วนพ่อของพระวันวิวาห์มาจากบ้านโพธิ์ค้ำ  เมืองหินบูน  แขวงท่าแขก  ประเทศลาว  โดยเข้ามาในช่วง  พ.ศ.2519  และได้มาแต่งงานกันที่ตำบลอาจสามารถ  อำเภอเมือง  จังหวัดนครพนม  จึงได้มีพระวันวิวาห์ในปี  พ.ศ.2527 และมีน้องชายตอนปี  พ.ศ.2532


…………ความ ทรงจำต่อภาพวัยเด็กของพระวันวิวาห์ คือครอบครัวได้เข้าไปอยู่ในศูนย์อพยพช่วงหนึ่งในช่วงวัยที่พระวันวิวาห์ยัง ไม่ถึงเกณฑ์เรียนหนังสือ  โดยแม่วิไลให้เหตุผลที่ตัดสินใจนำครอบครัวออกมาจากที่นั่นว่า เนื่องจากโดนบังคับไม่เป็นอิสระทั้งพ่อ แม่ ตา ยาย จึงได้พากันออกมาอยู่ที่บ้านห้อมเหมือนเดิม

…………ภาพ ชีวิตที่ตามมาจากนั้น คือตาจะไปรับจ้างตัดไม้  พ่อเป็นสารพัดช่างที่ทำได้ทุกอาชีพช่าง ส่วนยายกับแม่เป็นแม่ค้าจะช่วยกันเตรียมของไปขายที่ตลาด จำพวกใบตองกล้วยบ้าง ผักต่างๆ บ้าง พอได้เวลา 9 โมงเช้าแม่วิไลจะเข็นรถเข็นไปไร่มันสำปะหลังเป็นระยะเวลา 1 กิโลเมตรเพื่อไปขุดมันสำปะหลัง ตอนบ่ายแก่ๆก็จะเข็นรถเข็นกลับมาบ้านพร้อมกับกระสอบมันสำปะหลัง  ซึ่งสิ่งที่พระวันวิวาห์ภูมิใจในครอบครัวอย่างหนึ่งคือด้วยความขยันขันแข็ง ของคนในครอบครัวทุกวันนี้จึงมีที่ดินเป็นของตัวเอง จากเดิมที่อาศัยที่ดินว่างเปล่าของคนในหมู่บ้านทำไร่ที่ดินก็ต้องขออาศัยชาว บ้านอยู่


…………นอก จากนี้พ่อแม่จะสอนท่านกับน้องชายเสมอว่าให้รักใคร่สามัคคีปรองดองกัน เพราะไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน และที่ห้ามมาเสมอเลยคือไม่ให้เอาเพลงชาติไทยมาล้อเล่น ไม่ให้มีเรื่องชกต่อยกับใคร เวลาเกิดเรื่องพ่อแม่จะเสียใจมากแม้บางครั้งไม่ได้เป็นฝ่ายผิดก็ยังไปขอโทษ พ่อแม่คนที่มีเรื่องด้วย ด้วยเหตุผลที่ว่า เรามาอาศัยประเทศท่านอยู่อย่าให้ท่านเดือดร้อน
…………“สงสาร พ่อกับแม่มากเวลาที่อาตมาพูดถึงเรื่องการเป็นพลเมืองไทยจะได้ยินท่านพูดปลอบ เราสองพี่น้องเสมอว่าเดี๋ยวเราก็จะได้แล้ว  รอไปก่อนอีกไม่นานหรอกกี่ครั้งกี่ปีก็จะได้ยินแต่แบบนี้เรื่องนี้เป็นสิ่ง ที่ท่านหวังและรอคอยมาตลอด  ท่านจะหวาดระแวงมากกับการเป็นพลเมืองชั้น 2  ของสังคมไทย ขนาดเวลาอาตมาส่งบัตรถวายพระพรไปให้ท่านเขียนส่งถึงในหลวงท่านก็จะถามว่าจะ ไม่เป็นอะไรเหรอจะมีผลกระทบอะไรมั้ยแม่ก็บอกว่าแม่พูดไทยไม่ได้นะเขียนก็ไม่ ค่อยได้  วันที่อาตมาลูกชายคนนี้ของแม่อุปสมบทเป็นพระแม่ก็ไม่สามารถมางานบวชได้ แม่บอกว่ากลัวเวลาโดนตรวจแล้วจะไม่ผ่าน” ถ้อยคำถึงผู้เป็นแม่ของพระวันวิวาห์

“แล้วมาตรา 23 ก็น้ำมันหมดที่นครพนม”
…………หลัง จากมาโพสต์ที่เวบบอร์ด http://www.archanwell.org “สถานการณ์มาตรา 23 ที่นครพนม” ว่าทาง อ.เมืองนครพนมขานรับ มาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 4 พ.ศ.2551 มาตรา 23ฯ เป็นอย่างดี ในวันจันทร์ ที่ 9 มิถุนายน 2551 พระวันวิวาห์ได้กลับมาโพสต์อีกครั้งในวันพฤหัสบดี ที่ 1 มกราคม 2552 แจ้งถึงความล่าช้าในการติดตามการพิจารณาคำขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียน บ้านตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551  ของอำเภอเมืองนครพนม


…………หลัง จากที่ทราบว่าตนเองเป็นบุคคลผู้มีคุณสมบัติ เป็น “คนไทยตามมาตรา 23” พระวันวิวาห์ จึงได้ไปได้ยื่นคำขอฯ โดยเป็นคนแรกของอำเภอเมืองนครพนม ในขณะที่น้องชายเป็นคนที่สอง โดยไปติดต่อขอยื่นคำร้องฯตั้งแต่วันจันทร์ ที่ 2 มิถุนายน 2551 จนปัจจุบันก็ยังไม่มีความคืบหน้า

…………สำหรับ พระวันวิวาห์แล้วขณะที่ความหวังของการเป็น“คนไทยตามมาตรา 23”ยังไม่บรรลุผลนั้น คำว่า “ลาวอพยพ”หรือ”ชนกลุ่มน้อย”หรือ”คนต่างด้าว” มันคือตราบาปสำหรับท่าน

…………“เวลา ไปกิจที่กรุงเทพฯ พระที่อยู่วัดเดียวกันที่เคยเห็นอาตมาออกทีวี เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2549 เมื่อเวลา 19.13 ครบรอบ 1 ปี ยุทธศาสตร์แก้ปัญหาคนไร้สัญชาติ มัก จะพูดกระซิบกระซาบกันว่าพระเถื่อนมาแล้ว และยิ่งวันที่เป็นข่าวเขายิ่งถามกันให้วุ่นเลยว่าพระองค์ไหนมาจากนครพนม คำว่า “พระเถื่อน” นั้นจริงๆ แล้วเป็นความหมายของพระที่ทำการอุปสมบทโดยไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ไม่ใช่พระไม่มีสัญชาติไทยแล้วเรียกว่าพระเถื่อนทั้งๆ ที่อาตมาเองก็อุปสมบทที่วัดนั้น  โดยมีพระราชาคณะชั้นเทพเป็นพระอุปัชฌาย์เป็นเจ้าอาวาสที่วัดนั้นด้วย และพระที่ว่าอาตมาเป็นพระเถื่อนนั้นก็เป็นพระเถระทั้งนั้นเรื่องแบบนี้ไม่ น่าเกิดขึ้นเลยในหมู่พระสงฆ์”
………… ซึ่งท่านมองว่านี่คือผลร้ายของการที่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ไปไม่ทั่ว ถึงคนหลายกลุ่มในประเทศ  และการเป็น“คนไทยตามมาตรา 23” ก็เปรียบเสมือนการล้างมลทินนี้ให้ท่าน คำว่า “สัญชาติไทย” นั้นมีความสำคัญยิ่งกับทุกคนที่อาศัยอยู่ในผืนแผ่นดินนี้ ใครที่ไม่เคยถูกเรียกว่า “คนต่างด้าว” “คนลาวอพยพ” อย่างท่านย่อมไม่รู้ว่าความรู้สึกมันเลวร้ายเพียงใด สำหรับท่านแล้วมีความรู้สึกว่ามีชีวิตอยู่อย่างตายทั้งเป็น  และถึงแม้จะได้รับการอบรมบ่มนิสัยในด้านจิตภาวนามาแล้วแต่บางครั้งที่นึกถึง คำว่า  “ลาวอพยพ”  ขึ้นมาทีไรก็ทำให้รู้สึกท้อในชีวิต


…………เมื่อ ได้ทราบข่าวดีว่าท่านมีคุณสมบัติเป็น “คนไทยตามมาตรา 23”  พระวันวิวาห์เล่าว่าได้แต่รอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ตั้งแต่วันจันทร์ ที่ 2 มิถุนายน 2551 คือวันแรกที่ไปติดต่อดำเนินเรื่องยื่นคำขอฯ จะเดินทางไปไหนมาไหนก็ไม่สบายใจ อยากจะไปธุดงธ์ก็ไปไม่ได้เพราะต้องรอทางอำเภอติดต่อมาแต่ก็ได้แต่รอแล้วรอ เล่า
………...“ทุกวันนี้เวลาไปไหนมาไหนเจอด่านตำรวจก็ไม่สบายใจเลยหัวใจเต้นตุบๆ ทุกทีเลยแต่เขาก็ไม่ตรวจพระหรอก”

…………เนื่อง จากพระวันวิวาห์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการเจ้าคณะตำบลในเมืองนครพนม  เขต 3(ธ) และเป็นกรรมการคุมสนามสอบนักธรรมและธรรมศึกษาที่นครพนม เป็นกรรมการตรวจข้อสอบนักธรรมและธรรมศึกษาภาคอีสาน ทำให้ต้องเดินทางนอกพื้นที่บ่อยเพราะต้องติดตามพระอาจารย์ไปกิจต่างจังหวัด บ่อยครั้งทั้งงานญาติโยมงานราชการคณะสงฆ์ โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2551 ที่ผ่านมา ทางสำนักงานเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดนครพนม (ธ) ก็ได้แจ้งว่า ทางสำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดเขาก็ทักท้วงมาเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของท่าน“ตอน ไปติดต่อเรื่องมาตรา 23ฯ นี้ก็ได้ยินปลัดสุพัฒตรากับเจ้าหน้าที่ในอำเภอคุยกันว่า ตัวปลัดเองก็จะย้ายแล้วในเดือนเมษายน 2552 นี้เองอาตมาเองก็หวังว่าเรื่องจะแล้วเสร็จก่อนที่ปลัดเขาจะย้ายไม่งั้นก็คง ต้องปวดหัวกันอีกยาว…” ข่าวล่าจากอำเภอเมืองนครพนม

…………โครงการ เฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) และองค์กรเครือข่ายคือ โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐ และไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายจากพระวันวิวาห์ อภิญญาโณ ต่อกรณีดังกล่าว โดยอาจมีความเป็นไปได้ว่ามีการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรโดยสำนักทะเบียนอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ในการพิจารณาคำขอฯ


…………ทาง โครงการฯ และองค์กรเครือข่าย จึงส่งหนังสือความเห็นทางกฎหมาย(Legal Opinion) ถึงนายอำเภอเมืองนครพนม (ที่ ฝสร.3/2552 ลว.29 มกราคม 2552) เพื่อขอให้ทางอำเภอเมืองนครพนมดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อกรณีดังกล่าว พร้อมกับชี้แจงข้อหารือ ข้อกฎหมายและความเห็นทางกฎหมายต่อกรณีของพระวันวิวาห์

ตารางการดำเนินการของพระวันวิวาห์  อภิญฺาโณ (ไชยปัญหา)

และ นายสัญญา  ไชยปัญหา(น้องชาย)

ครั้งที่

วัน/เดือน/ปี

รายละเอียด

1

วันจันทร์ ที่ 2 มิถุนายน 2551

ขอยื่นเรื่องตามแบบคำขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านตามมาตรา 23 แห่งพระราบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551

2

วันพุธ ที่ 4 มิถุนายน 2551

บันทึกสอบปากคำ บิดา,มารดา

3

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน 2551

บันทึกสอบปากคำ สอบสวนพยานบุคคล ตามหนังสือสั่งการของกระทรวงมหาดไทย “ด่วนมาก ที่ มท 0309.1/ว 1587 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2551” หน้า 3 ข้อ 3 (3.3.1)

1. ผู้ใหญ่บ้าน

2. พยานผู้เห็นการเกิด (ผอ.รร.ท่าค้อ)

3. พยานผู้เห็นการเกิด (ครูสอนภาษาอังกฤษ รร.บ้านสำราญ)

“ปลัดบอกว่ารอ 90 วัน แล้วจะโทรบอก”

4

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน 2551

ไปสอบถามความคืบหน้าที่อำเภอ “ปลัดบอกว่ายังไม่เสร็จ แล้วจะโทรบอก”

5

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน 2551

ไปสอบถามความคืบหน้าที่อำเภอ

“ปลัดบอกมีคำสั่งให้เปลี่ยนรูปแบบใหม่ รออีก 1 อาทิตย์ให้มาใหม่”

6

วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน 2551

ไปสอบถามความคืบหน้าที่อำเภอ

“ปลัดไม่อยู่เจ้าหน้าที่โทรตามเรื่องให้ปลัดบอกว่ายังไม่เสร็จถ้าเสร็จแล้วจะโทรแจ้ง”

7

วันอังคาร ที่ 16 กันยายน 2551

เจ้าหน้าที่โทรมาให้ไปทำเรื่อง

8

วันพุธ ที่ 17 กันยายน 2551

1.ทำใบรับรองสถานที่เกิด

2.ยื่นเรื่องตามแบบคำขอฯ “แต่ปลัดยังไม่ได้เซ็นด้านหลัง แบบคำขอ ฯ”

ในวันนี้บุคคลที่ไปมี

1.พระวันวิวาห์ อภิญฺาโณ (ไชยปัญหา)

2.นายสัญญา ไชยปัญหา (น้องชาย)

3.นางวิไล ไชยปัญหา (มารดา)

4.พยานผู้รู้เห็นการเกิด 1

5.พยานผู้รู้เห็นการเกิด 2

9

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน 2551

ในวันนี้บุคคลที่ไปมี

1.นายชวน คำเป้า (ผู้ใหญ่บ้าน)

2.นายลำพวน ไชยปัญหา (บิดา)

10

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม 2551

ส่งหนังสือถามความคืบหน้าถึงอำเภอ ลงทะเบียนตอบรับ แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ

11

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม 2551

ส่งหนังสือถามความคืบหน้าถึงอำเภอ ลงทะเบียนตอบรับ ฉบับที่ 2

12

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม 2551

ได้รับจดหมายตอบกลับจากทางอำเภอมีใจความดังนี้

“สำนักทะเบียนอำเภอเมืองนครพนมขอเรียนชี้แจงว่ามีผู้มายื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านตามมาตรา 23แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 เป็นจำนวนมาก ซึ่งการขอลงรายการดังกล่าวเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายอำเภอ ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณา หากได้รับอนุมัติแล้วจะแจ้งให้ทราบต่อไป”

มีนาคม 3, 2009 Posted by | 1 | ใส่ความเห็น

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion)(ฉบับที่ ๓/๒๕๕๒)ถึง นายอำเภอเมืองนครพนม ขอให้ชี้แจงความคืบหน้าและข้อหารือทางกฎหมายประเด็นความล่าช้าในการ พิจารณาคำขอลงรายการสัญชาติไทยของผู้มีสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติพ.ศ. ๒๕๐๘ ฉบับแก้ไข เพิ่มเติมครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๕๑ กรณีของพระวันวิวาห์ อภิญญาโณ

sec23-campaign1

ที่ฝสร.๓/๒๕๕๒

……………………………………………..วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๒

เรื่อง      ขอให้ชี้แจงความคืบหน้าและข้อหารือทางกฎหมายประเด็นความล่าช้าในกาพิจารณาคำขอลงรายการ

…………สัญชาติไทยของผู้มีสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ แห่งพ.ร.บ.สัญชาติพ.ศ. ๒๕๐๘ ฉบับแก้ไข …………

…………เพิ่มเติมครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๕๑กรณีของพระวันวิวาห์ อภิญญาโณ

เรียน    นายอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม

…………สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ร่วมกับองค์กรเครือข่ายคือ โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายจากพระวันวิวาห์ อภิญญาโณ เนื่องด้วยอาจมีความเป็นไปได้ว่ามีการปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าโดยสำนักทะเบียนอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ในการพิจารณาคำขอรายการสัญชาติไทยของผู้มีสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑
…………ทางโครงการฯ และองค์กรเครือข่าย จึงเรียนมาเพื่อขอให้ทางสำนักทะเบียนอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อกรณีดังกล่าว พร้อมกันนี้ โครงการฯและองค์กรเครือข่ายขอเรียนข้อหารือ ข้อกฎหมายและความเห็นทางกฎหมายต่อกรณีของพระวันวิวาห์ ดังต่อไปนี้

…………๑.เรียนขอให้สำนักทะเบียนอำเภอเมืองชี้แจงถึงเหตุผลที่ทางอำเภอเรียกให้พระวันวิวาห์ หรือผู้ยื่นคำขอฯ ต้องยื่นคำขอลงรายการสัญชาติตามมาตรา ๒๓ ถึง ๒ ครั้ง คือ ครั้งแรกในวันที่ ๔ มิถุนายน และวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๑ และฉบับใดที่ถือได้ว่าเป็นฉบับที่ทางอำเภอลงรับคำขอและลงรับเมื่อใด

…………๒.    ทางโครงการฯ ขอเรียนหารือว่า การใช้อำนาจหน้าที่ของสำนักทะเบียนอำเภอหรือสำนักงานเขตโดยนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตตามมาตรา ๒๓ นั้นเป็นอำนาจผูกพัน (Mandatory Power) กล่าวคือ เมื่อมีข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่กฎหมายกำหนดไว้ได้เกิดขึ้นแล้ว องค์กรของรัฐฝ่ายปกครอง ซึ่งในที่นี้คือ สำนักทะเบียนอำเภอเมืองจะต้องออกคำสั่งทางปกครอง คือ คำสั่งอนุมัติหรือไม่อนุมัติลงรายการสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ และหนังสือสั่งการโดยกรมการปกครอง ได้กำหนดแนวทางการพิจารณาประเด็นข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบที่สำนักทะเบียนต้องพิจารณาเพื่อการออกคำสั่งอนุมัติลงรายการสัญชาติตามมาตรา ๒๓ นั้น มีเพียงว่า บุคคลผู้ยื่นคำขอฯ มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่ทำให้บุคคลดังกล่าวได้สัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ หรือไม่ อันได้แก่ข้อเท็จจริง ๓ ประเด็น คือ หนึ่ง-บุคคลผู้ยื่นคำขอฯ เป็นบุคคลที่เกิดในประเทศไทยและเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากคำสั่งคณะปฏิวติฉบับที่ ๓๓๗, สอง-มีชื่อและรายการบุคคลในเอกสารการทะเบียนราษฎร และสาม-มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นหลักแหล่งอยู่จริงติดต่อกันในประเทศไทย และมีความประพฤติดีหรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคม (โปรดดูหนังสือสั่งการ มท.๐๓๐๙.๑/ว๑๕๘๗ ลว ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑) และการพิจารณาเพื่อมีคำสั่งอนุมัติหรือไม่อนุมัตินั้น นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตจะต้องดำเนินการให้เสร็จภายในระยะเวลา ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น (โปรดดู ข้อ ๔ หนังสือสั่งการ มท. ๐๓๐๙.๑/ว๑๕๘๗ ลว ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑)
…………ดังนั้น  จึงเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่นายอำเภอจะต้องปฏิบัติหน้าที่พิจารณาว่าผู้ยื่นคำขอมีคุณสมบัติที่จะได้สัญชาติตามกฎหมายหรือไม่ หรือมีหน้าที่จะต้องออกคำสั่งทางปกครองอนุมัติหรือไม่อนุมัติคำขอฯ ดังกล่าว

…………๓.    ผู้ยื่นคำขอฯ ได้ติดตามความคืบหน้าของการพิจารณาคำขอฯ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งโดยวาจาและลายลักษณ์อักษร โดยผู้ยื่นคำขอฯ ได้มีหนังสือทวงถามไปยังอำเภอเมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๑ ทางอำเภอ โดยปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง ๕) รักษาราชการแทนนายอำเภอเมืองนครพนม ได้มีหนังสือตอบกลับมาเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ โดยชี้แจงใจความว่า “..มีผู้มายื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านตามมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ เป็นจำนวนมาก ซึ่งการขอลงรายการดังกล่าวเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายอำเภอ ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณา หากได้รับอนุมัติแล้วจะแจ้งให้ทราบต่อไป” (ที่นพ. ๐๑๑๗/ทร.๒๐๐ ลว ๘ ธันวาคม ๒๕๕๑) อาจพิจารณาได้ว่าไม่มีเหตุผล และอำเภอยังคงละเลยการปฏิบัติหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงแนวปฏิบัติที่กรมการปกครองกำหนดให้ผู้รักษาราชการแทนในลำดับแรกตามคำสั่งอำเภอเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติแทนได้ ในกรณีที่นายอำเภอไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้เป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่า ๑๕ วัน (ดู ข้อ ๖ มท. ๐๓๐๙.๑/ว.๙๔๘๙ ลว. ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑) โดยพฤติการณ์ดังกล่าวนี้ ย่อมเป็นเงื่อนไขให้ผู้ยื่นคำขอฯ มีคุณสมบัติเป็นผู้มีอำนาจยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งให้อำเภอเมืองปฏิบัติหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลปกครองกำหนด (มาตรา ๙ วรรค ๑ (๒), มาตรา ๔๒ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลและวิธิพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ และมาตรา ๗๒ (๒) แห่งพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙)

…………๔.    ทางโครงการฯ และองค์กรเครือข่ายขอเรียนว่าสิทธิและเสรีภาพของบุคคลผู้มีสัญชาติไทยซึ่งได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรนั้น โดยเฉพาะสิทธิในการเป็นผู้มีสัญชาติไทย ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว บุคคลจะสามารถใช้สอยสิทธิได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อได้รับการรับรองโดยกระบวนการทางทะเบียนราษฎร คือการเพิ่มชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนราษฎรและได้รับเอกสารแสดงตนว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทย ความล่าช้าในการใช้สิทธิและเสรีภาพตามสถานะบุคคลที่มี โดยมีเหตุผลมาจากการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร อันนำไปสู่การเสียโอกาสในด้านต่างๆ ของชีวิต รวมถึงนำไปสู่การสิทธิและเสรีภาพที่ถูกละเมิดอันเนื่องมาจากความล่าช้าในการได้รับรองว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยงานทะเบียนราษฎร ย่อมอาจเป็นเหตุแห่งละเมิดในสิทธิเสรีภาพของผู้ยื่นคำขอฯ อันสามารถใช้เป็นเงื่อนไขในการฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้ศาลสั่งให้ใช้เงินชดเชยความเสียหาย (มาตรา ๗๒ (๓) แห่งพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ) อีกทั้งหากพบว่าเป็นการละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยทุจริต อาจเป็นเหตุให้เกิดความรับผิดทางอาญา (ประมวลกฎหมายอาญา ม.๑๕๗)

…………ทางโครงการฯและองค์กรเครือข่าย จึงเรียนมาเพื่อขอคำชี้แจงต่อกรณีดังกล่าว ด้วยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า อำเภอเมืองนครพนมในฐานะหน่วยงานทางปกครองจะปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดไว้เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายใหม่เป็นไปตามเจตนารมย์อย่างแท้จริง รวมถึงเพื่อเป็นการคุ้มครองและรับรองสิทธิทางการเมืองของบุคคลผู้มีสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ และขอขอบคุณมาล่วงหน้าถึงความเข้าใจในปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่คนไร้รัฐ/ไร้สัญชาติต้องเผชิญในการดำรงชีวิต

…………จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการ

……………………………………………..ขอแสดงความนับถือ

………………………………………..( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
……………………………….นักกฎหมาย โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

สำเนาถึง
๑)    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
๒)    ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย และแนวทางแก้ไขการไร้สถานะและสิทธิของบุคคลในประเทศไทย วุฒิสภา
๓)    ผู้อำนวยการสถาบันดำรงราชานุภาพ
๔)    อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
๕)    ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๖)    ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
๗)    ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ดาวน์โหลดไฟล์จม.

………...2552-01-29_stw-leo-wanwiwah-muang-nakornpanom-final


มีนาคม 3, 2009 Posted by | 1 | ใส่ความเห็น

จากแม่อาย…ถึงอันดามัน ตอน “ถึงเวลาเริ่มนับหนึ่ง กับ กฎหมายว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยให้คนไทยพลัดถิ่น”

จากแม่อาย…ถึงอันดามัน

ตอน ถึงเวลาเริ่มนับหนึ่ง กับ กฎหมายว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยให้คนไทยพลัดถิ่น

ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

_______________________________________________________________

(ภาพ มูลนิธิกระจกเงา)

2004-3-28-lisu-festival-in-doi-chang-239จากแม่อาย….

…………เกือบ7 ปี ที่แล้ว ชาวแม่อาย  1,243 คน ต้องเผชิญกับ “โศก นาฏกรรม” ครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อถูกอำเภอ แม่อายถอนชื่อออกจากทะเบียนราษฎร(ท.ร.14) ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2545 โดยให้เหตุผลว่า คนเหล่านี้เป็นคนต่างด้าว และมีการทุจริตในการออกบัตรประจำตัวประชาชน ต้องเปลี่ยนสถานะจาก คนสัญชาติไทยสู่ คนต่างด้าว และสิ่งที่ตามมาจากนั้นคือความยากลำบากต่างๆที่ประเดประดังเข้ามาสู่เงื่อนไขของแต่ละชีวิต

8 กันยายน พ.ศ.2548 เสียงเพลงชาติไทยและเพลงสรรเสริญพระบารมี ดังกระหึ่มก้อง เมื่อศาลปกครองสุงสุดได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนประกาศอำเภอแม่อาย นั่นคือให้เพิ่มชื่อของทั้งหมดกลับเข้าสู่ ท.ร.14 คือเป็นผู้มีสัญชาติไทยจนกว่าอำเภอแม่อายจะสามารถพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น แต่หนทางกลับคืนสู่ความเป็นไทยนั้นก็ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิดและควรจะเป็น เพราะทางอำเภอได้ผลักภาระการพิสูจน์สัญชาติไปให้ชาวบ้านที่ต้องทุกข์จากการเสียสิทธิในสัญชาติไทยไปแล้วกว่า 3 ปี ต้องทุกข์เพิ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง รวมถึงปัญหาอื่นๆโดยเฉพาะการทวงถามถึงสิทธิที่หล่นหายไป ที่ยังต้องใช้ระยะเวลาและต้องออกแรงกันอีกครั้ง ไปจนถึงกระบวนการเยียวยาต่างๆที่เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยกว่ากัน

ปี 2551การต่อสู้ครั้งใหม่ของชาวบ้านแม่อายจึงได้เกิดขึ้นอีกครั้ง ในรูปแบบ ห้องเรียนการจัดการปัญหาสิทธิในสถานะบุคคลของคนไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย”(1) เพื่อหว่านกล้าเมล็ดพันธุ์แห่งความเข้มแข็งให้กับเยาวชนที่เป็นผู้มีปัญหา ไปสู่ผู้รู้ปัญหา และใช้สองมือน้อยๆนั้นพยุงตนเองและคนรอบข้างสู่ทางออก

และเพื่อสร้างต้นแบบในการแก้ไขปัญหาที่ใช้ชุมชนแม่อายเป็นต้นแบบ เรียกสั้นๆว่า ห้าคูณหก (5 x 6) โดย ห้า นั้นหมายถึง การจำแนกประชากรที่มีปัญหาสถานะบุคคลในประเทศไทยออกเป็น 5 กลุ่ม โดยใช้กฎหมายการทะเบียนราษฎร ทั้งนี้เพื่อที่จะคูณ หก อันหมายถึง 6 แนวคิดในการจัดการปัญหาให้คลี่คลาย กล่าวคือ คิดวิธีการที่จะทำให้ “คนที่มีปัญหาสถานะบุคคล” เป็น “คนไม่มีปัญหาสถานะบุคคล” หรือ วิธีการที่ทำให้ “คนไร้รัฐ” เป็น “คนมีรัฐ” หรือวิธีการที่ทำให้ “คนไร้สัญชาติ” เป็น “คนมีสัญชาติ” หรือวิธีการที่ทำให้ “คนที่ผิดกฎหมายคนเข้าเมือง” เป็น “คนที่ถูกกฎหมายคนเข้าเมือง” (2)

 


…ถึงอันดามัน…..เdsc01121…………ห่างลงไปร่วม 1,500 กิโลเมตร การพลิกฟื้นชุมชน และจิตใจของผู้คนในแถบอันดามัน ซึ่งได้รับผลกระทบจากพิบัติภัยครั้งยิ่งใหญ่ในนาม สึนามิ เดินหน้ามาอย่างต่อเนื่องนั้น ร่อยรอยหนึ่งที่ปรากฎขึ้นและยังรอการเยียวยาแก้ไขคือ การปรากฏตัวขึ้นของ คนไร้รัฐ/ไร้สัญชาติ ซึ่งพบว่ามีทั้ง คนสัญชาติไทยที่ตกหล่นทางทะเบียนราษฎร  คนเชื้อสายไทยจากประเทศพม่าคนเล(มอแกน มอเกล็น อุลักลาโว้ย) คนกะเหรี่ยง  คนต่างด้าว(พม่า ลาว มอญ)  ไปจนถึงคนที่สืบค้นรากเหง้าตัวเองไม่ได้ ซึ่งทั้งหลายเหล่านี้มีมาก่อนเหตุการณ์คลื่นสึนามิ เพียงแต่เหตุการณ์นี้ได้ทำให้พวกเขาถูกมองเห็น

อย่างไรก็ตามความพยายามในการแก้ไขปัญหา คนไร้รัฐ/ไร้สัญชาติในพื้นที่อันดามันนั้น ก็มีมาโดยตลอด ทั้งจากนักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชนซึ่งมีเพิ่มมากขึ้นหลังเหตุการณ์สึนามิ ไปจนถึงเจ้าของปัญหาเอง และเครือข่ายของผู้ประสบปัญหาเอง แต่ปัญหาก็ยังไม่คลี่คลายไปเท่าที่ควร

ในขณะเดียวกันคณะทำงาน(3) ซึ่งได้รับรู้สภาพปัญหาพื้นที่อันดามันจากการลงพื้นที่และการทำงานร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ จึงเห็นว่า ต้นแบบ ที่ถักทอขึ้นที่แม่อายนั้น ควรเดินทางมา สู่อันดามัน เพื่อเป็นบททดสอบของต้นแบบและพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาในพื้นที่ต่อไป ก่อเกิด โครงการขยายองค์ความรู้แม่อายสู่อันดามันเพื่อการจัดการปัญหาสิทธิในสถานะบุคคลของคนไร้รัฐไร้สัญชาติในพื้นที่อันดามัน

อันประกอบไปด้วยกิจกรรม หนึ่ง- การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ : การจำแนกบุคคลที่มีปัญหาสิทธิในสถานะบุคคล สอง-การติดตามความคืบหน้ากรณีศึกษาตัวอย่างจากโครงการวิจัยเพื่อสำรวจสถานการณ์และศึกษาความเป็นไปได้ในการขจัดปัญหาการจดทะเบียนการเกิดและปัญหาสถานะบุคคลตามกฎหมายของประชาชนในพื้นที่ประสบภัยสึนามิสามการเยี่ยมเชิงกัลยาณมิตรกับเครือข่ายการทำงานในพื้นที่ภาคใต้ (อันดามัน) สี่เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการจัดการปัญหา (Forum for Cases Solution)” และสุดท้าย การจัดทำหนังสือ (Pocket Book)” และ การจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน (Manual)”

 


ถึงเวลาเริ่มนับหนึ่ง กับ กฎหมายว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยให้คนไทยพลัดถิ่น

คนที่มีความสำนึกว่าตนเองเป็นคนไทย เช่น คนไทยพลัดถิ่น จะมีความรู้สึกเจ็บปวดใจมาก เมื่อถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชนจากการไม่มีสถานะบุคคลในประเทศไทย เพราะรู้สึกเหมือนลูกที่พ่อแม่ไม่ยอมรับ และต้องตกระกำลำบากไร้ที่พึ่ง

สถานการณ์ด้านข้อเท็จจริง ข้อ 5 เกี่ยวกับสถานะและสิทธิของประชาชนในพื้นที่ประสบภัยสึนามิ ที่สังคมควรรับรู้ (4)

 

คนไทยพลัดถิ่น หรือ คนไทยถิ่นพลัด หรือที่ทางราชการเรียกว่า ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทย คือกลุ่มคนเชื้อสายไทยที่ติดไปกับดินแดนที่เสียให้กับอังกฤษ ได้แก่ พื้นที่เมืองทวาย มะริด และตะนาวศรี หรือกลุ่มคนไทยที่เข้าไปทำมาหากินในพม่าและได้หลบหนีกลับเข้ามาในประเทศไทยในช่วงเวลาต่างๆนับตั้งแต่ยุคการปราบปรามชนกลุ่มน้อยของรัฐบาลพม่า เรื่อยมาจนปัจจุบัน ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดตาก ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง และพังงา ในปัจจุบัน

การแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของคนไทยพลัดถิ่นที่ผ่านมา คือให้แปลงสัญชาติไทยแก่ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทย ที่ได้รับการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติไว้แล้ว จำนวน 7,849 คน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดตาก ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง เป็นกรณีพิเศษ ตามมติครม. 27 พฤษภาคม 2540

แม้ว่าจะมีคนไทยพลัดถิ่นในหลายพื้นที่ยินยอมในแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ก็ได้รับการปฏิเสธอย่างแข็งขันจาก โครงการการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทย จ.ระนอง ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์เนื่องจาก การแปลงสัญชาตินั้นเท่ากับเป็นการยอมรับว่าตนมีสัญชาติพม่าหรือไม่มีสัญชาติไทยมาก่อน และยังถูกจำกัดสิทธิหลายประการ นอกจากนี้ยังมีคนไทยพลัดถิ่นจำนวนมากที่เดินทางเข้ามาอาศัยและได้สร้างครอบครัวมีลูกหลานมากมายในประเทศไทยภายหลังจากการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติ จนมีการรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องความมีสัญชาติไทยแต่บรรพบุรุษ โดยการขอ คืนสัญชาติไทย

ดังนั้นจึงเกิดเป็นแนวคิดในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ในการจัดการปัญหาสถานะบุคคลสำหรับคนไทยพลัดถิ่นโดยพัฒนาจากองค์ความรู้เก่าที่หลายๆ ฝ่ายได้ทำการศึกษาวิจัยมาตลอด ประกอบกับยุทธศาสตร์จัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2548 เองก็ให้ความสำคัญกับคนเชื้อสายไทยกลุ่มนี้ รวมทั้งความเห็นของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขการไร้สถานะทางกฎหมายและสิทธิของบุคคลในประเทศไทย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่เห็นควรมีการยกร่างพระราชบัญญัติเพื่อคืนสัญชาติให้แก่คนไทยพลัดถิ่น

โครงการขยายองค์ความรู้แม่อายสู่อันดามันฯ ภายใต้กิจกรรมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการจัดการปัญหา (Forum for Cases Solution)” จึงกำหนดจัดเวทีสัมมนาทางวิชาการเพื่อการสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกันจากหลายๆ ภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น ภาควิชาการ ภาคการเมือง ภาคราชการ ภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาคสื่อมวลชน เป็นต้น เพื่อเป็นจุดเริ่มอันจะนำไปสู่แนวทางในการแก้ไขปัญหาของ “คนไทยถิ่นพลัด” ต่อไป

___________________________________________________________

อ้างอิง

[1] ห้องเรียนในการจัดการปัญหาสิทธิในสถานะบุคคลของคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ภายใต้โครงการต่อยอดคลินิกกฎหมายชาวบ้าน (ด้านสถานะและสิทธิของบุคคล) อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ จัดการโครงการ โดย อาจารย์วรรณทนี รุ่งเรืองสภากุล และ อาจารย์สิทธิพร ภู่นริศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ และ สนับสนุนโครงการ โดย ยูนิเซฟ ประเทศไทย

[2] อ่าน  ห้าคูณหก : สูตรคูณความคิดและปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาสถานะบุคคลตามกฎหมายไทยตอนที่หนึ่ง – ห้าคือใคร ? โดย นางสาวดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล วันที่ 26ธันวาคม พ.ศ.2551           http://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t=1&s_id=435&d_id=434

[3] คณะทำงาน(เป็นหนึ่งในทีมงานในการจัดห้องเรียนแม่อาย)ได้แก่ นางสาวบงกช นภาอัมพร นางสาวอัจฉรา สุทธิสุนทรินทร์  นางสาวกิติวรญา รัตนมณี  ที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการ  ได้แก่ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร      คณะนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นางสาวดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ  นางสาววรรณทนี รุ่งเรืองสภากุล   คณะนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยพายัพ  นางสาวสรินยา กิจประยูร    มูลนิธิดวงใจพ่อ และนายชุติ งามอุรุเลิศสำนักงานกฎหมายธรรมสติ  สนับสนุนงบประมาณ  โดย มูลนิธิเอเชีย

[4] ภายใต้โครงการศึกษาวิจัยเพื่อสำรวจสถานการณ์และศึกษาความเป็นไปได้ในการขจัดปัญหาการจดทะเบียนการเกิดและปัญหาสถานะบุคคลของประชาชนในพื้นที่ประสบภัยสึนามิ  ภายใต้การกำกับดูแลโดย มูลนิธิพัฒนาการคุ้มครองเด็ก (FACE) และสนับสนุนการวิจัยโดย องค์การแพลน ประเทศไทย (PLAN)

[5] อ่าน คืนสัญชาติไทยแก่คนพลัดถิ่นเชื้อสายไทย : จากนโยบายของฝ่ายบริหารของรัฐไทยและข้อเสนอของประชาสังคม สู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อ พ.ศ.2550 โดย นายวีนัส  สีสุข บทนำเวทีระดมสมองเพื่อยกร่างกฎหมายว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยให้แก่คนพลัดถิ่นเชื้อสายไทย วันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2552 http://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t=1&s_id=441&d_id=440

 

 

 

 

 

dsc01204

เวทีสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “ถึงเวลาเริ่มนับหนึ่ง กับ กฎหมายว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยให้คนไทยพลัดถิ่น”(5)

ในวันศุกร์ที่  30 มกราคม  2552 ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ท่าพระจันทร์)

กำหนดการ

08.30 – 09.00

09.00 – 09.10

ลงทะเบียนและรับเอกสารประกอบการสัมมนา

กล่าวต้อนรับ

โดย  คุณสิทธิพงษ์ จันทรวิโรจน์ (รอการยืนยัน)
อดีตที่ปรึกษาด้านกฎหมายศูนย์ช่วยเหลือสิทธิและกฎหมายแก่ผู้ประสบภัยสึนามิ มูลนิธิเอเชีย

09.10 – 09.25

กล่าวเปิดการสัมมนา

โดย  คุณวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (รอการยืนยัน)
อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

ช่วงที่ 1

09.25 – 09.45

“ความเป็นมาของร่างกฎหมายว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยแก่กลุ่มคนไทยพลัดถิ่น”

โดย  อาจารย์วีนัส สีสุข

อดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สัญชาติ(ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

ช่วงที่ 2

09.45 – 10.15

 

ร่างกฎหมายว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยแก่กลุ่มคนไทยพลัดถิ่น: ความเป็นไปได้ในกระบวนการนิติบัญญัติของไทย

โดย  รศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ
รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

10.15 – 10.45

ร่างกฎหมายว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยแก่กลุ่มคนไทยพลัดถิ่น: หน้าที่ของรัฐไทยภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศ”

โดย  รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร
รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชากฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ช่วงที่ 3

10.45 – 11.15

“ข้อสนับสนุนทางวิชาการด้านมนุษยวิทยา: อย่างไรที่เรียกว่า ไทยพลัดถิ่น

โดย อาจารย์ ดร.ฐิรวุฒิ เสนาคำ
มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

11.15 – 11.45

ปากคำคนไทยพลัดถิ่น: จะรู้ได้อย่างไรว่าใคร คือ ไทยพลัดถิ่น??

โดย คุณรสิตา ซุยยัง

ตัวแทนคนไทยพลัดถิ่นจาก จ.มะริด ประเทศพม่า

11.45 – 12.30

เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ดำเนินการ โดย คุณสรินยา กิจประยูร

12.30 – 13.30

ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน

13.30 – 14.15

สรุปการสัมมนา

โดย  รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร
รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชากฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

14.15 – 14.30

กล่าวปิดการสัมมนา

โดย   ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ (รอการยืนยัน)
คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มกราคม 28, 2009 Posted by | ข้อมูลกฎหมายใหม่ | ใส่ความเห็น