Stateless Watch’s Weblog

โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion) ฉบับที่ 7 ต่อการปฏิบัติงานของอำเภอสังขละบุรีตามหลักวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เพื่อประสานความเข้าใจระหว่างอำเภอสังขละบุรีและบุคคลที่ประสงค์ยื่นคำขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551

ที่ ฝสร. 7/2551

 

                                             วันที่ 25 กรกฎาคม 2551

 

เรียน   นายอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
เรื่อง    ความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion) ต่อการปฏิบัติงานของอำเภอสังขละบุรีตามหลัก

          วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เพื่อประสานความเข้าใจระหว่างอำเภอสังขละบุรีและบุคคลที่

          ประสงค์ยื่นคำขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติ

          สัญชาติ(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551
อ้างถึง  พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551, หนังสือมท. 0309.1/ว.1587 ลว.22

          พฤษภาคม 2551 และ มท.0309.1/ว. 9489 ลว. 18 มิถุนายน 2551
 
 

             สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ได้รับแจ้งจากองค์กรเครือข่าย คือ โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าได้มีผู้ยื่นคำขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 หรือผู้ทรงสิทธิตามมาตรา 23ฯ ได้ไปแสดงตนต่ออำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อขอยื่นคำขอฯ ดังกล่าว พบว่า แม้ทางอำเภอจะรับคำร้องหากทว่ามิได้ดำเนินการลงวันที่รับคำร้อง อีกทั้งปฏิเสธไม่ให้ผู้ยื่นคำขอฯคัดสำเนาเอกสารคำร้อง และแจ้งต่อผู้ยื่นคำขอฯว่าทางอำเภอจะดำเนินการดังกล่าวให้ได้ต่อเมื่อ “คณะทำงาน” ที่ทางอำเภอตั้งขึ้น ได้ตรวจพิจารณาคำร้องดังกล่าวเสียก่อน นอกจากนี้ ยังพบว่ามีบางกรณีทางอำเภอสังขละบุรีเรียกให้ผู้ยื่นคำขอนำพยานบุคคลมาในวันที่ยื่นคำร้อง
             ทางโครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ มีข้อห่วงใยต่อทางปฏิบัติดังกล่าวของทางอำเภอ จึงเรียนมาเพื่อขอเสนอความเห็นทางกฎหมายและข้อหารือต่อทางอำเภอ ดังต่อไปนี้

             1. กฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ของสังคมไทย คือ พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4)ฯ ได้กำหนดให้ บุคคลเป้าหมายของมาตรา 23 เป็น “ผู้มีสัญชาติไทย” โดยสถานะบุคคลนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 และตามมาตรา 23 วรรคท้าย ได้กำหนดให้บุคคลเป้าหมายของมาตรา 23 สามารถยื่นคำขอลงรายการสัญชาติไทยต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น นับจากวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นไป โดยกรมการปกครองได้ทำหนังสือสั่งการเป็นการภายในเพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติงาน พร้อมแบบฟอร์มคำขอปรากฏตามหนังสือ 0309.1/ว.1587  ลว. 22 พฤษภาคม 2551 

             2. ทางโครงการฯ ขอเรียนย้ำต่อทางอำเภอสังขละบุรีว่า ภายใต้กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ บุคคล กลุ่มเป้าหมายของมาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4)ฯ มีสถานะบุคคลเป็นผู้มีสัญชาติไทยแล้วภายหลังวันที่ประกาศใช้บังคับกฎหมาย และผูกพันอำเภอ สำนักงานเขต สำนักทะเบียนอำเภอและสำนักทะเบียนท้องถิ่นทุกแห่งในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ในฐานะหน่วยทะเบียนอำเภอ รวมถึงเป็นนายทะเบียนผู้มีอำนาจหน้าที่ตามพ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 และฉบับที่ 2 พ.ศ.2551 เป็นเจ้าหน้าที่ปกครองซึ่งมีหน้าที่ในการรับคำขอฯและพิจารณาคำขอฯเพื่อนำไปสู่กระบวนการออกเอกสารรับรองความเป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือเอกสารแสดงตนว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทยของบุคคลกลุ่มนี้

             3. การเตรียมการและดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง ในกรณีนี้คือการรับคำขอ การดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง การสอบพยานบุคคลฯลฯ เพื่อการอนุญาตหรือไม่อนุญาตเพิ่มชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนบ้าน (ทร.14) นี้ เจ้าหน้าที่จำเป็นจะต้องคำนึงถึงหลักการปฏิบัติราชการทางปกครองที่ดี ตามพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ด้วย ซึ่งภายใต้หลักการดังกล่าว กำหนดให้เจ้าหน้าที่คือ อำเภอสังขละบุรีจะต้องดำเนินการตามหลักการเข้าถึงข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ กล่าวคือ คู่กรณี(ในกรณีนี้ หมายถึง ผู้ยื่นคำขอฯ) ย่อมมีสิทธิขอตรวจดูเอกสารที่จำเป็นต้องรู้เพื่อการโต้แย้ง ชี้แจงหรือเพื่อป้องกันสิทธิของตนได้ (มาตรา 31 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539) ดังนั้น เมื่อผู้ยื่นคำขอฯได้ยื่นคำขอฯต่ออำเภอ หากทางอำเภอจะต้องรับคำขอฯดังกล่าว โดยต้องลงนามรับ รวมถึงลงวันที่รับเพื่อแสดงถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร และผู้ยื่นคำขอฯย่อมมีสิทธิที่จะขอคัดถ่ายสำเนาคำร้องของตนได้
            รวมไปถึงการปฏิบัติหน้าที่โดยยึดถือในหลักหลักการรับฟังผู้ถูกกระทบหรืออาจถูกกระทบสิทธิ เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณี มีโอกาสที่จะได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งเพื่อแสดงพยานหลักฐานของตนตามมาตรา 30, ที่สำคัญ หลักความเรียบง่าย รวดเร็วและถูกต้อง กระบวนการเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองจะต้องยึดหลักความเรียบง่าย รวดเร็วและถูกต้องโดยเจ้าหน้าที่จะต้องแจ้งสิทธิและหน้าที่ในกระบวนพิจารณาทางปกครองในคู่กรณีทราบตามมาตรา 33 ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนก่อนทำคำสั่งทางปกครองหรือภายหลังที่ได้มีคำสั่งฯ แล้วก็ตาม
             และหลักการกระทำโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ สืบเนื่องจากในการพิจารณาและจัดทำคำสั่งทางปกครองในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะต้องทำโดยเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนั้น ตามมาตรา 12 แห่งพ.รบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ซึ่งตามมาตรา 5 ได้กำหนดนิยามของคำว่า “เจ้าหน้าที่” ว่า หมายถึง “บุคคล คณะบุคคลหรือนิติบุคคล ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจหรือได้รับมอบอำนาจให้ใช้อำนาจทางปกครองของรัฐในการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งขึ้นในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐหรือไม่ก็ตาม” จึงมีประเด็นข้อกฎหมายว่าคณะทำงานที่ทางอำเภอสังขละบุรีตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาคำร้องนั้น เป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายใด ยิ่งไปกว่านั้น อาจเกิดเป็นประเด็นข้อกฎหมายว่า การดำเนินการดังกล่าวนี้ อาจถือว่ามีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ตามมาตรา 9 (1) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ

             4. ส่วนประเด็นพยานบุคคลนั้น กฎหมายและหนังสือสั่งการมิได้กำหนดให้ผู้ยื่นคำขอฯ ต้องนำพยานบุคคลมาในวันที่ยื่นคำขอฯ โดยนายทะเบียนสามารถนัดหมายให้นำพยานบุคคลมาสอบสวนในภายหลังได้และจะต้องทำการนัดหมายให้นำพยานบุคคลมาสอบสวนภายในระยะเวลาที่เหมาะสม แต่ไม่ควรเกิน 90 วัน นับแต่นายทะเบียนรับคำขอฯ (ปรากฎตามข้อ 1 หนังสือสั่งการ ฉบับที่ 2 มท.0309.1/ว 9489 ลว 18 มิถุนายน 2551) ดังนั้นการกำหนดให้ผู้ยื่นคำขอฯ นำพยานบุคคลมาอำเภอในวันที่ยื่นคำขอฯ อาจเกิดประเด็นข้อกฎหมายที่ว่าการดำเนินการดังกล่าว อาจถือว่ามีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ตามมาตรา 9 (1) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ

             ทางโครงการฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทางอำเภอสังขละบุรีจะยึดถือและปฏิบัติตามหลักกฎหมายข้างต้น และหากท่านมีข้อขัดข้องประการใด ทางโครงการฯ ยินดีที่จะเป็นสื่อกลางในการประสานงานด้านต่างๆ เพื่อการบรรลุถึงเจตนารมณ์แห่งมาตรา 23 พ.ร.บ.สัญชาติ(ฉบับที่ 4 )ฯ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สาธารณะ และขอขอบคุณมาล่วงหน้าถึงความเข้าใจในปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่คนไร้สัญชาติต้องเผชิญในการดำรงชีวิต

             จีงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ


                                            ขอแสดงความนับถือ
      
                                       ( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
                          นักกฎหมาย  โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

สำเนาถึง:
1) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
2) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
3) ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา
4) อธิบดีกรมการปกครอง
5) ผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย
6) ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี

ติดต่อ   ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล 083 134-3276,อัจฉรา สุทธิสุนทรินทร์ 081 805-2132

ดาวน์โหลดไฟล์จดหมาย

2551-7-25_legalopiniontoamphursungkhalburi

Advertisements

กรกฎาคม 28, 2008 Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย | 1 ความเห็น

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion) ฉบับที่ 6 ต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานทะเบียนราษฎรตามมาตรา 23แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551เพื่อประสานความเข้าใจระหว่างอำเภองาว จังหวัดลำปาง และบุคคลที่ประสงค์ยื่นคำร้อง

ที่ ฝสร. 6/2551
                                           
                                           วันที่ 15 กรกฎาคม 2551
เรียน   นายอำเภองาว จังหวัดลำปาง
เรื่อง    ความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion) ต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานทะเบียนราษฎร
         ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 เพื่อประสานความ
         เข้าใจ ระหว่างอำเภองาว จังหวัดลำปาง และบุคคลที่ประสงค์ยื่นคำร้อง
อ้างถึง    1) พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551
           2) หนังสือ มท. 0309.1/ว.1587 ลว. 22 พฤษภาคม 2551
           3) หนังสือ มท.0309.1/ว. 9489 ลว. 18 มิถุนายน 2551
            
             สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ได้รับแจ้งจากองค์กรเครือข่ายคือ คณะทำงานด้านสถานะบุคคลจังหวัดลำปาง ว่าได้มีผู้ยื่นคำขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎร (ท.ร.14) หรือผู้ทรงสิทธิตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ได้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ตำบลปงเตา ตำบลบ้านอ้อน ตำบลบ้านร้อง ตำบลบ้านโป่ง ตำบลนาแก และ ตำบลบ้านหวด รวม 6 ตำบล เขตอำเภองาว ได้ไปแสดงตนต่ออำเภองาว จังหวัดลำปางเพื่อยื่นคำขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎร แต่ไม่สามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้  โดยทางอำเภองาวได้ปฏิเสธการรับคำร้อง ทั้งยังได้ชี้แจงต่อผู้ยื่นคำร้องว่า มีความไม่ชัดเจนในตัวคำสั่ง “การเป็นผู้มีความประพฤติดีหรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคม”
            โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ ร่วมกับ โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีข้อห่วงใยต่อทางปฏิบัติดังกล่าวของทางอำเภองาว จึงเรียนมาเพื่อขอเสนอความเห็นทางกฎหมายและข้อหารือต่อทางอำเภอ ดังต่อไปนี้
             1. กฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ของสังคมไทย คือ พ.ร.บ.สัญชาติ  (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ได้กำหนดให้ บุคคลเป้าหมายของมาตรา 23 เป็น “ผู้มีสัญชาติไทย” โดยการให้สัญชาติไทยตามมาตรา 23  แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4)ฯ นี้เป็นไปเพื่อการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับบุคคลที่เคยมีสัญชาติไทยโดยการเกิดแต่ถูกถอนสัญชาติ และบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทยแต่ไมได้สัญชาติไทยโดยผลของประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 รวมถึงบุตรของบุคคลทั้ง 2 กลุ่มดังกล่าว โดยกฎหมายกำหนดให้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไปและสถานะบุคคลนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551
             ตามมาตรา 23 วรรคท้าย ได้กำหนดให้บุคคลเป้าหมายของมาตรา 23 สามารถยื่นคำขอลงรายการสัญชาติไทยต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น นับจากวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นไป โดยกรมการปกครองได้ทำหนังสือสั่งการเป็นการภายในเพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติงาน พร้อมแบบฟอร์มคำขอปรากฏตามหนังสือ 0309.1/ว.1587  ลว. 22 พฤษภาคม 2551 และ มท.0309.1/ว. 9489 ลว. 18 มิถุนายน 2551
             2. นายทะเบียนอำเภอและอำเภองาว ในฐานะหน่วยทะเบียนอำเภอ รวมถึงเป็นนายทะเบียนจึงเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามพ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 เป็นเจ้าหน้าที่ปกครองซึ่งมีหน้าที่ในการรับคำร้องและพิจารณาคำร้อง ตามมาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4)ฯ นอกจากนี้ ตามหนังสือ มท. 0309.1/ว. 1587 ยังได้ระบุไว้ชัดเจนในข้อ 7 ว่า ให้นายอำเภอและผู้อำนวยการเขตต้องพิจารณาอนุมัติด้วยตนเอง ด้วยความรอบคอบรวดเร็วและเป็นธรรม มิให้มีการเรียกพยานหลักฐานที่เกินความจำเป็น หรือแสวงหาหรือเรียกรับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นอันขาด
             ทางโครงการฯ ขออนุญาตเรียนต่อทางอำเภองาว ว่า การปฏิเสธไม่รับคำขอลงรายการสัญชาติ ไม่ดำเนินการพิจารณาคำขอฯ จึงอาจหมายถึงการละเลย ไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 9 (3) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542, มาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ และหนังสือสั่งการทั้งสองฉบับ อันเป็นข้อเท็จจริงที่สามารถใช้เป็นฐานแห่งการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางปกครองเพื่อตรวจสอบการกระทำทางปกครองดังกล่าว
             3. ในประเด็นเรื่อง “พยานบุคคล” ที่จะยืนยันถึงการ “เป็นผู้มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยขน์ให้แก่สัคมหรือประเทศไทย” ของผู้ยื่นคำร้องนั้น ทางโครงการฯ เห็นว่า หนังสือสั่งการกรมการปกครองทั้ง 2 ฉบับ ได้กำหนดแนวทางที่ชัดเจนเพื่อให้อำเภอ สำนักงานเขตฯ ใช้เป็นแนวปฏิบัติได้แล้ว
             ดังปรากฏตามข้อ 3.3 แห่งหนังสือ มท. 0309.1/ว.1587 ลว. 22 พฤษภาคม 2551 และ ข้อ 4แห่งหนังสือ มท.0309.1/ว. 9489 ลว. 18 มิถุนายน 2551 ที่ระบุว่า “…พยานบุคคลที่จะมารับรองคุณสมบัติของผู้ยื่นคำร้องนั้น จะต้องเป็นพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือ เป็นผู้ที่มีชื่อและรายการในทะเบียนบ้าน มีถิ่นที่อยู่เป็นหลักแหล่งในท้องที่ที่ผู้นั้นอาศัยอยู่เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี เป็นบุคคลที่ชุมชนให้การยอมรับนับถือ มีความประพฤติดี และต้องรู้จักคุ้นเคยกับผู้ยื่นคำร้องเป็นอย่างดี ซึ่งอาจจะเป็นพระภิกษุ คหบดี หรือเกษตรกร โดยไม่จำเป็นต้องเป็นข้าราชการ พนักงานของรัฐ กำนันหรือผู้ใหญ่บ้านก็ได้” ซึ่งทางโครงการฯ เห็นว่า แนวปฏิบัติดังกล่าวน่าจะเพียงพอต่อการพิจารณาคำร้องแล้ว การอ้างเหตุผลดังกล่าวเพื่อปฏิเสธการไม่รับคำขอฯ จึงอาจหมายถึงการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ การละเลย ไม่ปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 9 (1) และ (3) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
             ทางโครงการฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า อำเภองาว ในฐานะหน่วยทะเบียนอำเภอจะปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดไว้เพื่อคุ้มครองและรับรองสิทธิในการมีสถานะเป็นผู้มีสัญชาติไทยตามมาตรา 23 แห่งกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางโครงการฯ ขอเรียนหารือว่า ทางอำเภอควรดำเนินการตรวจสอบกระบวนการดำเนินงานภายในอำเภอเมือง ชี้แจงและทำความเข้าใจทางปฏิบัติดังกล่าวแก่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน และต่อบุคคลที่ประสงค์จะยื่นคำขอฯ ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนให้เกิดความเข้าใจและเพื่อการดำเนินงานตามมาตรา 23 อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกราบรื่น
             หากท่านมีข้อขัดข้องประการใด ทางโครงการฯ รวมถึงคณะทำงานด้านสถานะบุคคลจังหวัดลำปาง และโครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยินดีที่จะเป็นสื่อกลางในการประสานงานด้านต่างๆ เพื่อการบรรลุถึงเจตนารมณ์แห่งมาตรา 23
ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สาธารณะ และขอขอบคุณมาล่วงหน้าถึงความเข้าใจในปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่คนไร้สัญชาติต้องเผชิญในการดำรงชีวิต
             จีงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ
      
                                            ขอแสดงความนับถือ
      
                                        ( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
                              นักกฎหมายโครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ
สำเนาถึง:
1) ประธานวุฒิสภา
2) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
3) ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
4) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
5) ผู้อำนวยการสถาบันดำรงราชานุภาพ กรมการปกครอง
6) ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา
7) อธิบดีกรมการปกครอง
8) ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง
ติดต่อ   ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล 083 134-3276, อัจฉรา สุทธิสุนทรินทร์ 081 805-2132
ดาวน์โหลดไฟล์จดหมาย
2551-7-15_legalopinion_toamphurngao

กรกฎาคม 17, 2008 Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย | ใส่ความเห็น

รวมกฎหมายไทยว่าด้วยสัญชาติไทย

ดาวน์โหลด รวมกฎหมายไทยว่าด้วยสัญชาติไทย

http://www.archanwell.org/autopage/show_all.php?t=82&s_id=32&d_id=31

กรกฎาคม 11, 2008 Posted by | รวมกฎหมายสัญชาติ | ใส่ความเห็น

พ.ร.บ.สัญชาติ(ฉบับที่ 4 )พ.ศ.2551 และ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร(ฉบับที่ 2)พ.ศ.2551

ดาวน์โหลดไฟล์  พ.ร.บ.สัญชาติ(ฉบับที่ 4 )พ.ศ.2551

พ.ร.บ.สัญชาติ-4-2551

 

ดาวน์โหลดไฟล์  พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร(ฉบับที่ 2)พ.ศ.2551

พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร-2-2551

กรกฎาคม 10, 2008 Posted by | ข้อมูลกฎหมายใหม่ | ใส่ความเห็น

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion)ฉบับที่ 5 ต่อการรับคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน ตามมาตรา 23 พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 เพื่อประสานความเข้าใจระหว่างนากยกเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน และบุคคลที่ประสงค์ยื่นคำร้อง

ที่ ฝสร. 5/2551

                                            วันที่  8 กรกฎาคม 2551

เรียน   นายกเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน
เรื่อง   ความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion) ต่อการรับคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทย
        ในทะเบียนบ้าน ตามมาตรา 23 พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 เพื่อประสาน
        ความเข้าใจระหว่างนากยกเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน และบุคคลที่ประสงค์ยื่นคำร้อง
ประเด็น  การกำหนดให้ผู้ยื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน ตามมาตรา 23
          กรอกข้อมูลว่าเป็น “คนต่างด้าว”ฃ
อ้างถึง  1) พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551
         2) หนังสือ มท.0309.1/ว.1587 เรื่อง การขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน
         ตามมาตรา 23 แห่งพ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ลว. 22 พฤษภาคม 2551
         3) หนังสือ มท 0309.1/ว 9489 เรื่อง ขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน
         ตามมาตรา 23 แห่งพ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 ลว. 18 มิถุนายน 2551
 
             สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) และ โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับแจ้งว่าได้มีผู้ยื่นคำร้อง หรือผู้ทรงสิทธิตามมาตรา 23 แห่งพ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ที่ได้ไปแสดงตนและยื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน ตามมาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ(ฉบับที่ 4)ฯ  ต่อเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่กำหนดให้ผู้ยื่นคำร้องกรอกข้อมูลส่วนบุคคลในแบบคำร้องว่าเป็น “คนต่างด้าว”
             ทางโครงการฯ จึงเรียนมาเพื่อขอเสนอความเห็นทางกฎหมาย ข้อห่วงใยและข้อหารือ กับทางเทศบาลเมืองน่าน  ดังต่อไปนี้
             1. ตามมาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4)ฯ ได้กำหนดและรับรองให้ บุคคลตามมาตรา 23 ทั้ง 3 กลุ่ม มีสถานะเป็น “ผู้มีสัญชาติไทย” โดยสถานะดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งเป็นวันที่กฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษา และบุคคลดังกล่าวมีสิทธิยื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทยฯ ต่ออำเภอ สำนักงานเขต สำนักทะเบียนอำเภอและสำนักทะเบียนท้องถิ่นทุกแห่ง นับจากวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นไป โดยยื่นแบบคำร้องที่กำหนดโดยส่วนการทะเบียนราษฎร สำนักบริหารการทะเบียน ปรากฎตามหนังสือมท.0309.1/ว.1587 เรื่อง การขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน ตามมาตรา 23 แห่งพ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ลว. 22 พฤษภาคม 2551
             2. ด้วยข้อกฎหมายข้างต้น จึงเป็นที่ชัดแจ้งว่า บุคคลตามมาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ(ฉบับที่ 4 )ฯ หรือผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทยตามมาตรา 23 นี้ เป็นบุคคล “ผู้มีสัญชาติไทย”  ทั้งในทางข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และการยื่นคำร้องเพื่อขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรเป็นขั้นตอนของการออกเอกสารทะเบียนราษฎรเพื่อยืนยัน/รับรองและแสดงตนถึงความเป็นผู้มีสัญชาติไทยเท่านั้น ดังนั้น การที่หน่วยงานทางทะเบียนกำหนดให้ผู้ยื่นคำร้อง ระบุข้อเท็จจริงของผู้ยื่นแบบคำขอลงรายการสัญชาติไทยฯ ว่าเป็นผู้มี “สัญชาติ ต่างด้าว” แทน “สัญชาติ ไทย” จึงเท่ากับว่าเจ้าหน้าที่รัฐกำลังกำหนดให้บุคคลเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญของผู้ยื่นคำร้อง อันเป็นกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยในทางปฏิบัติพบว่า ไม่เพียงแต่เทศบาลเมืองน่าน เท่านั้น ที่ออกคำสั่งดังกล่าวแก่ผู้ยื่นคำร้อง
             ทางโครงการฯ ขอเสนอและหารือว่า ทางเทศบาลเมืองน่าน ควรดำเนินการตรวจสอบกระบวนการดำเนินงานภายในหน่วยงาน ชี้แจงและทำความเข้าใจทางปฏิบัติดังกล่าวแก่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน และต่อบุคคลที่ประสงค์จะยื่นคำร้องตามมาตรา 23 ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนให้เกิดความเข้าใจและเพื่อการดำเนินงานตามมาตรา 23 อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกราบรื่น  และหากท่านมีข้อขัดข้องประการใด ทางโครงการฯ ยินดีที่จะเป็นสื่อกลางในการประสานงานด้านต่างๆ เพื่อการบรรลุถึงเจตนารมณ์แห่งมาตรา 23 พ.ร.บ.สัญชาติ(ฉบับที่ 4 )ฯ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สาธารณะ และขอขอบคุณมาล่วงหน้าถึงความเข้าใจในปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่คนไร้สัญชาติต้องเผชิญในการดำรงชีวิต  และขอขอบคุณมาล่วงหน้า
 
             จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ
      
                                            ขอแสดงความนับถือ
      
                                       ( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
                             นักกฎหมาย โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ
สำเนาถึง:
1) ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
2) ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
3) ผู้อำนวยการสถาบันดำรงราชานุภาพ กรมการปกครอง
4) อธิบดีกรมการปกครอง
5) ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ติดต่อ  ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล 083- 134- 3276, ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว 085- 123- 2606
         และอัจฉรา สุทธิสุนทรินทร์ 081- 805- 2132
ดาวน์โหลดไฟล์จดหมาย

กรกฎาคม 9, 2008 Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย | ใส่ความเห็น

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion)ฉบับที่ 4 ต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานทะเบียนราษฎรตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 เพื่อประสานความเข้าใจระหว่างอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่และบุคคลที่ประสงค์ยื่นคำร้อง

       

(ภาพ มานะ งามเนตร์)

ที่ ฝสร. 4/2551

                                 

                                           วันที่ 20 มิถุนายน 2551

 

เรียน   นายอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่
เรื่อง   ความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion) ต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานทะเบียนราษฎร

        ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 เพื่อประสานความ

        เข้าใจระหว่างอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่และบุคคลที่ประสงค์ยื่นคำร้อง
อ้างถึง  หนังสือ มท.0309.1/ว.1587 เรื่อง การขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน

         ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ลว. 22

         พฤษภาคม 2551


             สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ได้รับแจ้งจากองค์กรเครือข่ายคือ คลินิกกฎหมายชาวบ้านอำเภอแม่อาย และโครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าได้มีผู้ยื่นคำร้อง หรือผู้ทรงสิทธิตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 คือ นางคำและด.ช.เอกชัย อินคำ ได้ไปแสดงตนต่ออำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อยื่นคำขอตามมาตรา 23 ดังกล่าว ซึ่งทางอำเภอแม่อาย ได้รับคำร้องแล้วเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2551 และได้นัดสืบพยานบุคคล อย่างไรก็ดี ทางอำเภอแม่อายได้ออกคำสั่งโดยวาจาให้ผู้ยื่นคำร้องแก้คำร้อง โดยระบุให้ผู้ยื่นคำแก้ไขข้อมูลในแบบคำขอ จากบุคคลสัญชาติ “ไทย” เป็น “ต่างด้าว” ในเวลาต่อมา

             ทางโครงการฯ จึงเรียนมาเพื่อขอเสนอความเห็นทางกฎหมาย ข้อห่วงใยและข้อหารือ กับทางอำเภอแม่อาย ดังต่อไปนี้

             1. อ้างถึงข้อมูลจากคลินิกฎหมายชาวบ้าน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้สำรวจข้อเท็จจริงของนางคำ และด.ช.เอกชัย อินคำ และให้คำยืนยันรับรองว่าบุคคลทั้งสองเป็นบุคคลเป้าหมายหรือผู้ทรงสิทธิ ที่มาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ(ฉบับที่ 4 )พ.ศ.2551 ได้กำหนดและรับรองให้มีสถานะบุคคลเป็น “ผู้มีสัญชาติไทย” โดยมีผลตั้งแต่นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา กล่าวคือ ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 และทั้งนางคำและด.ช.เอกชัย จึงเป็นผู้มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติในเอกสารการทะเบียนราษฎร พร้อมด้วยหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เอกสารการทะเบียนราษฎรที่แสดงว่าเป็นผู้ที่เกิดในประเทศไทย และเอกสารอื่นๆ (ถ้ามี) ฯลฯ ต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรแห่งท้องที่ที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนาในปัจจุบัน..” ปรากฎตาม พร้อมแบบฟอร์มคำขอปรากฎตามหนังสือ มท.0309.1/ว.1587 นับจากวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2551  โดยทางอำเภอแม่อาย ในฐานะหน่วยทะเบียนอำเภอ รวมถึงเป็นนายทะเบียนผู้มีอำนาจหน้าที่ตามพ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 เป็นเจ้าหน้าที่ปกครองซึ่งมีหน้าที่รับคำร้องและพิจารณาคำร้องตามมาตรา 23 และออกคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งภายในระยะเวลาอันสมควร
             2. นอกจากนี้ สิทธิในการเข้าถึงสถานะผู้มีสัญชาติไทย เป็นสิทธิประการหนึ่งที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยมาตรา 4, 30 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 รวมถึงเป็นสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยข้อ 16 และข้อ 24 แห่งกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและทางการเมือง   (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีโดยการภคยานุวัติ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2539 และมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยนับตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม พ.ศ.2540 เป็นต้นมา
             3. ทางโครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ ขอเรียนย้ำต่อทางอำเภอแม่อาย ว่า คำขอลงรายการสัญชาติฯ ดังกล่าวของนางอินและด.ช.เอกชัย เป็นคำขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรประเภท 14 และการสอบบันทึกป.ค.14 เป็นส่วนหนึ่งของการรวบรวมข้อเท็จจริงตามองค์ประกอบของมาตรา 23 คือพิสูจน์ถึงการมีภูมิลำเนาติดต่อกันในประเทศไทยและเป็นบุคคลที่ทำคุณประโยชน์  จึงมิใช่การยื่นคำร้องขอมีสัญชาติไทยของคนต่างด้าว ดังที่อำเภอแม่อายเข้าใจแต่ประการใด
             4. และในการยื่นคำขอลงรายการสัญชาติไทยฯ ดังกล่าว ข้อเท็จจริงของผู้ยื่นคำขอจะต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงของบุคคลผู้ยื่น ทางอำเภอแม่อายย่อมไม่สามารถกำหนดหรือออกคำสั่งให้ผู้ยื่นคำขอ ระบุข้อเท็จจริงให้แตกต่างไปจากข้อเท็จจริงของตนได้  ดังนั้นการที่อำเภอแม่อาย ออกคำสั่งโดยวาจาให้ผู้ยื่นคำร้องแก้คำร้อง โดยระบุให้ผู้ยื่นคำแก้ไขข้อมูลในแบบคำขอ จากบุคคลสัญชาติ “ไทย” เป็น “ต่างด้าว” จึงเป็นการออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม มาตรา 9 แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542, มาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ(ฉบับที่ 4 )พ.ศ.2551 และหนังสือ มท.0309.1/ว.1587 ฯลฯ
             5. นอกจากนี้ หากพิจารณาถึงการที่พ.ร.บ.สัญชาติฯ กำหนดให้นายทะเบียนอำเภอ หรือผู้อำนวยการเขตใช้ดุลพินิจพิจารณาเพียงว่า ผู้ยื่นคำร้องมีองค์ประกอบตามพ.ร.บ.สัญชาติฯ กำหนดหรือไม่ จึงถือว่าเป็นการใช้อำนาจผูกพัน (Mandatory Power) กล่าวคือ เป็นอำนาจที่กฎหมายให้แก่เจ้าหน้าที่พิจารณา โดยกำหนดว่า เมื่อมีข้อเท็จจริงตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้เกิดขึ้นแล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องตัดสินใจออกคำส่งตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ด้วยความรอบคอบ รวดเร็ว และเป็นธรรม มิให้มีการเรียกพยานหลักฐานที่เกินความจำเป็น หรือแสวงหาหรือเรียกรับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นอันขาด และหากปรากฎว่า หากเมื่อเวลาผ่านไปนับจากวันยื่นคำร้อง อำเภอหรือสำนักงานเขตใดไม่มีคำสั่งใดๆ แก่ผู้ยื่นคำร้อง เงื่อนเวลาของการใช้สิทธิทางศาลว่ามีการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย จึงเริ่มต้นขึ้นแล้วนับจากวันยื่นคำร้อง
             ทางโครงการฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า อ.แม่อาย ในฐานะหน่วยทะเบียนอำเภอจะปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดไว้เพื่อคุ้มครองและรับรองสิทธิในการมีสถานะเป็นผู้มีสัญชาติไทย ตามมาตรา 23 แห่งกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางโครงการฯ ขอเสนอและหารือภายในอำเภอถึงแนวทางการดำเนินงาน ชี้แจงและทำความเข้าใจทางปฏิบัติดังกล่าวแก่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน และต่อบุคคลที่ประสงค์จะยื่นคำร้องตามมาตรา 23 ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนให้เกิดความเข้าใจและเพื่อการดำเนินงานตามมาตรา 23 อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกราบรื่น  และหากท่านมีข้อขัดข้องประการใด ทางโครงการฯ รวมถึงคลินิกกฎหมายชาวบ้านอำเภอแม่อาย และโครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยินดีที่จะเป็นสื่อกลางในการประสานงานด้านต่างๆ เพื่อการบรรลุถึงเจตนารมณ์แห่งมาตรา 23 พ.ร.บ.สัญชาติฯ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สาธารณะ และขอขอบคุณมาล่วงหน้าถึงความเข้าใจในปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่คนไร้สัญชาติต้องเผชิญในการดำรงชีวิต

              จีงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ


                                            ขอแสดงความนับถือ
      

                                       ( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
                             นักกฎหมายโครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

สำเนาถึง:
1) ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
2) ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
3) ผู้อำนวยการสถาบันดำรงราชานุภาพ กรมการปกครอง

ดาวน์โหลดไฟล์จดหมาย

2551-6-20-legalopiniontomaeaidistrict

กรกฎาคม 9, 2008 Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย | ใส่ความเห็น

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion)ฉบับที่ 3 ต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานทะเบียนราษฎรตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 เพื่อประสานความเข้าใจระหว่างอำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราดและบุคคลที่ประสงค์ยื่นคำร้อง

ที่ ฝสร. 3/2551

                                            วันที่ 18 มิถุนายน 2551

 

เรียน นายอำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด
เรื่อง ความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion) ต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานทะเบียนราษฎร

      ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 เพื่อประสานความ

      เข้าใจระหว่างอำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราดและบุคคลที่ประสงค์ยื่นคำร้อง

อ้างถึง 1) พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551
        2) หนังสือ มท.0309.1/ว.1587 เรื่อง การขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน

        ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ลว. 22

        พฤษภาคม 2551


             สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ได้รับแจ้งจากองค์กรเครือข่าย คือ โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าได้มีผู้ยื่นคำร้องหรือผู้ทรงสิทธิตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ได้ไปแสดงตนต่ออำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เพื่อขอคำร้อง/ขอยื่นคำร้องตามมาตรา 23 ดังกล่าว  พบว่าแม้ทางอำเภอคลองใหญ่จะรับคำร้องของผู้ยื่นคำร้อง หากทว่าได้มีการเรียกให้ผู้ยื่นคำร้องนำพยานบุคคลโดยกำหนดว่าจะต้องเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน รวมถึงข้าราชการ เท่านั้น ที่จะสามารถให้การรับรองการมีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นหลักแหล่งอยู่จริงในประเทศไทย และการมีความประพฤติดีหรือการทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมของผู้ยื่นคำร้อง ตามข้อ 3.3 ของหนังสือสั่งการหนังสือ มท.0309.1/ว.1587 เรื่อง การขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ลว. 22 พฤษภาคม 2551

             ทางโครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ จึงเรียนมาเพื่อขอเสนอความเห็นทางกฎหมาย ข้อหารือและข้อห่วงใยกับทางอำเภอคลองใหญ่ ดังต่อไปนี้

             1. กฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ของสังคมไทย คือ พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4)พ.ศ.2551 มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551 นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ได้กำหนดให้ บุคคลเป้าหมายของมาตรา 23 เป็น “ผู้มีสัญชาติไทย” โดยสถานะบุคคลนี้ มีผลตั้งแต่วันที่กฎหมายฉบับนี้บังคับ กล่าวคือ ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 และตามมาตรา 23 วรรคท้าย ได้กำหนดให้บุคคลเป้าหมายของมาตรา 23 สามารถยื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทยต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น นับจากวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นไป โดยกรมการปกครองได้ทำหนังสือสั่งการเป็นการภายในเพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติงาน พร้อมแบบฟอร์มคำขอปรากฎตามหนังสือ มท.0309.1/ว.1587

             2. ทางโครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ ขอเรียนย้ำต่อทางอำเภอคลองใหญ่ว่า ภายใต้กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ บุคคลกลุ่มเป้าหมายของมาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551  มีสถานะบุคคลเป็นผู้มีสัญชาติไทยแล้ว นับแต่วันที่กฎหมายใช้บังคับ และผูกพันอำเภอ สำนักงานเขต สำนักทะเบียนอำเภอและสำนักทะเบียนท้องถิ่นทุกแห่งในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ในฐานะหน่วยทะเบียนอำเภอ รวมถึงเป็นนายทะเบียนผู้มีอำนาจหน้าที่ตามพ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 เป็นเจ้าหน้าที่ปกครองซึ่งมีหน้าที่ในการรับคำร้องและพิจารณาคำร้อง ตามมาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 ที่จะต้องดำเนินการ “รับรอง” การเป็นผู้มีสัญชาติไทยของบุคคลกลุ่มนี้
             การปฏิเสธไม่รับคำร้อง ไม่ดำเนินการพิจารณาคำร้องใดๆ รวมถึงการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ยื่นคำร้อง โดยกำหนดนโยบาย/แนวทางระดับอำเภอว่าจะดำเนินการกับกลุ่มบุคคลที่เคยยื่นคำร้องขอมีสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ ก่อน การกระทำดังกล่าวอาจหมายถึงการละเลย ไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 9 (3) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542, มาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 และหนังสือ มท.0309.1/ว.1587 ฯลฯ การเลือกปฏิบัติที่ขัดต่อหลักวิธีปฏิบัติราชการ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 30 อันเป็นข้อเท็จจริงที่สามารถใช้เป็นฐานแห่งการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางปกครองเพื่อตรวจสอบการกระทำทางปกครองดังกล่าวของอำเภอคลองใหญ่

             3. นอกจากนี้ ในประเด็นของการสอบสวนพยานบุคคลเพื่อให้การรับรองเรื่องการมีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นหลักแหล่งอยู่จริงในประเทศไทยและเรื่องการมีความประพฤติดีหรือการทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมของผู้ยื่นคำร้อง ตามข้อ 3.3 ของหนังสือสั่งการฯ นั้น
             ทางโครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ ขอเรียนว่า ภาคประชาสังคมและภาควิชาการมีข้อกังวลและข้อห่วงใยต่อการตีความขยายความเกินข้อเท็จจริงแห่งข้อ 3.3 แห่งหนังสือสั่งการฯ เนื่องเพราะการที่อำเภอคลองใหญ่กำหนดให้บุคคลที่มาเป็นพยานบุคคลจะต้องเป็นข้าราชการ หรือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อาจถูกตั้งข้อสังเกต ตั้งคำถามว่าเป็นการเรียกพยานหลักฐานที่เกินความจำเป็น เป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ตามมาตรา 9 (1) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ นอกจากนี้ อาจจะเป็นการเปิดให้เกิดช่องทางการประพฤติมิชอบ อันเป็นสร้างภาระทางเศรษฐกิจและสนับสนุนให้เกิดขบวนการเรียกรับเงินที่มิชอบได้ ดังที่เคยปรากฎในอดีตที่ผ่านมา

             4. หากพิจารณาถึงการที่พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 กำหนดให้นายทะเบียนอำเภอ หรือผู้อำนวยการเขตใช้ดุลพินิจพิจารณาเพียงว่า ผู้ยื่นคำร้องมีองค์ประกอบตามพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 กำหนดหรือไม่ จึงถือว่าเป็นการใช้อำนาจผูกพัน (Mandatory Power) กล่าวคือ เป็นอำนาจที่กฎหมายให้แก่เจ้าหน้าที่พิจารณา โดยกำหนดว่า เมื่อมีข้อเท็จจริงตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้เกิดขึ้นแล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องตัดสินใจออกคำส่งตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ด้วยความรอบคอบ รวดเร็ว และเป็นธรรม มิให้มีการเรียกพยานหลักฐานที่เกินความจำเป็น หรือแสวงหาหรือเรียกรับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นอันขาด และหากปรากฎว่า หากเมื่อเวลาผ่านไปนับจากวันยื่นคำร้อง อำเภอหรือสำนักงานเขตใดไม่มีคำสั่งใดๆ แก่ผู้ยื่นคำร้อง เงื่อนเวลาของการใช้สิทธิทางศาลว่ามีการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย จึงเริ่มต้นขึ้นแล้วนับจากวันยื่นคำร้อง

             5. นอกจากนี้ สิทธิในการเข้าถึงสถานะผู้มีสัญชาติไทย เป็นสิทธิประการหนึ่งที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยมาตรา 4, 30 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 รวมถึงเป็นสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยข้อ 16 และข้อ 24 แห่งกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและทางการเมือง   (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีโดยการภาคยานุวัติ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2539 และมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยนับตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม พ.ศ.2540 เป็นต้นมา และขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดทำรายงานประเทศ (Country Report) โดยการบันทึกถึงการปฏิบัติงานของภาคส่วนราชการ และรายงานฉบับนี้จะถูกรายงานต่อสหประชาชาติในปี 2552

             ทางโครงการฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า อำเภอคลองใหญ่ ในฐานะหน่วยทะเบียนอำเภอจะปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดไว้เพื่อคุ้มครองและรับรองสิทธิในการมีสถานะเป็นผู้มีสัญชาติไทย ตามมาตรา 23 แห่งกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางโครงการฯ ขอเสนอและหารือว่า ทางอำเภอควรดำเนินการตรวจสอบกระบวนการดำเนินงานภายในอำเภอเมือง ชี้แจงและทำความเข้าใจทางปฏิบัติดังกล่าวแก่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน และต่อบุคคลที่ประสงค์จะยื่นคำร้องตามมาตรา 23 ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนให้เกิดความเข้าใจและเพื่อการดำเนินงานตามมาตรา 23 อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกราบรื่น  และหากท่านมีข้อขัดข้องประการใด ทางโครงการฯ รวมถึงโครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยินดีที่จะเป็นสื่อกลางในการประสานงานด้านต่างๆ เพื่อการบรรลุถึงเจตนารมณ์แห่งมาตรา 23 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สาธารณะ และขอขอบคุณมาล่วงหน้าถึงความเข้าใจในปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่คนไร้สัญชาติต้องเผชิญในการดำรงชีวิต

              จีงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ

                                             ขอแสดงความนับถือ
      
                                        ( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
                                                นักกฎหมาย
                                      โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

สำเนาถึง:
1) ประธานวุฒิสภา
2) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
3) ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
4) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
5) ผู้อำนวยการสถาบันดำรงราชานุภาพ กรมการปกครอง

าวน์โหลดไฟล์จม.

2551-6-18_legalopinion_toamphurklongyai1

 

กรกฎาคม 9, 2008 Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย | ใส่ความเห็น

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion)ฉบับที่ 2 ต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานทะเบียนราษฎรตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 เพื่อประสานความเข้าใจระหว่างอำเภอเมือง จังหวัดเชียงรายและบุคคลที่ประสงค์ยื่นคำร้อง

                                 (ภาพ มูลนิธิกระจกเงา) 
ที่ ฝสร. 2/2551
      
                                            วันที่ 30 พฤษภาคม 2551
เรียน นายอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
เรื่อง ความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion) ต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานทะเบียนราษฎร
      ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 เพื่อประสานความ
      เข้าใจระหว่างอำเภอเมือง จังหวัดเชียงรายและบุคคลที่ประสงค์ยื่นคำร้อง
สิ่งที่ส่งมาด้วย หนังสือ มท.0309.1/ว.1587 เรื่อง การขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน
                ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ลว. 22
                พฤษภาคม 2551
             สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ได้รับแจ้งจากองค์กรเครือข่ายคือ คณะทำงานด้านสถานะบุคคลจังหวัดเชียงราย ว่าได้มีผู้ยื่นคำร้อง หรือผู้ทรงสิทธิตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ได้ไปแสดงตนต่ออำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เพื่อขอคำร้อง/ขอยื่นคำร้องตามมาตรา 23 ดังกล่าว แต่ไม่สามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้
             ทางโครงการฯ จึงเรียนมาเพื่อขอเสนอความเห็นทางกฎหมาย ข้อห่วงใยและข้อหารือ กับทางอำเภอเมือง ดังต่อไปนี้
             1. มาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4)ฯ กฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ของสังคมไทยซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งเป็นวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา  ได้กำหนดให้ บุคคล 3 กลุ่มที่เกิดราชอาณาจักรไทย จาก (1) มารดาที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย หรือ (2) บิดาอพยพเข้ามาในประเทศไทย และจดทะเบียนสมรสกับมารดา ซึ่งสามารถแบ่งบุคคลดังกล่าวได้เป็น 3 กลุ่มคือ
             – กลุ่มที่ 1.  บุคคลที่เกิดก่อนวันที่ 14 ธันวาคม 2515  ซึ่งถูกถอนสัญชาติไทยโดยผลแห่งประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515
             – กลุ่มที่ 2. บุคคลที่เกิดตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2515 จนถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2535 และเป็นผู้ไม่ได้สัญชาติไทยโดยผลแห่งประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337
             – กลุ่มที่ 3. บุตรที่เกิดจากบุคคลกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2535 จนถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551
             บุคคลทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าวข้างต้น เป็นบุคคลที่มาตรา 23 กำหนดและรับรองให้มีสถานะเป็น “ผู้มีสัญชาติไทย” โดยสถานะการเป็นผู้สัญชาติไทยนี้ มีผลตั้งแต่วันที่กฎหมายฉบับนี้บังคับ กล่าวคือ ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551
             2. อย่างไรก็ดี มาตรา 23 ได้กำหนดกระบวนการในการเข้าถึงสถานะผู้มีสัญชาติไทย โดยให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิและสามารถยื่นคำขอลงรายการสัญชาติในเอกสารการทะเบียนราษฎร พร้อมด้วยหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เอกสารการทะเบียนราษฎรที่แสดงว่าเป็นผู้ที่เกิดในประเทศไทย และเอกสารอื่นๆ (ถ้ามี) ฯลฯ ต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรแห่งท้องที่ที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนาในปัจจุบัน..” นับจากวันที่กฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้ไปแล้ว 90 วัน (ปรากฎตามมาตรา 23 วรรคสอง และตามข้อ 1-2 แห่งหนังสือ มท.0309.1/ว.1587 โดยรายละเอียดของหนังสือ มท.0309.1/ว.1587 และแบบฟอร์มคำขอนั้น นายทะเบียนท้องที่สามารถดาวน์โหลดได้จากเวปไซด์ของกรมการปกครอง คือ
http://www.dopa.go.th/dopanew/doc/moi03091587.pdf)
             จากบทบัญญัติดังกล่าว ย่อมส่งผลให้บุคคลทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าวข้างต้น มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติฯ ต่อนายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่น นับจากวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นไป และเมื่อนายทะเบียนรับคำขอพร้อมหลักฐานแล้ว จะต้องดำเนินการตรวจสอบหลักฐาน สอบสวนผู้ยื่นคำร้องและพยานบุคคล เพื่อรวบรวมหลักฐานและทำความเห็นเสนอต่อนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตเพื่อพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันว่าจะมีคำสั่งอนุมัติ หรือไม่อนุมัติให้เพิ่มชื่อผู้ยื่นคำร้องเข้าในทะเบียนราษฎร (ท.ร. 14) ปรากฎตามข้อ 3-5 แห่งหนังสือ มท.0309.1/ว.1587
             และดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า เนื่องจากการให้สัญชาติไทยตามมาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4)ฯ เป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับบุคคลที่เคยมีสัญชาติไทยโดยการเกิด แต่ถูกถอนสัญชาติและบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทย แต่ไมได้สัญชาติไทยโดยผลของประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 โดยกฎหมายกำหนดให้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป หนังสือ มท.0309.1/ว.1587 ระบุไว้ชัดเจนในข้อ 7 ว่า ให้นายอำเภอและผู้อำนวยการเขตต้องพิจารณาอนุมัติด้วยตนเอง ด้วยความรอบคอบ รวดเร็วและเป็นธรรม มิให้มีการเรียกพยานหลักฐานที่เกินความจำเป็น หรือแสวงหาหรือเรียกรับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นอันขาด
             3. ในส่วนของเอกสารการทะเบียนราษฎรที่รับรองว่าผู้ยื่นคำร้องเป็นบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทยนั้น ตามข้อ 3 แห่งหนังสือ มท.0309.1/ว.1587 ระบุว่าเอกสารฯ ดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นเอกสารที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักหรือไม่
ในกรณีที่ผู้ยื่นคำร้องเป็นบุคคลที่อยู่ระหว่างการยื่นหรือระหว่างการพิจารณาให้สัญชาติไทยโดยรัฐมนตรี (การได้สัญชาติโดยมาตรา 7 ทวิ วรรค 2) เอกสารรับรองสถานที่เกิดที่ใช้ในการยื่นคำร้องขอสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรค 2 ย่อมสามารถนำมาใช้ในการยื่นคำร้องเพื่อลงรายการสัญชาติไทยตามมาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติฯ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปดำเนินการขอออกหนังสือรับรองสถานที่เกิดฉบับใหม่ รวมถึงยังสามารถร้องขอให้ทางอำเภอดำเนินการขอสำเนาหนังสือรับรองสถานที่เกิดจาก สำนักความมั่นคงภายใน กรมการปกครอง (สนมน.) ในกรณีที่ผู้ร้องได้เคยยื่นคำร้องของสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรค 2 ไว้ก่อนหน้านี้
             4. อนึ่ง แนวทางการดำเนินงานตามมาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติฯ ดังกล่าวนี้ เคยได้รับการกำหนดให้เป็นแนวทางของกรมการปกครองและหน่วยงานทะเบียนทั่วประเทศในการให้สัญชาติไทยแก่กลุ่มบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 มาตั้งแต่ปี 2547 (ปรากฎตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการสั่งให้บุคคลซึ่งถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 และบุตรหลานได้สัญชาติไทย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2547 และตามหนังสือ มท.0309.1/ว.2687 ลว.23 สิงหาคม 25488) เพียงแต่ เมื่อมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายสัญชาติ จึงได้มีการนำแนวทางการดำเนินงานนี้มาบัญญัติให้ชัดเจนในฐานะของกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ
             5. นอกจากนี้ สิทธิในการเข้าถึงสถานะผู้มีสัญชาติไทย เป็นสิทธิประการหนึ่งที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยมาตรา 4, 30 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 รวมถึงเป็นสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยข้อ 16 และข้อ 24 แห่งกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและทางการเมือง   (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีโดยการภคยานุวัติ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2539 และมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยนับตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2540 เป็นต้นมา
             6. ทางโครงการฯ ขออนุญาตเรียนย้ำให้ทางอำเภอเมืองทราบว่า นายทะเบียนอำเภอเมืองและอำเภอเมือง ในฐานะหน่วยทะเบียนอำเภอ รวมถึงเป็นนายทะเบียนผู้มีอำนาจหน้าที่ตามพ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 เป็นเจ้าหน้าที่ปกครองซึ่งมีหน้าที่ในการรับคำร้องและพิจารณาคำร้อง ตามมาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติฯ และหนังสือสั่งการที่อ้างถึงข้างต้นฯ  การปฏิเสธไม่รับคำร้อง ไม่ดำเนินการพิจารณาคำร้องใดๆ อาจหมายถึงการไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 9 (3) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542, มาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติและหนังสือ มท.0309.1/ว.1587 ฯลฯ
             รวมถึงการเรียกพยานหลักฐานที่เกินความจำเป็น นั้น อาจถูกตั้งข้อสังเกต คำถามว่าเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ตามมาตรา 9 (1) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
             ทางโครงการฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า อำเภอเมือง ในฐานะหน่วยทะเบียนอำเภอจะปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดไว้เพื่อคุ้มครองและรับรองสิทธิในการมีสถานะเป็นผู้มีสัญชาติไทย ตามมาตรา 23 แห่งกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางโครงการฯ ขอเสนอและหารือว่า ทางอำเภอควรดำเนินการตรวจสอบกระบวนการดำเนินงานภายในอำเภอเมือง ชี้แจงและทำความเข้าใจทางปฏิบัติดังกล่าวแก่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน และต่อบุคคลที่ประสงค์จะยื่นคำร้องตามมาตรา 23 ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนให้เกิดความเข้าใจและเพื่อการดำเนินงานตามมาตรา 23 อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกราบรื่น  และหากท่านมีข้อขัดข้องประการใด ทางโครงการฯ รวมถึงคณะทำงานด้านสถานะบุคคลจังหวัดเชียงราย ยินดีที่จะเป็นสื่อกลางในการประสานงานด้านต่างๆ เพื่อการบรรลุถึงเจตนารมณ์แห่งมาตรา 23 พ.ร.บ.สัญชาติฯ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สาธารณะ และขอขอบคุณมาล่วงหน้าถึงความเข้าใจในปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่คนไร้สัญชาติต้องเผชิญในการดำรงชีวิต
              จีงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ

                                           ขอแสดงความนับถือ
      
                                      ( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
                                             นักกฎหมาย
                                     โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ
สำเนาถึง:
1) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
2) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
3) สถาบันดำรงราชานุภาพ กรมการปกครอง

ดาวน์โหลดไฟล์จม.

2551-5-30_legalopinion_toamphurmuangcr

กรกฎาคม 8, 2008 Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย | ใส่ความเห็น

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion)ฉบับที่ 1 ต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานทะเบียนราษฎรตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 เพื่อประสานความเข้าใจระหว่างอำเภอเชียงดาวและบุคคลที่ประสงค์ยื่นคำร้อง

 
 
 
 

 

 

 

 

                                                      (ภาพ ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล)

ที่ ฝสร. 1/2551

                                             วันที่ 29 พฤษภาคม 2551

 

เรียน นายอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
เรื่อง ความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion) ต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานทะเบียนราษฎร

      ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 เพื่อประสานความ

      เข้าใจระหว่างอำเภอเชียงดาวและบุคคลที่ประสงค์ยื่นคำร้อง

สิ่งที่ส่งมาด้วย หนังสือ มท.0309.1/ว.1587 เรื่อง การขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน

                ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ลว. 22

                พฤษภาคม 2551

 

             สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ได้รับแจ้งจากเครือข่ายว่า ได้มี ผู้ยื่นคำร้อง หรือผู้ทรงสิทธิตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ได้ไปแสดงตนต่ออำเภอเชียงดาว เพื่อขอคำร้อง/ขอยื่นคำร้องตามมาตรา 23 ดังกล่าว แต่ไม่สามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้

 

              ทางโครงการฯ จึงเรียนมาเพื่อขอเสนอความเห็นทางกฎหมาย ข้อห่วงใยและข้อหารือ กับทางอำเภอเชียงดาว ดังต่อไปนี้
           

              1. มาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 กฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ของสังคมไทยซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งเป็นวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา  ได้กำหนดให้ บุคคล 3 กลุ่มที่เกิดราชอาณาจักรไทย จาก (1) มารดาที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย หรือ (2) บิดาอพยพเข้ามาในประเทศไทย และจดทะเบียนสมรสกับมารดา ซึ่งสามารถแบ่งบุคคลดังกล่าวได้เป็น 3 กลุ่มคือ

             – กลุ่มที่ 1.  บุคคลที่เกิดก่อนวันที่ 14 ธันวาคม 2515  ซึ่งถูกถอนสัญชาติไทยโดยผลแห่งประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337
             – กลุ่มที่ 2. บุคคลที่เกิดตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2515 จนถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2535 และเป็นผู้ไม่ได้สัญชาติไทยโดยผลแห่งประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337
             – กลุ่มที่ 3. บุตรที่เกิดจากบุคคลกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2535 จนถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551
              บุคคลทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าวข้างต้น เป็นบุคคลที่มาตรา 23 กำหนดและรับรองให้มีสถานะเป็น “ผู้มีสัญชาติไทย” โดยสถานะการเป็นผู้สัญชาติไทยนี้ มีผลตั้งแต่วันที่กฎหมายฉบับนี้บังคับ กล่าวคือ ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551

 

              2. อย่างไรก็ดี มาตรา 23 ได้กำหนดกระบวนการในการเข้าถึงสถานะผู้มีสัญชาติไทย โดยให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิและสามารถยื่นคำขอลงรายการสัญชาติในเอกสารการทะเบียนราษฎร พร้อมด้วยหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เอกสารการทะเบียนราษฎรที่แสดงว่าเป็นผู้ที่เกิดในประเทศไทย และเอกสารอื่นๆ (ถ้ามี) ฯลฯ ต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรแห่งท้องที่ที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนาในปัจจุบัน..” นับจากวันที่กฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้ไปแล้ว 90 วัน (ปรากฎตามมาตรา 23 วรรคสอง และตามข้อ 1-2 แห่งหนังสือ มท.0309.1/ว.1587 โดยรายละเอียดของหนังสือ มท.0309.1/ว.1587 และแบบฟอร์มคำขอนั้น นายทะเบียนท้องที่สามารถดาวน์โหลดได้จากเวปไซด์ของกรมการปกครอง คือ
http://www.dopa.go.th/dopanew/doc/moi03091587.pdf)
              จากบทบัญญัติดังกล่าว ย่อมส่งผลให้บุคคลทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าวข้างต้น มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติฯ ต่อนายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่น นับจากวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นไป และเมื่อนายทะเบียนรับคำขอพร้อมหลักฐานแล้ว จะต้องดำเนินการตรวจสอบหลักฐาน สอบสวนผู้ยื่นคำร้องและพยานบุคคล เพื่อรวบรวมหลักฐานและทำความเห็นเสนอต่อนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตเพื่อพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันว่าจะมีคำสั่งอนุมัติ หรือไม่อนุมัติให้เพิ่มชื่อผู้ยื่นคำร้องเข้าในทะเบียนราษฎร (ท.ร. 14) ปรากฎตามข้อ 3-5 แห่งหนังสือ มท.0309.1/ว.1587

 

              3. อนึ่ง แนวทางการดำเนินงานตามมาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติฯ ดังกล่าวนี้ เคยได้รับการกำหนดให้เป็นแนวทางของกรมการปกครองและหน่วยงานทะเบียนทั่วประเทศในการให้สัญชาติไทยแก่กลุ่มบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากปว. 337 มาตั้งแต่ปี 2547 (ปรากฎตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการสั่งให้บุคคลซึ่งถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 และบุตรหลานได้สัญชาติไทย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2547 และตามหนังสือ มท.0309.1/ว.2687 ลว.23 สิงหาคม 2548..) เพียงแต่ เมื่อมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายสัญชาติ จึงได้มีการนำแนวทางการดำเนินงานนี้มาบัญญัติให้ชัดเจนในฐานะของกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ

 

              4. นอกจากนี้ สิทธิในการเข้าถึงสถานะผู้มีสัญชาติไทย เป็นสิทธิประการหนึ่งที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยมาตรา 4, 30 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 รวมถึงเป็นสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยข้อ 16 และข้อ 24 แห่งกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและทางการเมือง   (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีโดยการภคยานุวัติ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2539 และมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยนับตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2540 เป็นต้นมา

 

              5. ทางโครงการฯ ขออนุญาตเรียนย้ำให้ทางอำเภอเชียงดาวทราบว่า นายทะเบียนอำเภอเชียงดาวและอำเภอเชียงดาว ในฐานะหน่วยทะเบียนอำเภอ รวมถึงเป็นนายทะเบียนผู้มีอำนาจหน้าที่ตามพ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 เป็นเจ้าหน้าที่ปกครองซึ่งมีหน้าที่ในการรับคำร้องและพิจารณาคำร้อง ตามมาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติฯ และหนังสือสั่งการที่อ้างถึงข้างต้นฯ  การปฏิเสธไม่รับคำร้อง ไม่ดำเนินการพิจารณาคำร้องใดๆ อาจหมายถึงการไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 9 (3) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542, มาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติและหนังสือ มท.0309.1/ว.1587 ฯลฯ

 

              ทางโครงการฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า อำเภอเชียงดาว ในฐานะหน่วยทะเบียนอำเภอจะปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดไว้เพื่อคุ้มครองและรับรองสิทธิในการมีสถานะเป็นผู้มีสัญชาติไทย ตามมาตรา 23 แห่งกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางโครงการฯ ขอเสนอและหารือว่า ทางอำเภอควรดำเนินการตรวจสอบกระบวนการดำเนินงานภายในอำเภอเชียงดาว ชี้แจงและทำความเข้าใจทางปฏิบัติดังกล่าวแก่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน และกับบุคคลที่ประสงค์จะยื่นคำร้องตามมาตรา 23 ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนให้เกิดความเข้าใจและเพื่อการดำเนินงานตามมาตรา 23 อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกราบรื่น  และหากท่านมีข้อขัดข้องประการใด ทางโครงการฯ ยินดีที่จะเป็นสื่อกลางในการประสานงานด้านต่างๆ เพื่อการบรรลุถึงเจตนารมณ์แห่งมาตรา 23 พ.ร.บ.สัญชาติฯ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สาธารณะ และขอขอบคุณมาล่วงหน้าถึงความเข้าใจในปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่คนไร้สัญชาติต้องเผชิญในการดำรงชีวิต

              

               จีงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ

      

                                             ขอแสดงความนับถือ
      
                                       ( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
                               นักวิชาการด้านนิติศาสตร์และทนายความ
                                       โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

 

สำเนาถึง:
1) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
2) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ


ดาวน์โหลดไฟล์จม.

2551-5-30_legalopinion_toamphurchaingdao

กรกฎาคม 7, 2008 Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย | ใส่ความเห็น