Stateless Watch’s Weblog

โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion)ฉบับที่ 1 ต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานทะเบียนราษฎรตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 เพื่อประสานความเข้าใจระหว่างอำเภอเชียงดาวและบุคคลที่ประสงค์ยื่นคำร้อง

 
 
 
 

 

 

 

 

                                                      (ภาพ ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล)

ที่ ฝสร. 1/2551

                                             วันที่ 29 พฤษภาคม 2551

 

เรียน นายอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
เรื่อง ความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion) ต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานทะเบียนราษฎร

      ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 เพื่อประสานความ

      เข้าใจระหว่างอำเภอเชียงดาวและบุคคลที่ประสงค์ยื่นคำร้อง

สิ่งที่ส่งมาด้วย หนังสือ มท.0309.1/ว.1587 เรื่อง การขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน

                ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ลว. 22

                พฤษภาคม 2551

 

             สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ได้รับแจ้งจากเครือข่ายว่า ได้มี ผู้ยื่นคำร้อง หรือผู้ทรงสิทธิตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ได้ไปแสดงตนต่ออำเภอเชียงดาว เพื่อขอคำร้อง/ขอยื่นคำร้องตามมาตรา 23 ดังกล่าว แต่ไม่สามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้

 

              ทางโครงการฯ จึงเรียนมาเพื่อขอเสนอความเห็นทางกฎหมาย ข้อห่วงใยและข้อหารือ กับทางอำเภอเชียงดาว ดังต่อไปนี้
           

              1. มาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 กฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ของสังคมไทยซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งเป็นวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา  ได้กำหนดให้ บุคคล 3 กลุ่มที่เกิดราชอาณาจักรไทย จาก (1) มารดาที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย หรือ (2) บิดาอพยพเข้ามาในประเทศไทย และจดทะเบียนสมรสกับมารดา ซึ่งสามารถแบ่งบุคคลดังกล่าวได้เป็น 3 กลุ่มคือ

             – กลุ่มที่ 1.  บุคคลที่เกิดก่อนวันที่ 14 ธันวาคม 2515  ซึ่งถูกถอนสัญชาติไทยโดยผลแห่งประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337
             – กลุ่มที่ 2. บุคคลที่เกิดตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2515 จนถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2535 และเป็นผู้ไม่ได้สัญชาติไทยโดยผลแห่งประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337
             – กลุ่มที่ 3. บุตรที่เกิดจากบุคคลกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2535 จนถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551
              บุคคลทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าวข้างต้น เป็นบุคคลที่มาตรา 23 กำหนดและรับรองให้มีสถานะเป็น “ผู้มีสัญชาติไทย” โดยสถานะการเป็นผู้สัญชาติไทยนี้ มีผลตั้งแต่วันที่กฎหมายฉบับนี้บังคับ กล่าวคือ ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551

 

              2. อย่างไรก็ดี มาตรา 23 ได้กำหนดกระบวนการในการเข้าถึงสถานะผู้มีสัญชาติไทย โดยให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิและสามารถยื่นคำขอลงรายการสัญชาติในเอกสารการทะเบียนราษฎร พร้อมด้วยหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เอกสารการทะเบียนราษฎรที่แสดงว่าเป็นผู้ที่เกิดในประเทศไทย และเอกสารอื่นๆ (ถ้ามี) ฯลฯ ต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรแห่งท้องที่ที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนาในปัจจุบัน..” นับจากวันที่กฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้ไปแล้ว 90 วัน (ปรากฎตามมาตรา 23 วรรคสอง และตามข้อ 1-2 แห่งหนังสือ มท.0309.1/ว.1587 โดยรายละเอียดของหนังสือ มท.0309.1/ว.1587 และแบบฟอร์มคำขอนั้น นายทะเบียนท้องที่สามารถดาวน์โหลดได้จากเวปไซด์ของกรมการปกครอง คือ
http://www.dopa.go.th/dopanew/doc/moi03091587.pdf)
              จากบทบัญญัติดังกล่าว ย่อมส่งผลให้บุคคลทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าวข้างต้น มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติฯ ต่อนายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่น นับจากวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นไป และเมื่อนายทะเบียนรับคำขอพร้อมหลักฐานแล้ว จะต้องดำเนินการตรวจสอบหลักฐาน สอบสวนผู้ยื่นคำร้องและพยานบุคคล เพื่อรวบรวมหลักฐานและทำความเห็นเสนอต่อนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตเพื่อพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันว่าจะมีคำสั่งอนุมัติ หรือไม่อนุมัติให้เพิ่มชื่อผู้ยื่นคำร้องเข้าในทะเบียนราษฎร (ท.ร. 14) ปรากฎตามข้อ 3-5 แห่งหนังสือ มท.0309.1/ว.1587

 

              3. อนึ่ง แนวทางการดำเนินงานตามมาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติฯ ดังกล่าวนี้ เคยได้รับการกำหนดให้เป็นแนวทางของกรมการปกครองและหน่วยงานทะเบียนทั่วประเทศในการให้สัญชาติไทยแก่กลุ่มบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากปว. 337 มาตั้งแต่ปี 2547 (ปรากฎตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการสั่งให้บุคคลซึ่งถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 และบุตรหลานได้สัญชาติไทย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2547 และตามหนังสือ มท.0309.1/ว.2687 ลว.23 สิงหาคม 2548..) เพียงแต่ เมื่อมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายสัญชาติ จึงได้มีการนำแนวทางการดำเนินงานนี้มาบัญญัติให้ชัดเจนในฐานะของกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ

 

              4. นอกจากนี้ สิทธิในการเข้าถึงสถานะผู้มีสัญชาติไทย เป็นสิทธิประการหนึ่งที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยมาตรา 4, 30 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 รวมถึงเป็นสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยข้อ 16 และข้อ 24 แห่งกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและทางการเมือง   (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีโดยการภคยานุวัติ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2539 และมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยนับตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2540 เป็นต้นมา

 

              5. ทางโครงการฯ ขออนุญาตเรียนย้ำให้ทางอำเภอเชียงดาวทราบว่า นายทะเบียนอำเภอเชียงดาวและอำเภอเชียงดาว ในฐานะหน่วยทะเบียนอำเภอ รวมถึงเป็นนายทะเบียนผู้มีอำนาจหน้าที่ตามพ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 เป็นเจ้าหน้าที่ปกครองซึ่งมีหน้าที่ในการรับคำร้องและพิจารณาคำร้อง ตามมาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติฯ และหนังสือสั่งการที่อ้างถึงข้างต้นฯ  การปฏิเสธไม่รับคำร้อง ไม่ดำเนินการพิจารณาคำร้องใดๆ อาจหมายถึงการไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 9 (3) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542, มาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติและหนังสือ มท.0309.1/ว.1587 ฯลฯ

 

              ทางโครงการฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า อำเภอเชียงดาว ในฐานะหน่วยทะเบียนอำเภอจะปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดไว้เพื่อคุ้มครองและรับรองสิทธิในการมีสถานะเป็นผู้มีสัญชาติไทย ตามมาตรา 23 แห่งกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางโครงการฯ ขอเสนอและหารือว่า ทางอำเภอควรดำเนินการตรวจสอบกระบวนการดำเนินงานภายในอำเภอเชียงดาว ชี้แจงและทำความเข้าใจทางปฏิบัติดังกล่าวแก่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน และกับบุคคลที่ประสงค์จะยื่นคำร้องตามมาตรา 23 ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนให้เกิดความเข้าใจและเพื่อการดำเนินงานตามมาตรา 23 อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกราบรื่น  และหากท่านมีข้อขัดข้องประการใด ทางโครงการฯ ยินดีที่จะเป็นสื่อกลางในการประสานงานด้านต่างๆ เพื่อการบรรลุถึงเจตนารมณ์แห่งมาตรา 23 พ.ร.บ.สัญชาติฯ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สาธารณะ และขอขอบคุณมาล่วงหน้าถึงความเข้าใจในปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่คนไร้สัญชาติต้องเผชิญในการดำรงชีวิต

              

               จีงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ

      

                                             ขอแสดงความนับถือ
      
                                       ( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
                               นักวิชาการด้านนิติศาสตร์และทนายความ
                                       โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

 

สำเนาถึง:
1) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
2) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ


ดาวน์โหลดไฟล์จม.

2551-5-30_legalopinion_toamphurchaingdao

กรกฎาคม 7, 2008 - Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย

ยังไม่มีความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: