Stateless Watch’s Weblog

โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion)ฉบับที่ 2 ต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานทะเบียนราษฎรตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 เพื่อประสานความเข้าใจระหว่างอำเภอเมือง จังหวัดเชียงรายและบุคคลที่ประสงค์ยื่นคำร้อง

                                 (ภาพ มูลนิธิกระจกเงา) 
ที่ ฝสร. 2/2551
      
                                            วันที่ 30 พฤษภาคม 2551
เรียน นายอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
เรื่อง ความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion) ต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานทะเบียนราษฎร
      ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 เพื่อประสานความ
      เข้าใจระหว่างอำเภอเมือง จังหวัดเชียงรายและบุคคลที่ประสงค์ยื่นคำร้อง
สิ่งที่ส่งมาด้วย หนังสือ มท.0309.1/ว.1587 เรื่อง การขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน
                ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ลว. 22
                พฤษภาคม 2551
             สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ได้รับแจ้งจากองค์กรเครือข่ายคือ คณะทำงานด้านสถานะบุคคลจังหวัดเชียงราย ว่าได้มีผู้ยื่นคำร้อง หรือผู้ทรงสิทธิตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ได้ไปแสดงตนต่ออำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เพื่อขอคำร้อง/ขอยื่นคำร้องตามมาตรา 23 ดังกล่าว แต่ไม่สามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้
             ทางโครงการฯ จึงเรียนมาเพื่อขอเสนอความเห็นทางกฎหมาย ข้อห่วงใยและข้อหารือ กับทางอำเภอเมือง ดังต่อไปนี้
             1. มาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4)ฯ กฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ของสังคมไทยซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งเป็นวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา  ได้กำหนดให้ บุคคล 3 กลุ่มที่เกิดราชอาณาจักรไทย จาก (1) มารดาที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย หรือ (2) บิดาอพยพเข้ามาในประเทศไทย และจดทะเบียนสมรสกับมารดา ซึ่งสามารถแบ่งบุคคลดังกล่าวได้เป็น 3 กลุ่มคือ
             – กลุ่มที่ 1.  บุคคลที่เกิดก่อนวันที่ 14 ธันวาคม 2515  ซึ่งถูกถอนสัญชาติไทยโดยผลแห่งประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515
             – กลุ่มที่ 2. บุคคลที่เกิดตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2515 จนถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2535 และเป็นผู้ไม่ได้สัญชาติไทยโดยผลแห่งประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337
             – กลุ่มที่ 3. บุตรที่เกิดจากบุคคลกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2535 จนถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551
             บุคคลทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าวข้างต้น เป็นบุคคลที่มาตรา 23 กำหนดและรับรองให้มีสถานะเป็น “ผู้มีสัญชาติไทย” โดยสถานะการเป็นผู้สัญชาติไทยนี้ มีผลตั้งแต่วันที่กฎหมายฉบับนี้บังคับ กล่าวคือ ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551
             2. อย่างไรก็ดี มาตรา 23 ได้กำหนดกระบวนการในการเข้าถึงสถานะผู้มีสัญชาติไทย โดยให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิและสามารถยื่นคำขอลงรายการสัญชาติในเอกสารการทะเบียนราษฎร พร้อมด้วยหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เอกสารการทะเบียนราษฎรที่แสดงว่าเป็นผู้ที่เกิดในประเทศไทย และเอกสารอื่นๆ (ถ้ามี) ฯลฯ ต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรแห่งท้องที่ที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนาในปัจจุบัน..” นับจากวันที่กฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้ไปแล้ว 90 วัน (ปรากฎตามมาตรา 23 วรรคสอง และตามข้อ 1-2 แห่งหนังสือ มท.0309.1/ว.1587 โดยรายละเอียดของหนังสือ มท.0309.1/ว.1587 และแบบฟอร์มคำขอนั้น นายทะเบียนท้องที่สามารถดาวน์โหลดได้จากเวปไซด์ของกรมการปกครอง คือ
http://www.dopa.go.th/dopanew/doc/moi03091587.pdf)
             จากบทบัญญัติดังกล่าว ย่อมส่งผลให้บุคคลทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าวข้างต้น มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติฯ ต่อนายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่น นับจากวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นไป และเมื่อนายทะเบียนรับคำขอพร้อมหลักฐานแล้ว จะต้องดำเนินการตรวจสอบหลักฐาน สอบสวนผู้ยื่นคำร้องและพยานบุคคล เพื่อรวบรวมหลักฐานและทำความเห็นเสนอต่อนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตเพื่อพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันว่าจะมีคำสั่งอนุมัติ หรือไม่อนุมัติให้เพิ่มชื่อผู้ยื่นคำร้องเข้าในทะเบียนราษฎร (ท.ร. 14) ปรากฎตามข้อ 3-5 แห่งหนังสือ มท.0309.1/ว.1587
             และดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า เนื่องจากการให้สัญชาติไทยตามมาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4)ฯ เป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับบุคคลที่เคยมีสัญชาติไทยโดยการเกิด แต่ถูกถอนสัญชาติและบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทย แต่ไมได้สัญชาติไทยโดยผลของประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 โดยกฎหมายกำหนดให้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป หนังสือ มท.0309.1/ว.1587 ระบุไว้ชัดเจนในข้อ 7 ว่า ให้นายอำเภอและผู้อำนวยการเขตต้องพิจารณาอนุมัติด้วยตนเอง ด้วยความรอบคอบ รวดเร็วและเป็นธรรม มิให้มีการเรียกพยานหลักฐานที่เกินความจำเป็น หรือแสวงหาหรือเรียกรับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นอันขาด
             3. ในส่วนของเอกสารการทะเบียนราษฎรที่รับรองว่าผู้ยื่นคำร้องเป็นบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทยนั้น ตามข้อ 3 แห่งหนังสือ มท.0309.1/ว.1587 ระบุว่าเอกสารฯ ดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นเอกสารที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักหรือไม่
ในกรณีที่ผู้ยื่นคำร้องเป็นบุคคลที่อยู่ระหว่างการยื่นหรือระหว่างการพิจารณาให้สัญชาติไทยโดยรัฐมนตรี (การได้สัญชาติโดยมาตรา 7 ทวิ วรรค 2) เอกสารรับรองสถานที่เกิดที่ใช้ในการยื่นคำร้องขอสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรค 2 ย่อมสามารถนำมาใช้ในการยื่นคำร้องเพื่อลงรายการสัญชาติไทยตามมาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติฯ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปดำเนินการขอออกหนังสือรับรองสถานที่เกิดฉบับใหม่ รวมถึงยังสามารถร้องขอให้ทางอำเภอดำเนินการขอสำเนาหนังสือรับรองสถานที่เกิดจาก สำนักความมั่นคงภายใน กรมการปกครอง (สนมน.) ในกรณีที่ผู้ร้องได้เคยยื่นคำร้องของสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรค 2 ไว้ก่อนหน้านี้
             4. อนึ่ง แนวทางการดำเนินงานตามมาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติฯ ดังกล่าวนี้ เคยได้รับการกำหนดให้เป็นแนวทางของกรมการปกครองและหน่วยงานทะเบียนทั่วประเทศในการให้สัญชาติไทยแก่กลุ่มบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 มาตั้งแต่ปี 2547 (ปรากฎตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการสั่งให้บุคคลซึ่งถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 และบุตรหลานได้สัญชาติไทย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2547 และตามหนังสือ มท.0309.1/ว.2687 ลว.23 สิงหาคม 25488) เพียงแต่ เมื่อมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายสัญชาติ จึงได้มีการนำแนวทางการดำเนินงานนี้มาบัญญัติให้ชัดเจนในฐานะของกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ
             5. นอกจากนี้ สิทธิในการเข้าถึงสถานะผู้มีสัญชาติไทย เป็นสิทธิประการหนึ่งที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยมาตรา 4, 30 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 รวมถึงเป็นสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยข้อ 16 และข้อ 24 แห่งกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและทางการเมือง   (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีโดยการภคยานุวัติ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2539 และมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยนับตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2540 เป็นต้นมา
             6. ทางโครงการฯ ขออนุญาตเรียนย้ำให้ทางอำเภอเมืองทราบว่า นายทะเบียนอำเภอเมืองและอำเภอเมือง ในฐานะหน่วยทะเบียนอำเภอ รวมถึงเป็นนายทะเบียนผู้มีอำนาจหน้าที่ตามพ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 เป็นเจ้าหน้าที่ปกครองซึ่งมีหน้าที่ในการรับคำร้องและพิจารณาคำร้อง ตามมาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติฯ และหนังสือสั่งการที่อ้างถึงข้างต้นฯ  การปฏิเสธไม่รับคำร้อง ไม่ดำเนินการพิจารณาคำร้องใดๆ อาจหมายถึงการไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 9 (3) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542, มาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติและหนังสือ มท.0309.1/ว.1587 ฯลฯ
             รวมถึงการเรียกพยานหลักฐานที่เกินความจำเป็น นั้น อาจถูกตั้งข้อสังเกต คำถามว่าเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ตามมาตรา 9 (1) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
             ทางโครงการฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า อำเภอเมือง ในฐานะหน่วยทะเบียนอำเภอจะปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดไว้เพื่อคุ้มครองและรับรองสิทธิในการมีสถานะเป็นผู้มีสัญชาติไทย ตามมาตรา 23 แห่งกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางโครงการฯ ขอเสนอและหารือว่า ทางอำเภอควรดำเนินการตรวจสอบกระบวนการดำเนินงานภายในอำเภอเมือง ชี้แจงและทำความเข้าใจทางปฏิบัติดังกล่าวแก่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน และต่อบุคคลที่ประสงค์จะยื่นคำร้องตามมาตรา 23 ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนให้เกิดความเข้าใจและเพื่อการดำเนินงานตามมาตรา 23 อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกราบรื่น  และหากท่านมีข้อขัดข้องประการใด ทางโครงการฯ รวมถึงคณะทำงานด้านสถานะบุคคลจังหวัดเชียงราย ยินดีที่จะเป็นสื่อกลางในการประสานงานด้านต่างๆ เพื่อการบรรลุถึงเจตนารมณ์แห่งมาตรา 23 พ.ร.บ.สัญชาติฯ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สาธารณะ และขอขอบคุณมาล่วงหน้าถึงความเข้าใจในปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่คนไร้สัญชาติต้องเผชิญในการดำรงชีวิต
              จีงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ

                                           ขอแสดงความนับถือ
      
                                      ( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
                                             นักกฎหมาย
                                     โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ
สำเนาถึง:
1) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
2) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
3) สถาบันดำรงราชานุภาพ กรมการปกครอง

ดาวน์โหลดไฟล์จม.

2551-5-30_legalopinion_toamphurmuangcr

กรกฎาคม 8, 2008 - Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย

ยังไม่มีความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: