Stateless Watch’s Weblog

โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion)ฉบับที่ 4 ต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานทะเบียนราษฎรตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 เพื่อประสานความเข้าใจระหว่างอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่และบุคคลที่ประสงค์ยื่นคำร้อง

       

(ภาพ มานะ งามเนตร์)

ที่ ฝสร. 4/2551

                                 

                                           วันที่ 20 มิถุนายน 2551

 

เรียน   นายอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่
เรื่อง   ความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion) ต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานทะเบียนราษฎร

        ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 เพื่อประสานความ

        เข้าใจระหว่างอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่และบุคคลที่ประสงค์ยื่นคำร้อง
อ้างถึง  หนังสือ มท.0309.1/ว.1587 เรื่อง การขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน

         ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ลว. 22

         พฤษภาคม 2551


             สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ได้รับแจ้งจากองค์กรเครือข่ายคือ คลินิกกฎหมายชาวบ้านอำเภอแม่อาย และโครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าได้มีผู้ยื่นคำร้อง หรือผู้ทรงสิทธิตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 คือ นางคำและด.ช.เอกชัย อินคำ ได้ไปแสดงตนต่ออำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อยื่นคำขอตามมาตรา 23 ดังกล่าว ซึ่งทางอำเภอแม่อาย ได้รับคำร้องแล้วเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2551 และได้นัดสืบพยานบุคคล อย่างไรก็ดี ทางอำเภอแม่อายได้ออกคำสั่งโดยวาจาให้ผู้ยื่นคำร้องแก้คำร้อง โดยระบุให้ผู้ยื่นคำแก้ไขข้อมูลในแบบคำขอ จากบุคคลสัญชาติ “ไทย” เป็น “ต่างด้าว” ในเวลาต่อมา

             ทางโครงการฯ จึงเรียนมาเพื่อขอเสนอความเห็นทางกฎหมาย ข้อห่วงใยและข้อหารือ กับทางอำเภอแม่อาย ดังต่อไปนี้

             1. อ้างถึงข้อมูลจากคลินิกฎหมายชาวบ้าน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้สำรวจข้อเท็จจริงของนางคำ และด.ช.เอกชัย อินคำ และให้คำยืนยันรับรองว่าบุคคลทั้งสองเป็นบุคคลเป้าหมายหรือผู้ทรงสิทธิ ที่มาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ(ฉบับที่ 4 )พ.ศ.2551 ได้กำหนดและรับรองให้มีสถานะบุคคลเป็น “ผู้มีสัญชาติไทย” โดยมีผลตั้งแต่นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา กล่าวคือ ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 และทั้งนางคำและด.ช.เอกชัย จึงเป็นผู้มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติในเอกสารการทะเบียนราษฎร พร้อมด้วยหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เอกสารการทะเบียนราษฎรที่แสดงว่าเป็นผู้ที่เกิดในประเทศไทย และเอกสารอื่นๆ (ถ้ามี) ฯลฯ ต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรแห่งท้องที่ที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนาในปัจจุบัน..” ปรากฎตาม พร้อมแบบฟอร์มคำขอปรากฎตามหนังสือ มท.0309.1/ว.1587 นับจากวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2551  โดยทางอำเภอแม่อาย ในฐานะหน่วยทะเบียนอำเภอ รวมถึงเป็นนายทะเบียนผู้มีอำนาจหน้าที่ตามพ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 เป็นเจ้าหน้าที่ปกครองซึ่งมีหน้าที่รับคำร้องและพิจารณาคำร้องตามมาตรา 23 และออกคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งภายในระยะเวลาอันสมควร
             2. นอกจากนี้ สิทธิในการเข้าถึงสถานะผู้มีสัญชาติไทย เป็นสิทธิประการหนึ่งที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยมาตรา 4, 30 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 รวมถึงเป็นสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยข้อ 16 และข้อ 24 แห่งกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและทางการเมือง   (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีโดยการภคยานุวัติ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2539 และมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยนับตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม พ.ศ.2540 เป็นต้นมา
             3. ทางโครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ ขอเรียนย้ำต่อทางอำเภอแม่อาย ว่า คำขอลงรายการสัญชาติฯ ดังกล่าวของนางอินและด.ช.เอกชัย เป็นคำขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรประเภท 14 และการสอบบันทึกป.ค.14 เป็นส่วนหนึ่งของการรวบรวมข้อเท็จจริงตามองค์ประกอบของมาตรา 23 คือพิสูจน์ถึงการมีภูมิลำเนาติดต่อกันในประเทศไทยและเป็นบุคคลที่ทำคุณประโยชน์  จึงมิใช่การยื่นคำร้องขอมีสัญชาติไทยของคนต่างด้าว ดังที่อำเภอแม่อายเข้าใจแต่ประการใด
             4. และในการยื่นคำขอลงรายการสัญชาติไทยฯ ดังกล่าว ข้อเท็จจริงของผู้ยื่นคำขอจะต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงของบุคคลผู้ยื่น ทางอำเภอแม่อายย่อมไม่สามารถกำหนดหรือออกคำสั่งให้ผู้ยื่นคำขอ ระบุข้อเท็จจริงให้แตกต่างไปจากข้อเท็จจริงของตนได้  ดังนั้นการที่อำเภอแม่อาย ออกคำสั่งโดยวาจาให้ผู้ยื่นคำร้องแก้คำร้อง โดยระบุให้ผู้ยื่นคำแก้ไขข้อมูลในแบบคำขอ จากบุคคลสัญชาติ “ไทย” เป็น “ต่างด้าว” จึงเป็นการออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม มาตรา 9 แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542, มาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ(ฉบับที่ 4 )พ.ศ.2551 และหนังสือ มท.0309.1/ว.1587 ฯลฯ
             5. นอกจากนี้ หากพิจารณาถึงการที่พ.ร.บ.สัญชาติฯ กำหนดให้นายทะเบียนอำเภอ หรือผู้อำนวยการเขตใช้ดุลพินิจพิจารณาเพียงว่า ผู้ยื่นคำร้องมีองค์ประกอบตามพ.ร.บ.สัญชาติฯ กำหนดหรือไม่ จึงถือว่าเป็นการใช้อำนาจผูกพัน (Mandatory Power) กล่าวคือ เป็นอำนาจที่กฎหมายให้แก่เจ้าหน้าที่พิจารณา โดยกำหนดว่า เมื่อมีข้อเท็จจริงตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้เกิดขึ้นแล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องตัดสินใจออกคำส่งตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ด้วยความรอบคอบ รวดเร็ว และเป็นธรรม มิให้มีการเรียกพยานหลักฐานที่เกินความจำเป็น หรือแสวงหาหรือเรียกรับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นอันขาด และหากปรากฎว่า หากเมื่อเวลาผ่านไปนับจากวันยื่นคำร้อง อำเภอหรือสำนักงานเขตใดไม่มีคำสั่งใดๆ แก่ผู้ยื่นคำร้อง เงื่อนเวลาของการใช้สิทธิทางศาลว่ามีการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย จึงเริ่มต้นขึ้นแล้วนับจากวันยื่นคำร้อง
             ทางโครงการฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า อ.แม่อาย ในฐานะหน่วยทะเบียนอำเภอจะปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดไว้เพื่อคุ้มครองและรับรองสิทธิในการมีสถานะเป็นผู้มีสัญชาติไทย ตามมาตรา 23 แห่งกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางโครงการฯ ขอเสนอและหารือภายในอำเภอถึงแนวทางการดำเนินงาน ชี้แจงและทำความเข้าใจทางปฏิบัติดังกล่าวแก่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน และต่อบุคคลที่ประสงค์จะยื่นคำร้องตามมาตรา 23 ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนให้เกิดความเข้าใจและเพื่อการดำเนินงานตามมาตรา 23 อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกราบรื่น  และหากท่านมีข้อขัดข้องประการใด ทางโครงการฯ รวมถึงคลินิกกฎหมายชาวบ้านอำเภอแม่อาย และโครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยินดีที่จะเป็นสื่อกลางในการประสานงานด้านต่างๆ เพื่อการบรรลุถึงเจตนารมณ์แห่งมาตรา 23 พ.ร.บ.สัญชาติฯ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สาธารณะ และขอขอบคุณมาล่วงหน้าถึงความเข้าใจในปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่คนไร้สัญชาติต้องเผชิญในการดำรงชีวิต

              จีงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ


                                            ขอแสดงความนับถือ
      

                                       ( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
                             นักกฎหมายโครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

สำเนาถึง:
1) ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
2) ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
3) ผู้อำนวยการสถาบันดำรงราชานุภาพ กรมการปกครอง

ดาวน์โหลดไฟล์จดหมาย

2551-6-20-legalopiniontomaeaidistrict

กรกฎาคม 9, 2008 - Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย

ยังไม่มีความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: