Stateless Watch’s Weblog

โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion)(ฉบับที่ ๑๒)เรื่อง ขอให้มีการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อการดำเนินการตามกฎหมาย ถึงนายกรัฐมนตรี

ที่ ฝสร. ๑๒/๒๕๕๑2008-1-31_sobmei009_1

                                                          วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๑

เรื่อง   ขอให้มีการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อการดำเนินการตามกฎหมาย
เรียน  นายกรัฐมนตรี
อ้างถึง ๑) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐
        ๒) พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๕
        ๓) อนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่รัฐไทยเป็นภาคี (กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิ

             ทางการเมือง, กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม, กติกา

             ระหว่าง ประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ, อนุสัญญาว่าด้วยการขจัด

            การเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ, อนุสัญญาสิทธิเด็ก และปฏิญญาสากลว่าด้วย

            สิทธิมนุษยชน)
          ๔) พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑
          ๕) พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ และพระราชบัญญัติจัดตั้ง

           ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒

                 สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ร่วมกับองค์กรเครือข่ายคือ โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายจากนางสาวมึดา นาวานาถ เนื่องด้วยเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๑     นางสาวมึดาได้ไปติดต่อโรงพยาบาลสบเมย อำเภอสบเมย จังหวัดแม่อ่องสอน ซึ่งได้ปฏิเสธสิทธิในการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือการมีบัตรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของนางสาวมึดา โดยให้เหตุผลกับนางสาวมึดาว่า  “ทะเบียนบ้านนั้นเป็นทะเบียนบ้านชั่วคราว และเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักนั้น ขึ้นต้นด้วยเลข ๘  ซึ่งหมายถึงบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย ทำให้ไม่สามารถมีบัตรได้” นั้น
                 ทางโครงการฯและองค์กรเครือข่าย เห็นว่าความเข้าใจดังกล่าวไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อน จึงเรียนมาเพื่อหารือข้อกฎหมายและขอให้ทางท่านนายกรัฐมนตรีสั่งการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย

                  ๑. สิทธิในการรับบริการสาธารณสุขเป็นสิทธิมนุษยชน เป็นสิทธิของบุคคลที่ได้รับการรับรองโดยมาตรา ๕๑ และมาตรา ๕๒ รวมถึงมาตรา ๘๐ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๕0) และพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๕ โดยสาระสำคัญของสิทธิในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ก็คือ เป็นสิทธิของบุคคลที่จะได้รับบริการสุขภาพที่มีมาตรฐานอย่างเสมอหน้า ด้วยเกียรติศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกัน ที่สำคัญไม่ใช่บริการที่ต้องมีการสมัครจึงจะได้รับ หากแต่เป็นสิทธิตามกฎหมายของบุคคล
                 สิทธิของบุคคลดังกล่าว ผูกพันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีหน้าที่ต้องเคารพและรับรอง โดยการใช้อำนาจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเป็นไปโดยคำนึงถึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ (มาตรา ๒๖, ๒๗ และมาตรา ๔ แห่งรัฐธรรมนูญฯ) และโดยเสมอภาค (มาตรา ๓๐ แห่งรัฐธรรมนูญฯ)
                 ๒. ในทางปฏิบัติ บุคคลซึ่งเป็นผู้ทรงสิทธิในหลักประกันสุขภาพจะได้รับการออกบัตรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ภายหลังการขึ้นทะเบียน (ข้อ ๑๓ และ ๑๔ แห่งระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยหลักประกันสุขภาพ พ.ศ.๒๕๔๔) โดยขั้นตอนนี้ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบอาจสำรวจและขึ้นทะเบียน หรือบุคคลอาจไปยื่นคำขอขึ้นทะเบียน ณ หน่วยงานหรือหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่ผู้มีสิทธิมีชื่ออยู่ตามทะเบียนบ้าน
                 ๓. อนึ่ง การรับรองสิทธิดังกล่าวของประเทศไทย ยังเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับพันธกรณีในทางระหว่างประเทศในฐานะรัฐภาคี ได้แก่ ข้อ ๒๕ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง, ข้อ ๑๒.๑ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม, ข้อ ๕ (e) (iv) แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ, ข้อ ๑๑.๑ (f), ข้อ ๑๒.๑ และ ๑๒.๒ แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ, ข้อ ๒๔.๑ แห่งอนุสัญญาสิทธิเด็ก ค.ศ. ๑๙๘๙ รวมถึงข้อ ๒๕ (๑) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
                 ๔. สำหรับกรณีของนางสาวมึดา ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ (ลงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๑๕) ทำให้นางสาวมึดาไม่มีสัญชาติไทยในขณะที่เกิด อย่างไรก็ดี โดยผลแห่งมาตรา ๒๓ ของพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑ ได้ส่งผลให้นางสาวมึดามีสัญชาติไทยโดยผลของกฎหมาย นับตั้งแต่วันที่กฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ คือวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ โดยสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครองได้รับการกำหนดเลขประจำตัว ๑๓ หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข ๘ ให้แก่นางสาวมึดา และนางสาวมึดาได้ดำเนินการเพื่อเพิ่มชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) และได้รับการถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อใช้เป็นเอกสารแสดงตนว่าเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยเมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๑
                ๕. ภายใต้กฎหมายทั้งในระดับรัฐธรรมนูญ กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ และกฎหมายลำดับรอง รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องข้างต้น ทางโครงการฯและองค์กรเครือข่ายมีความเห็นว่า หากโรงพยาบาลสบเมยมีฐานะเป็นหน่วยงานบริการด้านการลงทะเบียนและทำบัตรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หากทางโรงพยาบาลปฏิเสธการดำเนินการเพื่อออกบัตรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้แก่นางสาวมึดานั้น อาจหมายถึงการกระทำที่ขัดต่อมาตรา ๕๑-๕๒ แห่งรัฐธรรมนูญฯ รวมถึงหลักความเสมอภาค (มาตรา ๓๐ แห่งรัฐธรรมนูญฯ) ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กฎหมายลำดับรอง กฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องทุกฉบับ อันอาจนำไปสู่การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองของโรงพยาบาลสบเมยในเบื้องต้น คือการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเกี่ยวกับขั้นตอนในการออกคำสั่งทางปกครอง (มาตรา ๒๙, ๓๐ และ ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙), การไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเกี่ยวกับขอบอำนาจในการออกคำสั่งทางปกครอง รวมถึงการกระทำทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ หรือมีลักษณะการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม (มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒)

                  อนึ่ง เนื่องจากการมีสัญชาติไทยโดยผลของมาตรา ๒๓ แห่งกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่นั้น จะส่งผลให้บุคคลที่เคยได้รับผลกระทบจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ กลับคืนมีสัญชาติไทยร่วมหลายแสนคน ทางโครงการฯ และองค์กรเครือข่ายจึงมีข้อห่วงใยว่า มีความเป็นไปได้ที่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางสาวมึดา อาจเกิดซ้ำกับบุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยผลของมาตรา ๒๓ คนอื่นๆ ดังนั้น เพื่อคุ้มครองและรับรองสิทธิในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของบุคคลผู้มีสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ แห่งกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ ทางโครงการฯ และองค์กรเครือข่ายจึงเรียนมาเพื่อขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป

                   จีงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ

                                                          ขอแสดงความนับถือ
      

                                                    ( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
                                          นักวิชาการด้านนิติศาสตร์และทนายความ
                                                  โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

ดาวน์โหลดไฟล์จดหมาย

2551-12-26-legalop-topm_final

 

ความคืบหน้า 

 

วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ รพ.สบเมยได้แจ้งให้มึดาไปทำบัตรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเรียบร้อยแล้ว
 
และวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๒ รพ.สบเมยได้ส่งหนังสือชี้แจงกลับมา

 

 ดาวน์โหลดไฟล์จดหมาย

2552-01-05-จม.ชี้แจงจากรพ.สบเมย

http://www.prachatai.com/05web/th/home/15075
 
 ‘เฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐจี้ มาร์ค สอบโรงพยาบาลเหตุปฏิเสธสิทธิทำบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าhttp://www.prachatai.com/05web/th/home/15004

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐแจ้ง น.ส.มึดา สามารถทำบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้แล้ว

 

http://www.thaingo.org/cgi-bin/content/content3/show.pl?1347
http://www.thaingo.org/cgi-bin/content/content3/show.pl?1348

Advertisements

ธันวาคม 26, 2008 Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย | ใส่ความเห็น

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion)(ฉบับที่ ๑๑)เรื่อง ข้อหารือและขอให้ชี้แจงกรณีการปฏิเสธสิทธิในการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของนางสาวมึดา นาวานาถ ถึงผู้อำนวยการรพ.สบเมย และเลขาธิการ สปสช.

muda08
ที่ ฝสร. ๑๑/๒๕๕๑
                                               วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๑
เรื่อง   ข้อหารือและขอให้ชี้แจงกรณีการปฏิเสธสิทธิในการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพถ้วน
        หน้าของนางสาวมึดา นาวานาถ
เรียน  ๑) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสบเมย
       ๒) เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
อ้างถึง ๑) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐
        ๒) พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๕
        ๓) อนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่รัฐไทยเป็นภาคี (กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิ พลเมือง
             และสิทธิทางการเมือง, กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม,
             กติการะหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ, อนุสัญญาว่าด้วยการขจัด
             การเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ, อนุสัญญาสิทธิเด็กและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน)
        ๔) พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑
        ๕) พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง
            และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒
 

                   สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ร่วมกับองค์กรเครือข่ายคือ โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายจากนางสาวมึดา นาวานาถ เนื่องด้วยเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๑     นางสาวมึดาได้ไปติดต่อโรงพยาบาลสบเมย อำเภอสบเมย จังหวัดแม่อ่องสอน ซึ่งได้ปฏิเสธสิทธิในการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือการมีบัตรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของนางสาวมึดา โดยให้เหตุผลกับนางสาวมึดาว่า  “ทะเบียนบ้านนั้นเป็นทะเบียนบ้านชั่วคราว และเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักนั้น ขึ้นต้นด้วยเลข ๘  ซึ่งหมายถึงบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย ทำให้ไม่สามารถมีบัตรได้” นั้น ทางโครงการฯและองค์กรเครือข่าย เห็นว่าความเข้าใจดังกล่าวไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อน จึงเรียนมาเพื่อขอหารือข้อกฎหมายและความเห็นทางกฎหมาย ดังต่อไปนี้ รวมถึงขอให้ทางผู้อำนวยการโรงพยาบาลสบเมย และเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อกรณีดังกล่าว

                   ๑. สิทธิในการรับบริการสาธารณสุขเป็นสิทธิมนุษยชน เป็นสิทธิของบุคคลที่ได้รับการรับรองโดยมาตรา ๕๑ และมาตรา ๕๒ รวมถึงมาตรา ๘๐ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๕0) และพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๕ โดยสาระสำคัญของสิทธิในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ก็คือ เป็นสิทธิของบุคคลที่จะได้รับบริการสุขภาพที่มีมาตรฐานอย่างเสมอหน้า ด้วยเกียรติศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกัน ที่สำคัญไม่ใช่บริการที่ต้องมีการสมัครจึงจะได้รับ หากแต่เป็นสิทธิตามกฎหมายของบุคคล
                   สิทธิของบุคคลดังกล่าว ผูกพันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีหน้าที่ต้องเคารพและรับรอง โดยการใช้อำนาจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเป็นไปโดยคำนึงถึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ (มาตรา ๒๖, ๒๗ และมาตรา ๔ แห่งรัฐธรรมนูญฯ) และโดยเสมอภาค (มาตรา ๓๐ แห่งรัฐธรรมนูญฯ)
                  ๒. ในทางปฏิบัติ บุคคลซึ่งเป็นผู้ทรงสิทธิในหลักประกันสุขภาพจะได้รับการออกบัตรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ภายหลังการขึ้นทะเบียน (ข้อ ๑๓ และ ๑๔ แห่งระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยหลักประกันสุขภาพ พ.ศ.๒๕๔๔) โดยขั้นตอนนี้ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบอาจสำรวจและขึ้นทะเบียน หรือบุคคลอาจไปยื่นคำขอขึ้นทะเบียน ณ หน่วยงานหรือหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่ผู้มีสิทธิมีชื่ออยู่ตามทะเบียนบ้าน
                  ๓. อนึ่ง การรับรองสิทธิดังกล่าวของประเทศไทย ยังเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับพันธกรณีในทางระหว่างประเทศในฐานะรัฐภาคี ได้แก่ ข้อ ๒๕ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง, ข้อ ๑๒.๑ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม, ข้อ ๕ (e) (iv) แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ, ข้อ ๑๑.๑ (f), ข้อ ๑๒.๑ และ ๑๒.๒ แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ, ข้อ ๒๔.๑ แห่งอนุสัญญาสิทธิเด็ก ค.ศ. ๑๙๘๙ รวมถึงข้อ ๒๕ (๑) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
                 ๔. สำหรับกรณีของนางสาวมึดา ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ (ลงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๑๕) ทำให้นางสาวมึดาไม่มีสัญชาติไทยในขณะที่เกิด อย่างไรก็ดี โดยผลแห่งมาตรา ๒๓ ของพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑ ได้ส่งผลให้นางสาวมึดามีสัญชาติไทยโดยผลของกฎหมาย นับตั้งแต่วันที่กฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ คือวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ โดยสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครองได้รับการกำหนดเลขประจำตัว ๑๓ หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข ๘ ให้แก่นางสาวมึดา และนางสาวมึดาได้ดำเนินการเพื่อเพิ่มชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) และได้รับการถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อใช้เป็นเอกสารแสดงตนว่าเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยเมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๑
                   ๕. ภายใต้กฎหมายทั้งในระดับรัฐธรรมนูญ กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ และกฎหมายลำดับรอง รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องข้างต้น ทางโครงการฯและองค์กรเครือข่ายมีความเห็นว่า หากโรงพยาบาลสบเมยมีฐานะเป็นหน่วยงานบริการด้านการลงทะเบียนและทำบัตรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หากทางโรงพยาบาลปฏิเสธการดำเนินการเพื่อออกบัตรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้แก่นางสาวมึดานั้น อาจหมายถึงการกระทำที่ขัดต่อมาตรา ๕๑-๕๒ แห่งรัฐธรรมนูญฯ รวมถึงหลักความเสมอภาค (มาตรา ๓๐ แห่งรัฐธรรมนูญฯ) ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กฎหมายลำดับรอง กฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องทุกฉบับ อันอาจนำไปสู่การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองของโรงพยาบาลสบเมยในเบื้องต้น คือการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเกี่ยวกับขั้นตอนในการออกคำสั่งทางปกครอง (มาตรา ๒๙, ๓๐ และ ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙), การไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเกี่ยวกับขอบอำนาจในการออกคำสั่งทางปกครอง รวมถึงการกระทำทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ หรือมีลักษณะการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม (มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒)
                  ทางโครงการฯ และองค์กรเครือข่าย จึงเรียนมาเพื่อขอคำชี้แจงต่อกรณีดังกล่าว ด้วยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า  ทางโรงพยาบาลสบเมยและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในฐานะหน่วยงานทางปกครองด้านสาธารณสุขจะปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดไว้เพื่อคุ้มครองและรับรองสิทธิในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของบุคคลผู้มีสัญชาติไทย ตามมาตรา ๒๓ แห่งกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่

                  จีงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ

                                                ขอแสดงความนับถือ

                                           ( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
                                  นักวิชาการด้านนิติศาสตร์และทนายความ
                                             โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ
สำเนาถึง:
๑) นายกรัฐมนตรี
๒) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๓) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
๔) ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 ดาวน์โหลดไฟล์จดหมาย

2551-12-26-legalopiniononr2health-muedacase_final

อ่านเรื่องของมึดา อดีตเด็กไร้สัญชาติ นักสู้ตัวน้อยแห่งบ้านท่าเรือ
http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=945

ธันวาคม 26, 2008 Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย | ใส่ความเห็น

เอกสารข้อมูลตัวอย่างคดี

  • คำสั่งศาลปกครองสูงสุด วันที่ 13 ตุลาคม 2547

ระหว่าง นายอะเวน แซ่ลี้ (ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า) กับเทศบาลเมืองแม่สอดที่ 1,ปลัดเทศบาลเมืองแม่สอดที่ 2 ,นายอำเภอแม่สอดที่ 3, ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ที่ 4

เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร(ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา)

อ่านรายละเอียดและดาวน์โหลดไฟล์ 

2547-10-13_คำสั่งศาลปกครองสุงสุด-นายอะเวน แซ่ลี้

……………………………………………………………………………………………………..

  • คำสั่งศาลปกครองขอนแก่น  วันที่  29 ธันวาคม 2548

ระหว่าง นายบา  นิงบา (ญวนอพยพ) กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติล่าช้าเกินสมควร

อ่านรายละเอียดและดาวน์โหลดไฟล์  

2548-12-29_คำพิพากษาศาลปกครองขอนแก่น-นายบา นิงบา

…………………………………………………………………………………………………….

  • คำสั่งศาลปกครองสูงสุด วันที่ 12 มีนาคม 2551

ระหว่าง นายแดง เหงียนวัน (ญวนอพยพ) กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติล่าช้าเกินสมควร (อุทธรณ์คำพิพากษา)

อ่านรายละเอียดและดาวน์โหลดไฟล์ 

2551-03-12_คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด-นายแดง เหงียนวัน

…………………………………………………………………………………………………….

ธันวาคม 18, 2008 Posted by | 1, เอกสารตัวอย่างคดี | ใส่ความเห็น

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion)(ฉบับที่ ๑๐) ต่อการดำเนินการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าศึกษาของสถาบันการศึกษา ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ.๒๕๔๘ ถึงศูนย์กศน.เขตวัฒนา

 ที่ ฝสร.๑๐/๒๕๕๑

วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๑

 

เรื่อง  ความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion) ต่อการดำเนินการรับนักเรียนนักศึกษา

       เข้าศึกษาของสถาบันการศึกษาตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับ

       นักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ.๒๕๔๘

เรียน  ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเขตวัฒนา

อ้างถึง ๑) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐

        ๒) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและทางการเมือง, กติการะหว่าง ประเทศ

        ว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม

        ๓) ยุทธศาสตร์การจัดการสถานะและสิทธิของบุคคล (มติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๑๘ มกราคม

        ๒๕๔๘)

        ๔) มติคณะรัฐมนตรี ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘ เรื่องร่างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วย

        หลักฐาน วัน เดือน ปีเกิด ในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ. ….

        (การจัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย)

        ๕) ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียน

        ในสถานศึกษา พ.ศ.๒๕๔๘

           สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ได้รับแจ้งจากองค์กรเครือข่าย คือ โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าได้มีบุคคลไปสมัครเรียนที่ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเขตวัฒนาเมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ แต่ได้รับการปฏิเสธ โดยทางหน่วยงานของท่านให้เหตุผลด้วยวาจาว่า “การสมัครจำเป็นต้องมีเอกสารรับรองจากทางราชการ โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์” รวมถึงระบุว่าผู้สมัครจำเป็นต้อง “หาคนรับรองมาว่าคุณพักอาศัยอยู่ที่ไหน ทำงานที่ไหน มีความประพฤติเป็นเช่นไร

           ทางโครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐและองค์กรเครือข่าย จึงเรียนมาเพื่อขอเสนอความเห็นทางกฎหมาย ข้อหารือและข้อห่วงใยกับศูนย์กศน.เขตวัฒนา ดังต่อไปนี้

           ข้อ ๑. ทางโครงการฯ ขอเรียนย้ำต่อศูนย์กศน.เขตวัฒนา ว่า สิทธิในการศึกษาของบุคคลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลทุกคน ที่มาตรา ๔๙ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ ได้บัญญัติรับรองสิทธิดังกล่าวนี้ รวมถึงเป็นสิทธิมนุษยชนที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับรองไว้เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๘ โดยสิทธิในการศึกษาของบุคคล ย่อมไม่สามารถถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง (มาตรา ๓๐ แห่งรัฐธรรมนูญฯ) ทั้งยังเป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่จะถูกละเมิดมิได้ (มาตรา ๔ แห่งรัฐธรรมนูญฯ)

           ศูนย์กศน.เขตวัฒนา ในฐานะหน่วยงานของรัฐ ผูกพันต้องเคารพและให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรอง (มาตรา ๒๗ แห่งรัฐธรรมนูญฯ) และต้องใช้อำนาจโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพดังกล่าว (มาตรา ๒๖ แห่งรัฐธรรมนูญฯ)

 

           ข้อ ๒. ในการเข้าถึงสิทธิการศึกษา หรือในทางตรงกันข้ามคือการรับบุคคลเข้าศึกษาในสถานศึกษา การเรียกหลักฐานจากผู้สมัครนั้น ย่อมเป็นไปตามข้อ ๖ แห่งระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ.๒๕๔๘ ที่กำหนดว่า

                        “ข้อ ๖ การรับนักเรียนนักศึกษาในกรณีที่ไม่เคยเข้าเรียนในสถานศึกษามาก่อน ให้สถานศึกษาเรียกหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งตามลำดับเพื่อนำมามาลงหลักฐานทางการศึกษา ดังต่อไปนี้

                          (๑) สูติบัตร

                          (๒) กรณีที่ไม่มีหลักฐานตาม (๑) ให้เรียกหนังสือรับรองการเกิด บัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน หรือหลักฐานที่ทางราชการจัดทำขึ้นในลักษณะเดียวกัน

                          (๓) ในกรณีที่ไม่มีหลักฐานตาม (๑) และ (๒) ให้เรียกหลักฐานที่ทางราชการออกให้หรือเอกสารตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้ใช้ได้

                          (๔)  ในกรณีที่ไม่มีหลักฐานตาม (๑) (๒) และ (๓) ให้บิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือองค์กรเอกชนทำบันทึกแจ้งประวัติบุคคล ตามแบบแนบท้ายระเบียบนี้ เป็นหลักฐานที่จะนำมาลงหลักฐานทางการศึกษา

                          (๕)  ในกรณีที่ไม่มีบุคคลหรือองค์กรเอกชนตาม (๔) ให้ซักถามประวัติบุคคลผู้มาสมัครเรียน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำลงรายการบันทึกแจ้งประวัติบุคคลตามแบบแนบท้ายระเบียบนี้ เป็นหลักฐานที่จะนำมาลงหลักฐานทางการศึกษา

 

           ข้อ ๓. จากข้อกฎหมายข้างต้น แม้ผู้สมัครเรียนไม่มีพยานเอกสารใดๆ ศูนย์กศน.เขตวัฒนา ก็มีหน้าที่ต้องดำเนินการรับสมัคร โดยดำเนินการตามข้อ ๖ (๕) การปฏิเสธไม่รับการสมัครของบุคคลเพื่อเข้ารับการศึกษา จึงอาจถูกตีความได้ว่าเป็นการละเมิดต่อสิทธิในการศึกษาของบุคคลตามมาตรา ๔๙  ละเมิดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษยตามมาตรา ๔ และหลักความเสมอภาคตามมาตรา ๓๐ แห่งรัฐธรรมนูญฯ, ละเมิดต่อเจตนารมณ์แห่งพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ อันเป็นกฎหมายแม่บทของระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษาฯ และอาจหมายถึงการละเลย ไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๙ (๓) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ รวมถึงการกำหนดให้ผู้สมัครต้องนำพยานหลักฐาน รวมถึงพยานบุคคลมารับรอง ย่อมอาจหมายถึงการกำหนดขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดแก่บุคคลอันเกินสมควร เป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับบุคคลเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ตามมาตรา ๙ (๑) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ นอกจากนี้ยังอาจเป็นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗

 

            ข้อ ๔.  นอกจากนี้ สิทธิในการศึกษายังเป็นสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดย ข้อ ๒๖ แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งผูกพันประเทศไทยในฐานะกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ, ข้อ ๑๓ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights- ICESCR) ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีโดยการภาคยานุวัติ (Accession) เมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๒ และมีผลบังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ ทั้งยังขัดต่อหลักการและสิทธิทางการศึกษาที่ได้รับการรับรองไว้ตาม ข้อ ๕ (ฉ) (๕) แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination) ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคี โดยการภาคยานุวัติ (Accession) เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๖  และมีผลบังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖

           ที่สำคัญคือ ข้อ ๒๖ แห่งกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและทางการเมือง   (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีโดยการภาคยานุวัติ เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๓๙ และมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยนับตั้งแต่วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๐ เป็นต้นมา และขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดทำรายงานประเทศ (Country Report) โดยการบันทึกถึงการปฏิบัติงานของภาคส่วนราชการ และรายงานฉบับนี้จะถูกรายงานต่อสหประชาชาติในปี ๒๕๕๒

 

           ทางโครงการฯ ขอเรียนว่า ภาคประชาสังคมและภาควิชาการมีข้อกังวลและข้อห่วงใยต่อการตีความและแนวปฏิบัติของศูนย์ กศน.เขตวัฒนา ด้วยเจตนารมณ์ของสถาบันการศึกษาที่มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาความรู้ ความสามารถเพื่อการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของบุคคล และเพื่อเป็นการสนับสนุนให้เกิดความเข้าใจและส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาของบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกราบรื่น หากท่านมีข้อขัดข้องประการใด ทางโครงการฯ รวมถึง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยินดีที่จะเป็นสื่อกลางในการประสานงานด้านต่างๆ เพื่อการบรรลุถึง ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สาธารณะ และขอขอบคุณมาล่วงหน้าถึงความเข้าใจในปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่คนไร้รัฐ/ไร้สัญชาติต้องเผชิญในการดำรงชีวิต

 

   จีงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ

 

ขอแสดงความนับถือ

                                                                                   

( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )

นักกฎหมาย

โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

 

 สำเนาถึง:

๑) ประธานวุฒิสภา

๒) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

๓) ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

๔) ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา

๕) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ

๖) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

๗) เลขาธิการสำนักงานกศน. สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

๘) ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานคร

ดาวน์โหลดไฟล์จดหมาย

2551-12-08_legalopinion_to_yodrakcase1

อ่านเพิ่มเติม

ธันวาคม 12, 2008 Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย | ใส่ความเห็น