Stateless Watch’s Weblog

โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion)(ฉบับที่ ๑๑)เรื่อง ข้อหารือและขอให้ชี้แจงกรณีการปฏิเสธสิทธิในการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของนางสาวมึดา นาวานาถ ถึงผู้อำนวยการรพ.สบเมย และเลขาธิการ สปสช.

muda08
ที่ ฝสร. ๑๑/๒๕๕๑
                                               วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๑
เรื่อง   ข้อหารือและขอให้ชี้แจงกรณีการปฏิเสธสิทธิในการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพถ้วน
        หน้าของนางสาวมึดา นาวานาถ
เรียน  ๑) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสบเมย
       ๒) เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
อ้างถึง ๑) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐
        ๒) พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๕
        ๓) อนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่รัฐไทยเป็นภาคี (กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิ พลเมือง
             และสิทธิทางการเมือง, กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม,
             กติการะหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ, อนุสัญญาว่าด้วยการขจัด
             การเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ, อนุสัญญาสิทธิเด็กและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน)
        ๔) พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑
        ๕) พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง
            และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒
 

                   สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ร่วมกับองค์กรเครือข่ายคือ โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายจากนางสาวมึดา นาวานาถ เนื่องด้วยเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๑     นางสาวมึดาได้ไปติดต่อโรงพยาบาลสบเมย อำเภอสบเมย จังหวัดแม่อ่องสอน ซึ่งได้ปฏิเสธสิทธิในการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือการมีบัตรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของนางสาวมึดา โดยให้เหตุผลกับนางสาวมึดาว่า  “ทะเบียนบ้านนั้นเป็นทะเบียนบ้านชั่วคราว และเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักนั้น ขึ้นต้นด้วยเลข ๘  ซึ่งหมายถึงบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย ทำให้ไม่สามารถมีบัตรได้” นั้น ทางโครงการฯและองค์กรเครือข่าย เห็นว่าความเข้าใจดังกล่าวไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อน จึงเรียนมาเพื่อขอหารือข้อกฎหมายและความเห็นทางกฎหมาย ดังต่อไปนี้ รวมถึงขอให้ทางผู้อำนวยการโรงพยาบาลสบเมย และเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อกรณีดังกล่าว

                   ๑. สิทธิในการรับบริการสาธารณสุขเป็นสิทธิมนุษยชน เป็นสิทธิของบุคคลที่ได้รับการรับรองโดยมาตรา ๕๑ และมาตรา ๕๒ รวมถึงมาตรา ๘๐ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๕0) และพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๕ โดยสาระสำคัญของสิทธิในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ก็คือ เป็นสิทธิของบุคคลที่จะได้รับบริการสุขภาพที่มีมาตรฐานอย่างเสมอหน้า ด้วยเกียรติศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกัน ที่สำคัญไม่ใช่บริการที่ต้องมีการสมัครจึงจะได้รับ หากแต่เป็นสิทธิตามกฎหมายของบุคคล
                   สิทธิของบุคคลดังกล่าว ผูกพันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีหน้าที่ต้องเคารพและรับรอง โดยการใช้อำนาจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเป็นไปโดยคำนึงถึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ (มาตรา ๒๖, ๒๗ และมาตรา ๔ แห่งรัฐธรรมนูญฯ) และโดยเสมอภาค (มาตรา ๓๐ แห่งรัฐธรรมนูญฯ)
                  ๒. ในทางปฏิบัติ บุคคลซึ่งเป็นผู้ทรงสิทธิในหลักประกันสุขภาพจะได้รับการออกบัตรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ภายหลังการขึ้นทะเบียน (ข้อ ๑๓ และ ๑๔ แห่งระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยหลักประกันสุขภาพ พ.ศ.๒๕๔๔) โดยขั้นตอนนี้ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบอาจสำรวจและขึ้นทะเบียน หรือบุคคลอาจไปยื่นคำขอขึ้นทะเบียน ณ หน่วยงานหรือหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่ผู้มีสิทธิมีชื่ออยู่ตามทะเบียนบ้าน
                  ๓. อนึ่ง การรับรองสิทธิดังกล่าวของประเทศไทย ยังเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับพันธกรณีในทางระหว่างประเทศในฐานะรัฐภาคี ได้แก่ ข้อ ๒๕ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง, ข้อ ๑๒.๑ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม, ข้อ ๕ (e) (iv) แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ, ข้อ ๑๑.๑ (f), ข้อ ๑๒.๑ และ ๑๒.๒ แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ, ข้อ ๒๔.๑ แห่งอนุสัญญาสิทธิเด็ก ค.ศ. ๑๙๘๙ รวมถึงข้อ ๒๕ (๑) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
                 ๔. สำหรับกรณีของนางสาวมึดา ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ (ลงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๑๕) ทำให้นางสาวมึดาไม่มีสัญชาติไทยในขณะที่เกิด อย่างไรก็ดี โดยผลแห่งมาตรา ๒๓ ของพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑ ได้ส่งผลให้นางสาวมึดามีสัญชาติไทยโดยผลของกฎหมาย นับตั้งแต่วันที่กฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ คือวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ โดยสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครองได้รับการกำหนดเลขประจำตัว ๑๓ หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข ๘ ให้แก่นางสาวมึดา และนางสาวมึดาได้ดำเนินการเพื่อเพิ่มชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) และได้รับการถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อใช้เป็นเอกสารแสดงตนว่าเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยเมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๑
                   ๕. ภายใต้กฎหมายทั้งในระดับรัฐธรรมนูญ กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ และกฎหมายลำดับรอง รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องข้างต้น ทางโครงการฯและองค์กรเครือข่ายมีความเห็นว่า หากโรงพยาบาลสบเมยมีฐานะเป็นหน่วยงานบริการด้านการลงทะเบียนและทำบัตรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หากทางโรงพยาบาลปฏิเสธการดำเนินการเพื่อออกบัตรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้แก่นางสาวมึดานั้น อาจหมายถึงการกระทำที่ขัดต่อมาตรา ๕๑-๕๒ แห่งรัฐธรรมนูญฯ รวมถึงหลักความเสมอภาค (มาตรา ๓๐ แห่งรัฐธรรมนูญฯ) ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กฎหมายลำดับรอง กฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องทุกฉบับ อันอาจนำไปสู่การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองของโรงพยาบาลสบเมยในเบื้องต้น คือการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเกี่ยวกับขั้นตอนในการออกคำสั่งทางปกครอง (มาตรา ๒๙, ๓๐ และ ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙), การไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเกี่ยวกับขอบอำนาจในการออกคำสั่งทางปกครอง รวมถึงการกระทำทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ หรือมีลักษณะการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม (มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒)
                  ทางโครงการฯ และองค์กรเครือข่าย จึงเรียนมาเพื่อขอคำชี้แจงต่อกรณีดังกล่าว ด้วยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า  ทางโรงพยาบาลสบเมยและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในฐานะหน่วยงานทางปกครองด้านสาธารณสุขจะปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดไว้เพื่อคุ้มครองและรับรองสิทธิในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของบุคคลผู้มีสัญชาติไทย ตามมาตรา ๒๓ แห่งกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่

                  จีงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ

                                                ขอแสดงความนับถือ

                                           ( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
                                  นักวิชาการด้านนิติศาสตร์และทนายความ
                                             โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ
สำเนาถึง:
๑) นายกรัฐมนตรี
๒) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๓) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
๔) ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 ดาวน์โหลดไฟล์จดหมาย

2551-12-26-legalopiniononr2health-muedacase_final

อ่านเรื่องของมึดา อดีตเด็กไร้สัญชาติ นักสู้ตัวน้อยแห่งบ้านท่าเรือ
http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=945

ธันวาคม 26, 2008 - Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย

ยังไม่มีความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: