Stateless Watch’s Weblog

โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

จากแม่อาย…ถึงอันดามัน ตอน “ถึงเวลาเริ่มนับหนึ่ง กับ กฎหมายว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยให้คนไทยพลัดถิ่น”

จากแม่อาย…ถึงอันดามัน

ตอน ถึงเวลาเริ่มนับหนึ่ง กับ กฎหมายว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยให้คนไทยพลัดถิ่น

ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

_______________________________________________________________

(ภาพ มูลนิธิกระจกเงา)

2004-3-28-lisu-festival-in-doi-chang-239จากแม่อาย….

…………เกือบ7 ปี ที่แล้ว ชาวแม่อาย  1,243 คน ต้องเผชิญกับ “โศก นาฏกรรม” ครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อถูกอำเภอ แม่อายถอนชื่อออกจากทะเบียนราษฎร(ท.ร.14) ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2545 โดยให้เหตุผลว่า คนเหล่านี้เป็นคนต่างด้าว และมีการทุจริตในการออกบัตรประจำตัวประชาชน ต้องเปลี่ยนสถานะจาก คนสัญชาติไทยสู่ คนต่างด้าว และสิ่งที่ตามมาจากนั้นคือความยากลำบากต่างๆที่ประเดประดังเข้ามาสู่เงื่อนไขของแต่ละชีวิต

8 กันยายน พ.ศ.2548 เสียงเพลงชาติไทยและเพลงสรรเสริญพระบารมี ดังกระหึ่มก้อง เมื่อศาลปกครองสุงสุดได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนประกาศอำเภอแม่อาย นั่นคือให้เพิ่มชื่อของทั้งหมดกลับเข้าสู่ ท.ร.14 คือเป็นผู้มีสัญชาติไทยจนกว่าอำเภอแม่อายจะสามารถพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น แต่หนทางกลับคืนสู่ความเป็นไทยนั้นก็ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิดและควรจะเป็น เพราะทางอำเภอได้ผลักภาระการพิสูจน์สัญชาติไปให้ชาวบ้านที่ต้องทุกข์จากการเสียสิทธิในสัญชาติไทยไปแล้วกว่า 3 ปี ต้องทุกข์เพิ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง รวมถึงปัญหาอื่นๆโดยเฉพาะการทวงถามถึงสิทธิที่หล่นหายไป ที่ยังต้องใช้ระยะเวลาและต้องออกแรงกันอีกครั้ง ไปจนถึงกระบวนการเยียวยาต่างๆที่เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยกว่ากัน

ปี 2551การต่อสู้ครั้งใหม่ของชาวบ้านแม่อายจึงได้เกิดขึ้นอีกครั้ง ในรูปแบบ ห้องเรียนการจัดการปัญหาสิทธิในสถานะบุคคลของคนไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย”(1) เพื่อหว่านกล้าเมล็ดพันธุ์แห่งความเข้มแข็งให้กับเยาวชนที่เป็นผู้มีปัญหา ไปสู่ผู้รู้ปัญหา และใช้สองมือน้อยๆนั้นพยุงตนเองและคนรอบข้างสู่ทางออก

และเพื่อสร้างต้นแบบในการแก้ไขปัญหาที่ใช้ชุมชนแม่อายเป็นต้นแบบ เรียกสั้นๆว่า ห้าคูณหก (5 x 6) โดย ห้า นั้นหมายถึง การจำแนกประชากรที่มีปัญหาสถานะบุคคลในประเทศไทยออกเป็น 5 กลุ่ม โดยใช้กฎหมายการทะเบียนราษฎร ทั้งนี้เพื่อที่จะคูณ หก อันหมายถึง 6 แนวคิดในการจัดการปัญหาให้คลี่คลาย กล่าวคือ คิดวิธีการที่จะทำให้ “คนที่มีปัญหาสถานะบุคคล” เป็น “คนไม่มีปัญหาสถานะบุคคล” หรือ วิธีการที่ทำให้ “คนไร้รัฐ” เป็น “คนมีรัฐ” หรือวิธีการที่ทำให้ “คนไร้สัญชาติ” เป็น “คนมีสัญชาติ” หรือวิธีการที่ทำให้ “คนที่ผิดกฎหมายคนเข้าเมือง” เป็น “คนที่ถูกกฎหมายคนเข้าเมือง” (2)

 


…ถึงอันดามัน…..เdsc01121…………ห่างลงไปร่วม 1,500 กิโลเมตร การพลิกฟื้นชุมชน และจิตใจของผู้คนในแถบอันดามัน ซึ่งได้รับผลกระทบจากพิบัติภัยครั้งยิ่งใหญ่ในนาม สึนามิ เดินหน้ามาอย่างต่อเนื่องนั้น ร่อยรอยหนึ่งที่ปรากฎขึ้นและยังรอการเยียวยาแก้ไขคือ การปรากฏตัวขึ้นของ คนไร้รัฐ/ไร้สัญชาติ ซึ่งพบว่ามีทั้ง คนสัญชาติไทยที่ตกหล่นทางทะเบียนราษฎร  คนเชื้อสายไทยจากประเทศพม่าคนเล(มอแกน มอเกล็น อุลักลาโว้ย) คนกะเหรี่ยง  คนต่างด้าว(พม่า ลาว มอญ)  ไปจนถึงคนที่สืบค้นรากเหง้าตัวเองไม่ได้ ซึ่งทั้งหลายเหล่านี้มีมาก่อนเหตุการณ์คลื่นสึนามิ เพียงแต่เหตุการณ์นี้ได้ทำให้พวกเขาถูกมองเห็น

อย่างไรก็ตามความพยายามในการแก้ไขปัญหา คนไร้รัฐ/ไร้สัญชาติในพื้นที่อันดามันนั้น ก็มีมาโดยตลอด ทั้งจากนักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชนซึ่งมีเพิ่มมากขึ้นหลังเหตุการณ์สึนามิ ไปจนถึงเจ้าของปัญหาเอง และเครือข่ายของผู้ประสบปัญหาเอง แต่ปัญหาก็ยังไม่คลี่คลายไปเท่าที่ควร

ในขณะเดียวกันคณะทำงาน(3) ซึ่งได้รับรู้สภาพปัญหาพื้นที่อันดามันจากการลงพื้นที่และการทำงานร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ จึงเห็นว่า ต้นแบบ ที่ถักทอขึ้นที่แม่อายนั้น ควรเดินทางมา สู่อันดามัน เพื่อเป็นบททดสอบของต้นแบบและพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาในพื้นที่ต่อไป ก่อเกิด โครงการขยายองค์ความรู้แม่อายสู่อันดามันเพื่อการจัดการปัญหาสิทธิในสถานะบุคคลของคนไร้รัฐไร้สัญชาติในพื้นที่อันดามัน

อันประกอบไปด้วยกิจกรรม หนึ่ง- การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ : การจำแนกบุคคลที่มีปัญหาสิทธิในสถานะบุคคล สอง-การติดตามความคืบหน้ากรณีศึกษาตัวอย่างจากโครงการวิจัยเพื่อสำรวจสถานการณ์และศึกษาความเป็นไปได้ในการขจัดปัญหาการจดทะเบียนการเกิดและปัญหาสถานะบุคคลตามกฎหมายของประชาชนในพื้นที่ประสบภัยสึนามิสามการเยี่ยมเชิงกัลยาณมิตรกับเครือข่ายการทำงานในพื้นที่ภาคใต้ (อันดามัน) สี่เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการจัดการปัญหา (Forum for Cases Solution)” และสุดท้าย การจัดทำหนังสือ (Pocket Book)” และ การจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน (Manual)”

 


ถึงเวลาเริ่มนับหนึ่ง กับ กฎหมายว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยให้คนไทยพลัดถิ่น

คนที่มีความสำนึกว่าตนเองเป็นคนไทย เช่น คนไทยพลัดถิ่น จะมีความรู้สึกเจ็บปวดใจมาก เมื่อถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชนจากการไม่มีสถานะบุคคลในประเทศไทย เพราะรู้สึกเหมือนลูกที่พ่อแม่ไม่ยอมรับ และต้องตกระกำลำบากไร้ที่พึ่ง

สถานการณ์ด้านข้อเท็จจริง ข้อ 5 เกี่ยวกับสถานะและสิทธิของประชาชนในพื้นที่ประสบภัยสึนามิ ที่สังคมควรรับรู้ (4)

 

คนไทยพลัดถิ่น หรือ คนไทยถิ่นพลัด หรือที่ทางราชการเรียกว่า ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทย คือกลุ่มคนเชื้อสายไทยที่ติดไปกับดินแดนที่เสียให้กับอังกฤษ ได้แก่ พื้นที่เมืองทวาย มะริด และตะนาวศรี หรือกลุ่มคนไทยที่เข้าไปทำมาหากินในพม่าและได้หลบหนีกลับเข้ามาในประเทศไทยในช่วงเวลาต่างๆนับตั้งแต่ยุคการปราบปรามชนกลุ่มน้อยของรัฐบาลพม่า เรื่อยมาจนปัจจุบัน ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดตาก ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง และพังงา ในปัจจุบัน

การแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของคนไทยพลัดถิ่นที่ผ่านมา คือให้แปลงสัญชาติไทยแก่ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทย ที่ได้รับการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติไว้แล้ว จำนวน 7,849 คน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดตาก ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง เป็นกรณีพิเศษ ตามมติครม. 27 พฤษภาคม 2540

แม้ว่าจะมีคนไทยพลัดถิ่นในหลายพื้นที่ยินยอมในแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ก็ได้รับการปฏิเสธอย่างแข็งขันจาก โครงการการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทย จ.ระนอง ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์เนื่องจาก การแปลงสัญชาตินั้นเท่ากับเป็นการยอมรับว่าตนมีสัญชาติพม่าหรือไม่มีสัญชาติไทยมาก่อน และยังถูกจำกัดสิทธิหลายประการ นอกจากนี้ยังมีคนไทยพลัดถิ่นจำนวนมากที่เดินทางเข้ามาอาศัยและได้สร้างครอบครัวมีลูกหลานมากมายในประเทศไทยภายหลังจากการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติ จนมีการรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องความมีสัญชาติไทยแต่บรรพบุรุษ โดยการขอ คืนสัญชาติไทย

ดังนั้นจึงเกิดเป็นแนวคิดในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ในการจัดการปัญหาสถานะบุคคลสำหรับคนไทยพลัดถิ่นโดยพัฒนาจากองค์ความรู้เก่าที่หลายๆ ฝ่ายได้ทำการศึกษาวิจัยมาตลอด ประกอบกับยุทธศาสตร์จัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2548 เองก็ให้ความสำคัญกับคนเชื้อสายไทยกลุ่มนี้ รวมทั้งความเห็นของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขการไร้สถานะทางกฎหมายและสิทธิของบุคคลในประเทศไทย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่เห็นควรมีการยกร่างพระราชบัญญัติเพื่อคืนสัญชาติให้แก่คนไทยพลัดถิ่น

โครงการขยายองค์ความรู้แม่อายสู่อันดามันฯ ภายใต้กิจกรรมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการจัดการปัญหา (Forum for Cases Solution)” จึงกำหนดจัดเวทีสัมมนาทางวิชาการเพื่อการสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกันจากหลายๆ ภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น ภาควิชาการ ภาคการเมือง ภาคราชการ ภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาคสื่อมวลชน เป็นต้น เพื่อเป็นจุดเริ่มอันจะนำไปสู่แนวทางในการแก้ไขปัญหาของ “คนไทยถิ่นพลัด” ต่อไป

___________________________________________________________

อ้างอิง

[1] ห้องเรียนในการจัดการปัญหาสิทธิในสถานะบุคคลของคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ภายใต้โครงการต่อยอดคลินิกกฎหมายชาวบ้าน (ด้านสถานะและสิทธิของบุคคล) อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ จัดการโครงการ โดย อาจารย์วรรณทนี รุ่งเรืองสภากุล และ อาจารย์สิทธิพร ภู่นริศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ และ สนับสนุนโครงการ โดย ยูนิเซฟ ประเทศไทย

[2] อ่าน  ห้าคูณหก : สูตรคูณความคิดและปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาสถานะบุคคลตามกฎหมายไทยตอนที่หนึ่ง – ห้าคือใคร ? โดย นางสาวดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล วันที่ 26ธันวาคม พ.ศ.2551           http://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t=1&s_id=435&d_id=434

[3] คณะทำงาน(เป็นหนึ่งในทีมงานในการจัดห้องเรียนแม่อาย)ได้แก่ นางสาวบงกช นภาอัมพร นางสาวอัจฉรา สุทธิสุนทรินทร์  นางสาวกิติวรญา รัตนมณี  ที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการ  ได้แก่ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร      คณะนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นางสาวดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ  นางสาววรรณทนี รุ่งเรืองสภากุล   คณะนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยพายัพ  นางสาวสรินยา กิจประยูร    มูลนิธิดวงใจพ่อ และนายชุติ งามอุรุเลิศสำนักงานกฎหมายธรรมสติ  สนับสนุนงบประมาณ  โดย มูลนิธิเอเชีย

[4] ภายใต้โครงการศึกษาวิจัยเพื่อสำรวจสถานการณ์และศึกษาความเป็นไปได้ในการขจัดปัญหาการจดทะเบียนการเกิดและปัญหาสถานะบุคคลของประชาชนในพื้นที่ประสบภัยสึนามิ  ภายใต้การกำกับดูแลโดย มูลนิธิพัฒนาการคุ้มครองเด็ก (FACE) และสนับสนุนการวิจัยโดย องค์การแพลน ประเทศไทย (PLAN)

[5] อ่าน คืนสัญชาติไทยแก่คนพลัดถิ่นเชื้อสายไทย : จากนโยบายของฝ่ายบริหารของรัฐไทยและข้อเสนอของประชาสังคม สู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อ พ.ศ.2550 โดย นายวีนัส  สีสุข บทนำเวทีระดมสมองเพื่อยกร่างกฎหมายว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยให้แก่คนพลัดถิ่นเชื้อสายไทย วันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2552 http://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t=1&s_id=441&d_id=440

 

 

 

 

 

dsc01204

เวทีสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “ถึงเวลาเริ่มนับหนึ่ง กับ กฎหมายว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยให้คนไทยพลัดถิ่น”(5)

ในวันศุกร์ที่  30 มกราคม  2552 ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ท่าพระจันทร์)

กำหนดการ

08.30 – 09.00

09.00 – 09.10

ลงทะเบียนและรับเอกสารประกอบการสัมมนา

กล่าวต้อนรับ

โดย  คุณสิทธิพงษ์ จันทรวิโรจน์ (รอการยืนยัน)
อดีตที่ปรึกษาด้านกฎหมายศูนย์ช่วยเหลือสิทธิและกฎหมายแก่ผู้ประสบภัยสึนามิ มูลนิธิเอเชีย

09.10 – 09.25

กล่าวเปิดการสัมมนา

โดย  คุณวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (รอการยืนยัน)
อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

ช่วงที่ 1

09.25 – 09.45

“ความเป็นมาของร่างกฎหมายว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยแก่กลุ่มคนไทยพลัดถิ่น”

โดย  อาจารย์วีนัส สีสุข

อดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สัญชาติ(ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

ช่วงที่ 2

09.45 – 10.15

 

ร่างกฎหมายว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยแก่กลุ่มคนไทยพลัดถิ่น: ความเป็นไปได้ในกระบวนการนิติบัญญัติของไทย

โดย  รศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ
รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

10.15 – 10.45

ร่างกฎหมายว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยแก่กลุ่มคนไทยพลัดถิ่น: หน้าที่ของรัฐไทยภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศ”

โดย  รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร
รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชากฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ช่วงที่ 3

10.45 – 11.15

“ข้อสนับสนุนทางวิชาการด้านมนุษยวิทยา: อย่างไรที่เรียกว่า ไทยพลัดถิ่น

โดย อาจารย์ ดร.ฐิรวุฒิ เสนาคำ
มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

11.15 – 11.45

ปากคำคนไทยพลัดถิ่น: จะรู้ได้อย่างไรว่าใคร คือ ไทยพลัดถิ่น??

โดย คุณรสิตา ซุยยัง

ตัวแทนคนไทยพลัดถิ่นจาก จ.มะริด ประเทศพม่า

11.45 – 12.30

เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ดำเนินการ โดย คุณสรินยา กิจประยูร

12.30 – 13.30

ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน

13.30 – 14.15

สรุปการสัมมนา

โดย  รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร
รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชากฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

14.15 – 14.30

กล่าวปิดการสัมมนา

โดย   ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ (รอการยืนยัน)
คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Advertisements

มกราคม 28, 2009 Posted by | ข้อมูลกฎหมายใหม่ | ใส่ความเห็น

ข้อเสนอต่อการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากลุ่มโรฮิงยาโดยใช้อำนาจตาม ม.๕๔ แห่งกฎหมายคนเข้าเมือง

ข้อเสนอ

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประเทศไทยเราเผชิญกับการเข้าเมืองผิดกฎหมายของผู้หนีภัยความตาย

ขอให้กำลังใจรัฐบาลในการคงรักษาไว้ซึ่งหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่ามนุษยธรรม

ที่จะไม่ผลักดันบุคคลออกไปสู่ความตาย

โดยใช้อำนาจตาม ม.๕๔ แห่งกฎหมายคนเข้าเมือง ในการจัดการปัญหาเฉพาะหน้า

กรณีผู้หนีภัยความตายกลุ่มโรฮิงยา

โดย คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ

แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น  สภาทนายความ

๒๘ มกราคม ๒๕๕๒

_____________________________________________________________________

…………จากการที่สื่อมวลชนได้เผยแพร่ข่าวการดำเนินการของรัฐบาลไทยในการดำเนินการกับผู้หนีภัยความตายกลุ่มโรฮิงยา จนนำไปสู่การตั้งข้อสังเกตและตั้งคำถามต่อรัฐบาลไทยถึงการละเมิดหลักนิติรัฐ หลักสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี รวมถึงศักดิ์ศรึความเป็นมนุษย์ และล่าสุดสื่อมวลชนได้เผยแพร่ข่าวว่า รัฐบาลไทย โดยอัยการจังหวัดระนองจะนำตัวกลุ่มโรฮิงยาที่ตกค้างอยู่ในประเทศไทยส่งฟ้องต่อศาลจังหวัดระนองในข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย เพื่อการผลักดันออกนอกประเทศต่อไป

…………คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ มึความเข้าใจในการกระทำของรัฐบาลไทยที่จำต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่กำหนดไว้

…………อย่างไรก็ดี คณะอนุกรรมการฯ สภาทนายความขอย้ำเตือนรัฐบาลไทยด้วยว่า รัฐบาลไทยและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติและคำนึงถึงหลักสิทธิการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ โดยจัดให้มีทนายความ ล่าม การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีที่เป็นธรรม และยึดหลักสิทธิมนุษยนชน

…………เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติและคำนึงถึงหลักสิทธิการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม มิใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลไทยเผชิญกับปัญหาการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายของคนหนีภัยความตาย ไม่ว่าจะเป็นกรณีของการจัดการกับกลุ่มผู้หนีภัยความตาย กรณีกลุ่มจีนฮ่ออิสระ จีนก๊กมินตั๋ง กลุ่มคนลาว เวียดนาม หรือกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากสงครามอินโดจีน ฯลฯ ซึ่งมีข้อเท็จจริงที่ว่าคนกลุ่มนี้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฎหมาย แต่ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งที่รัฐบาลไทยตระหนักถึงด้วยเช่นกันก็คือ การส่งคนกลุ่มนี้ออกนอกราชอาณาจักร ย่อมเป็นการขัดต่อหลักการไม่ส่งกลับหากบุคคลนั้นจะเผชิญกับความเสี่ยงต่อชีวิตและร่างกาย (Non-Refoulement) ซึ่งผูกพันรัฐไทยในฐานะกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ และรัฐบาลไทยก็ไม่ดำเนินการเช่นนั้น

…………นี้ ล้วนเป็นประวัติศาสตร์ที่ย้ำเตือนว่า รัฐไทยได้ดำเนินนโยบายและใช้กฎหมาย โดยยึดมั่นใจการเคารพในสิทธิเสรีภาพในชีวิตของบุคคล ตามหลักกฎหมาย หลักมนุษยธรรม หลักสิทธิมนุษยชน มาโดยตลอด

…………ประเทศไทยในระบบกฎหมายทวินิยม ได้ยอมรับหลักกฎหมายมนุษยธรรมซึ่งเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ มาจนถึงวันที่รัฐบาลประกาศรับปฏิญญาสากลสิทธิมนุษยชนในปี ๒๔๙๑ จวบจนทุกวันนี้ที่ประเทศไทยยอมรับกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญาระหว่างประเทศหลายฉบับ

………..ต่อกรณีของกลุ่มผู้หนีภัยความตายจากโรฮิงยา คณะอนุกรรมการฯ สภาทนายความขอให้กำลังใจที่รัฐบาลจะยังคงรักษาไว้ซึ่งหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่ามนุษยธรรมที่จะไม่ผลักดันบุคคลออกไปสู่ความตายดังเช่นที่เคยปฏิบัติมา โดยช่องทางหนึ่งที่รัฐบาลไทยสามารถดำเนินการได้ ทั้งยังเป็นอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายรับรองก็คือ การใช้มาตรา ๕๔ แห่งพ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ โดยการผ่อนผันให้กลุ่มโรฮิงยาอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ในระหว่างรอการส่งกลับ และเพื่อให้กลไกตามมาตรา ๕๔ เกิดประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ ควรมีการกำหนดให้ประชาสังคมโดยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการร่วมรับผิดชอบกับรัฐบาลไทยในสถานการณ์ยากลำบากที่กำลังเกิดขึ้น โดยคณะอนุกรรมการฯสภาทนายความพร้อมและยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งของประชาสังคมที่อาจจะเกิดขึ้น

_________________________________________________________

รายละเอียดเพิ่มเติม

สุรพงษ์ กองจันทึก รองประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติฯสภาทนายความ

โทรศัพท์ ๐๘๑ -๖๔๒๔๐๐๖

ดาวน์โหลดไฟล์ 2552-1-statementonrohingya_final_

มกราคม 28, 2009 Posted by | โรฮิงญา | ใส่ความเห็น

ผ่าขบวนค้ามนุษย์”โรฮิงญา” ฉีกหน้าภาพลักษณ์”ไทย”

ผ่าขบวนค้ามนุษย์”โรฮิงญา” ฉีกหน้าภาพลักษณ์”ไทย”

โดย ทีมข่าวภูมิภาค

วันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11280 มติชนรายวัน_________________________________________________________________


” โรฮิงญา” กลายเป็นประเด็นร้อนทันควัน เมื่อสำนักข่าวบีบีซีแห่งอังกฤษกล่าวหาทหารไทยผลักไสไล่ส่งชนกลุ่มน้อยโรฮิ งญาที่หลบหนีภัยมืดจากประเทศพม่าและค่ายอพยพในบังกลาเทศโดยบังคับให้ชาวโรฮิ งญาขึ้นเรือไร้เครื่องยนต์และผลักดันพ้นชายฝั่งประเทศไทย

“Subir Bhaumik” นักข่าวบีบีซีประจำกรุงกัลกัตตา ประเทศบังกลาเทศ พาดหัวข่าวระบุ “คนไทยทิ้งมนุษย์เรือตายคาทะเล”

…………คน ไทยที่ว่าหมายถึงทหารเรือไทยซึ่งนักข่าวบีบีซีคนดังกล่าวบรรยายให้เห็นว่ามี พฤติกรรมโหด เพราะมัดมือพวกโรฮิงญาก่อนผลักขึ้นเรือโดยให้อาหารและน้ำประทังหิวแค่เล็ก น้อย

…………บีบีซีระบุอีกว่า ชาวโรฮิงญาหนีตายจากพม่านับพันเผชิญกับชะตากรรมกลางทะเลลึก ราว 500 คน รอดชีวิตจากคลื่นลมอันเชี่ยวกราก แต่อีกหลายร้อยคนยังไม่รู้อยู่ที่ไหน รอดหรือตาย รายงานข่าวบีบีซีส่งผลสะเทือนในระดับกว้าง

…………องค์กร สิทธิมนุษยชนเรียกร้องให้ฝ่ายไทยตรวจสอบเรื่องนี้ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอชซีอาร์ ต้องการขอพบชาวโรฮิงญาที่ทางการไทยควบคุมตัวไว้

…………ต่อมาฝ่ายไทยออกตอบ โต้ “บีบีซี” โดยระบุเป็นการประโคมข่าว “เว่อร์” เกินเหตุ ยืนยันทหารไทยไม่มีพฤติกรรมโหดร้ายดังที่ปรากฏ ในทางตรงกันข้าม เจ้าหน้าที่ของไทยดูแลเรื่องอาหารและน้ำดื่มเป็นอย่างดี

…………ขณะที่ควบ คุมตัวไม่ได้มัดมือมัดเท้าตามที่เป็นข่าว และเมื่อส่งกลับออกไปทางทะเลก็ซ่อมแซมเรือให้ พร้อมรวบรวมเงินซื้อเสบียงอาหาร น้ำดื่ม ให้ติดตัวกลับไปด้วย

…………แต่ เสียงตอบโต้ของฝ่ายไทยนั้นค่อนข้างจะมีน้ำหนักเบาและเชื่องช้า เพราะสื่อมวลชนใหญ่ๆ พากันหยิบข่าวบีบีซีมาขยายผลฉีกหน้ารัฐบาลไทยอยู่หลายวันกว่าหน่วยงานฝ่าย ไทยจะตั้งหลักชี้แจงข้อเท็จจริงและเรียกประชุมฝ่ายความมั่นคงเพื่อหารือถึง ปัญหาที่เกิดขึ้น

…………ความจริงชาวโรฮิงญาอพยพหนีตายไม่ใช่เรื่องใหม่ หากเกิดขึ้นมานานแล้วตั้งแต่รัฐบาลทหารพม่าใช้มาตรการต่างๆ กีดกันไม่ให้ชาวโรฮิงญาเป็นส่วนหนึ่งของพม่า ทำให้ชาวโรฮิงญาหนีภัยมืดออกจากแผ่นดินพม่าไปยังชายแดนประเทศเพื่อนบ้านนั่น คือบังกลาเทศ

…………แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ปัญหามนุษย์เรือ “โรฮิงญา” หนีเข้าไทยเพิ่งปรากฏขึ้นเด่นชัด

…………มีบันทึกสถิติจับกุมในปี 2549 ว่า เจ้าหน้าที่ จ.ระนอง จับกุมชาวโรฮิงญาจำนวน 1,225 คน ปี 2550 จับกุม 2,763 คน ปี 2551 จับกุม 4,886 คน

…………สถิติ ดังกล่าวเห็นได้ชัดว่า ชาวโรฮิงญาหนีตายจากพม่าเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในปี 2551 จับกุม 4,886 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2550 คิดเป็น 77% ชาวโรฮิงญาที่ถูกจับทั้งหมดเป็นชายล้วน อยู่ในวัยฉกรรจ์อายุระหว่าง 16-50 ปี

…………ส่วน ที่เล็ดลอดหลบหนีเงื้อมมือของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยเข้ามาซุกซ่อนและทำงานนั้น ไม่มีรายงานแน่ชัดว่ามีจำนวนเท่าใดกันแน่ แต่ล่าสุดชาวโรฮิงญาถึงกับรวมตัวตั้งเป็นชมรมเย้ยเจ้าหน้าที่ไทย

…………หน่วย งานด้านความมั่นคงใน จ.ระนอง ระบุว่า กลุ่มขบวนการค้ามนุษย์ทั้งในและต่างประเทศเป็นผู้สนับสนุนและแสวงหาผล ประโยชน์กับการหลบหนีเข้าเมืองของชาวโรฮิงญา โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม

…………1. กลุ่มขบวนการค้ามนุษย์ ที่มีการติดต่อเชื่อมโยงตั้งแต่ก่อนการหลบหนีเข้าเมือง โดยได้ประสานข้อมูลและนัดหมายก่อนการเดินทางออกจากรัฐอาระกัน วางระบบในการสื่อสาร การให้ความช่วยเหลือระหว่างการเดินทาง นัดหมายกำหนดจุดนัดพบภายหลังเดินทางหลบหนีเข้ามายังจังหวัดระนองได้แล้ว และจะนำพม่าไปสู่พื้นที่ตอนในหรือประเทศที่สามต่อไป

…………2.กลุ่มขบวนการ ค้ามนุษย์เกิดขึ้นภายหลังการหลบหนีเข้าเมืองมาแล้ว และถูกจับกุม ฝ่ายไทยผลักดันออกไปตามกระบวนการของด่านตรวจคนเข้าเมือง

เมื่อชาวโร ฮิงญาถูกผลักดันพ้นแนวชายแดนไทย จะไปรวมตัวกันตามเกาะแก่งหรือรอยต่อชายแดน ต่อจากนั้นจะมีกลุ่มการค้ามนุษย์ในพื้นที่ช่วยเหลือลักลอบนำพาเข้ามาในราช อาณาจักรอีกครั้ง ก่อนจะนำพาไปสู่พื้นที่ตอนในหรือประเทศที่สามต่อไป

…………3. กลุ่มเครือญาติที่เดินทางหลบหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานแล้ว มีทั้งที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดระนอง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และกรุงเทพฯ

…………การเดินทางหลบหนีของชาวโรฮิงญา เริ่มอพยพเข้ามาตั้งแต่ปลายฤดูมรสุมของทะเลอันดามัน ในปลายเดือนตุลาคม จนถึงเดือนพฤษภาคม เนื่องจากคลื่นลมเริ่มสงบ ใช้เรือประมงขนาดเล็กที่อยู่ในสภาพชำรุดเป็นพาหนะ เรือแต่ละลำบรรทุกได้ตั้งแต่ 40-90 คน

…………ระยะทางจากรัฐอาระกันถึง จ.ระนอง ประมาณ 780 ไมล์ทะเล  เรือ ของชาวโรฮิงญาไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะเดินทางมาถึงประเทศไทยอย่างแน่นอน ซึ่งสอดรับกับข้อสันนิษฐานของฝ่ายความมั่นคงว่า ขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติใช้โรฮิงญาเป็นสินค้าด้วยการเตรียมแผนอพยพโดยใช้ เรือเป็นพาหนะ

…………ขบวนการนี้มีนายหน้าเป็นชาวไทยมุสลิม ไทยพุทธ พม่ามุสลิม โรฮิงญามุสลิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ จ.ระนอง เป็นตัวกลางประสานงาน เชื่อมโยงกับนายหน้าที่อยู่ใน อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กลุ่มนายหน้าประเทศมาเลเซีย บังกลาเทศ และพม่า

…………มาเลเซียกำหนดค่าตัวโรฮิงญาแต่ละคนสูงถึง 50,000-80,000 บาท ค่าตัวครึ่งหนึ่งเป็นของนายหน้า อีกครึ่งหนึ่งเป็นของโรฮิงญา

…………ใน ปีนี้ตลาดแรงงานมีความต้องการ “โรฮิงญา” อายุเฉลี่ย 12-25 ปี มากที่สุด โดยเฉพาะบางประเทศในแถบตะวันออกกลาง ต้องการชายชาวโรฮิงญาไปฝึกทหารบ้าง ฝึกการใช้เทคโนโลยีให้ไปทำงานอยู่ตามโรงงานผลิตสินค้าเลียนแบบชั้นนำ

…………เครือข่ายค้ามนุษย์ติดต่อประสานงานแจ้งใบสั่งจำนวนคนที่ต้องการล่วงหน้า จากนั้นนายหน้าในบังกลาเทศและพม่า จะเป็นผู้รวบรวมคนตามใบสั่ง

…………ชาวโรฮิงญาที่ต้องการอพยพออกนอกประเทศพม่าต้องจ่ายเงินค่าเดินทางคนละ 30,000-100,000 จ๊าด หรือ 3,000-10,000 บาท

…………เมื่อรวบรวมคนได้แล้วนายหน้าจัดซื้อเรือไม้เก่าๆ ให้ลำละ 800,000-1,200,000 จ๊าด พร้อมเครื่องยนต์เรือ น้ำมันเชื้อเพลิง อาหารและน้ำดื่ม ใช้สำหรับการเดินทาง 10-15 วัน

…………จุดเริ่มออกเดินทางมี 2 จุดหลัก อ.เตคเมฟ เมืองจิตตะกอง ประเทศบังกลาเทศ และเมืองเหม่าดอร์ ประเทศพม่า มนุษย์เรือโรฮิงญาออกเดินทางในเวลากลางคืน ใช้เข็มทิศในการเดินทาง

…………แบ่ง การเดินทางเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกมุ่งหน้าไปยังเกาะนิโคบาร์ ประเทศอินเดีย เมื่อถึงเกาะนิโคบาร์แล้วจะจับเข็มทิศอีกครั้งหนึ่งโดยมุ่งหน้ามายังน่านน้ำ ของไทย ฝั่ง จ.พังงา และ จ.ระนอง

…………มื่อมาถึงใกล้ฝั่งน่านน้ำของไทยแล้วจะทุบทำลายเครื่องเรือและเรือ ยินยอมให้เจ้าหน้าที่จับกุมแต่โดยดี

…………ระหว่างการจับกุมแต่ละครั้งเจ้าหน้าที่ตรวจค้นตามตะเข็บเสื้อผ้าของมนุษย์เรือเหล่านี้จะมีเบอร์โทรศัพท์มือถือซุกซ่อนไว้ บางคนลงทุนสักยันต์ตามร่างกายเป็นภาษาอาระกัน เมื่อถอดคำออกพบว่าเป็นหมายเลขโทรศัพท์เช่นกัน

…………เดิมทีหน่วยงานต่างๆ จับกุมชาวโรฮิงญาได้แล้วส่งให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ผลักดันออกนอกประเทศผ่านทางเรือ

…………กลุ่ม นายหน้าไปคอยดักรอที่จุดหมายเมื่อเรือของเจ้าหน้าที่กลับ กลุ่มนายหน้าจะส่งคนไปรับชาวโรฮิงญาส่งไปยังปลายทางตามใบสั่ง เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ประเทศแถบตะวันออกกลาง

…………กระทั่งเมื่อไม่นานมา นี้ กระบวนการทำงานจับกุมและผลักดันชาวโรฮิงญาพ้นจากแผ่นดินไทยแตกต่างจากปี อื่นๆ กำหนดให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนแยก 1 เป็นเจ้าภาพหลัก

…………ทุกครั้งที่จับกุมชาวโรฮิงญาได้แล้วไม่ว่าหน่วยงานใดจะส่งตัวให้ กอ.รมน.ไปควบคุมดูแล

จากนั้นจะผลักดันออกทางทะเลอันดามันโดยลากจูงเรือไปส่งไกลน่านน้ำสากล ห่างจากหมู่เกาะสุรินทร์หลายสิบไมล์ การเปลี่ยนวิธีการดังกล่าวนี้ นายหน้าต้องใช้ต้นทุนสูงหากต้องการส่งเรือไปรับชาวโรฮิงญา

…………ว่า กันว่า นายหน้าค้ามนุษย์ในประเทศมาเลเซียเป็นหุ้นส่วนใหญ่ที่สุด จึงไม่พอใจรัฐบาลไทยเปลี่ยนวิธีการขับ “โรฮิงญา” นำเรื่องไปร้องเรียนหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนกล่าวหาว่าประเทศไทยละเมิด สิทธิมนุษยชนชาวโรฮิงญา

…………ก่อนหน้านี้ผู้ปฏิบัติในระดับพื้นที่ จ.ระนอง มองเห็นการอพยพของมนุษย์เรือโรฮิงญาที่เพิ่มขึ้นอย่างตกใจ เชื่อว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน จึงเสนอปัญหาไปยังหน่วยงานด้านความมั่นคงที่ส่วนกลางในระดับนโยบายหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับความสนใจมากนัก

…………หากเปรียบเทียบปัญหา “โรฮิงญา” กับกรณีการขนแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าขึ้นรถห้องเย็นบรรทุกปลาอัดแน่นกัน ถึง 120 คน จนขาดอากาศหายใจเสียชีวิตอย่างทุรนทุรายไปถึง 54 ศพ เมื่อกลางดึกวันที่ 9 เมษายน 2551 ที่ จ.ระนอง ถือได้ว่าเป็นพฤติกรรมค้ามนุษย์ที่คล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง

…………ฉะนั้น หากรัฐบาลยังไม่มีมาตรการหรือนโยบายอะไรที่ชัดเจนออกมาเพื่อสะสางปัญหาการ ค้ามนุษย์ให้ชัดเจน ภาพพจน์ประเทศไทยจะเสื่อมเสียในสายตาชาวโลกต่อไปไม่สิ้นสุด

หน้า 9

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pro30270152&sectionid=0112&day=2009-01-27

มกราคม 28, 2009 Posted by | โรฮิงญา | ใส่ความเห็น

กรณี Rohing ya : ปัญหาความปัญหาความมั่นคง สิทธิมนุษยชน หรือกฎหมายทะเล(องค์ความรู้ในการจัดการ)

กรณี Rohing ya : ปัญหาความมั่นคง สิทธิมนุษยชน หรือกฎหมายทะเล

รศ.ดร.พิพัฒน์ ตั้งสืบกุล ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายทะเลแห่งเอเชียอาคเนย์ (SEAPOL)

กรุงเทพธุกิจ ทัศนวิจารณ์ นอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552

________________________________________________________

…………กรณีที่มีการกล่าวหาว่า ทหารเรือไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของชาวโรฮินญ่า (Rohing ya) จำนวนนับร้อยกลางทะเล อันเนื่องมาจากเรือชาวโรฮินญ่าถูกเรือรบไทยลากออกไปปล่อยกลางทะเล โดยให้อาหารและน้ำดื่มไม่เพียงพอนั้น ขณะนี้ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรยังไม่มีการยืนยัน แต่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับคดีความนี้ ต้องเข้าใจปัญหาข้อเท็จจริงว่า ผู้อพยพ (Refugee) ทางเรือ หรือ Boat People นั้น เป็นมิติทางการเมืองใหม่ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐชายฝั่ง และสิทธิมนุษยชนของผู้คนที่ต้องการลี้ภัยจากภัยการเมือง หรือภัยแห่งความอดอยาก

…………เริ่มจากฝูงชนชาวเวียดนามที่ต้องหนีตายจาก ประเทศของตนโดยทางทะเล ซึ่งก็มักจะถูกปล้น ฆ่าทิ้งลงทะเล และที่แน่ๆ ก็คือ ถูกลากจูงออกไปโดยให้อาหารและน้ำดื่ม หรือถูกลากจูงไปปล่อยเกาะ ทั้งนี้ เพราะรัฐชายฝั่งต่างๆ ในภูมิภาคต่างไม่ต้องการรับชาวอพยพ ซึ่งมีจำนวนนับล้านๆ คน จะมีก็แต่ประเทศไทยเพราะตั้งอยู่ด่านแรก หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าชาวอินโดจีนหรือชาวพม่า ก็จำต้องผ่านเข้าไทย ไม่ว่าจะเป็นทางบกหรือทางทะเลไทย ในระยะหลังการอพยพทางเรือโดยทางทะเลนั้นเป็นเรื่องหนีความอดอยากมากกว่าการ เมือง ความแตกต่าง คือ การอพยพลี้ภัยการเมืองนั้นยุติลงได้ เมื่อการเมืองประเทศนั้นๆ สงบลงเช่นกรณีเวียดนาม ในขณะที่การอพยพหนีความอดอยากนั้น นับจำนวนเป็นสิบๆ ล้าน และไม่มีวันสิ้นสุด

โรฮิงญา

(ภาพจากผู้จัดการออนไลน์)

…………สำหรับฝ่ายที่ดูแลความมั่นคง โดยเฉพาะกองทัพเรือนั้น กรณีที่มีการพบเรือซึ่งมีผู้โดยสารนับร้อย และส่วนใหญ่เป็นชายฉกรรจ์ในน่านน้ำไทย หากปล่อยให้ขึ้นฝั่งได้ ย่อมเสี่ยงต่อการเกิดการแย่งชิงอาหารของชาวบ้าน ซึ่งแต่ละหมู่บ้านมีประชากรเพียงไม่กี่ร้อยคน หรือเกิดมีการทำร้ายซึ่งกันและกันแล้วใครจะรับผิดชอบ ฉะนั้นการตัดสินใจ “ปฏิบัติการ” หรือ take action นั้น จึงเป็นเรื่องที่จำต้องมี แต่วิธีการนั้นก็ขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาที่อยู่ในเหตุการณ์ ณ เวลานั้นว่าจะประเมินสถานการณ์อย่างไร สำหรับประเด็นการลากเรือออกไปกลางทะเล เพื่อให้พ้นจากทะเลอาณาเขตของรัฐชายฝั่งนั้น ประเทศต่างๆ ในภูมิภาค หรือแม้แต่ออสเตรเลียก็ยังเคยมีการผลักดันให้เรือบรรทุกชาวอัฟกานิสถานออกไป ทะเลหลวง จนกลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อหลายปีก่อนมาแล้ว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ฝ่ายความมั่นคงของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ถือว่าผู้อพยพทางเรือเป็นผู้บุกรุก และเป็นผู้ที่สร้างปัญหาความมั่นคงมิติใหม่

…………สำหรับฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลด้านสิทธิ มนุษยชนนั้น เมื่อมีเหตุการณ์ผู้อพยพทางเรือชาวโรฮินญ่าเกิดการตายหมู่ในบริเวณน่าน น้ำไทย ย่อมต้องตั้งข้อหากับกองทัพเรือไทย และตั้งข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยในเงื่อนไขให้มีการเอื้ออาทรต่อผู้หนีร้อน มาพึ่งเย็น แต่ทว่าการปฏิบัติตามเงื่อนไขของฝ่ายดูแลสิทธิมนุษยชนนั้น น่าจะเป็นมาตรการที่เป็นสากล คือ เป็นระบบที่เป็นที่ยอมรับของรัฐชายฝั่งโดยทั่วไปในรูปแบบสนธิสัญญาระหว่าง ประเทศ อาทิเช่น มีศูนย์ประสานงานระหว่างประเทศในแต่ละภูมิภาค และเมื่อมีการพบเรือผู้อพยพ ณ จุดใดในทะเลก็ให้แจ้งต่อศูนย์ ศูนย์ก็จะแจ้งต่อให้กองทัพเรือของรัฐชายฝั่งนั้นๆ เพื่อส่งเรือรบออกปฏิบัติการช่วยเหลือต่อไป แต่ทั้งหมดนั้น ใครจะเป็นผู้ใช้งบประมาณ และงบประมาณจะมาจากไหน ยิ่งในสภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลก ใครจะมีความจริงใจต่อการแก้ปัญหาผู้ยากจนอย่างชาวโรฮินญ่า ซึ่งต้องถูกกล่าวหาเป็นผู้บุกรุกไปอีกนานแสนนาน

…………สำหรับประเทศไทยกับปัญหาการอพยพทางทะเล ซึ่งนับวันจะยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นนั้น รัฐบาลไทยต้องหางบประมาณจัดตั้งกองกำลังเรือยามฝั่ง หรือ Coast Guard ภายใต้การกำกับดูแลของกองทัพเรือ เพื่อความคล่องตัวในการจัดการกับปัญหากึ่งความมั่นคง เพื่อที่ทางกองทัพเรือจะได้ดูแลความมั่นคงปลอดภัยทางทะเลอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะผลประโยชน์ชาติทางทะเลของไทย ซึ่งมีอยู่มากมายทั้งในทะเลไทย และทะเลหลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปลอดภัยในการแล่นผ่าน (Transit passage) ช่องแคบมะละกา เป็นต้น

…………สำหรับปัญหาข้อกฎหมายนั้น กฎหมายอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525) ซึ่งมีฐานะเป็นธรรมนูญทางทะเลนั้น ถึงแม้จะไม่มีการบัญญัติเกี่ยวกับผู้อพยพทางเรือทะเลโดยตรง แต่ก็มีหลายมาตราที่ว่าด้วยเขตต่อเนื่อง ซึ่งให้อำนาจรัฐชายฝั่งเหนือบริเวณน่านน้ำจากเขต 12 ไมล์ ออกไปจนถึงเขต 24 ไมล์จากฝั่ง ในการหยุดเรือโดยสารและเรือสินค้า เพื่อตรวจตราเกี่ยวกับโรคระบาด การเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายหรือการหนีภาษี เป็นต้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ กฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 นั้น เอื้อต่อรัฐชายฝั่งในการป้องกันตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคง (National Security) ที่อาจจะมากระทบต่อรัฐจากทางทะเล

…………ฉะนั้นหากองค์การสหประชาชาติมีความจริงใจ ที่จะแก้ปัญหาผู้อพยพทางเรือทางทะเล ก็น่าจะผลักดันให้เกิดการแก้กฎหมายธรรมนูญทางทะเล ให้เพิ่มมาตราในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่ของรัฐชายฝั่งในการจัดการดูแลช่วย เหลือผู้อพยพทางทะเล (แต่อย่าลืมพูดเรื่องงบประมาณการใช้จ่ายให้รัฐต่างๆ เขาด้วย เพราะเรื่องนี้เป็นปัญหาระหว่างประเทศ ไม่ใช่ปัญหาของรัฐใดรัฐหนึ่ง)

…………เมื่อพูดถึงปัญหากฎหมายทะเลแล้ว ก็น่าที่จะให้ท่านผู้อ่านได้รับความรู้เพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับไทยและ กฎหมายทะเล ซึ่งเป็นเรื่องแปลกแต่จริง กล่าวคือ ประเทศไทยซึ่งตั้งประเทศบนบริเวณที่มีสภาพภูมิรัฐศาสตร์ติดต่อกับทะเลถึง 2 ฝั่ง ที่เชื่อมโยงกันได้โดยผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นช่องแคบระหว่างประเทศที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์การทหาร และการค้าระหว่างประเทศของโลก ในขณะที่น่านน้ำไทยทั้งฝั่งอ่าวไทย และฝั่งทะเลอันดามันก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรทั้งมีชีวิตและทรัพยากรไม่ มีชีวิต อันได้แก่ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สามารถใช้เป็นพลังงานป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และการผลิตกระแสไฟฟ้า ทำให้เมืองทั่วประเทศสว่างไสวและเย็นฉ่ำ มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย ทั้งด้านอาหารและความเป็นอยู่ที่พบได้เพียงไม่กี่ประเทศในโลก

…………แต่ความสุขสบายของคนไทยโดยอาศัยประโยชน์จากทะเล เริ่มเปลี่ยนสภาพไปเมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมา กล่าวคือ ปลาทะเลในอ่าวไทยเริ่มลดปริมาณลงนับ 10 เท่าตัว จนกระทั่งเรือขนาดกลางและใหญ่ต้องฝ่าเข้าไปลักลอบจับปลาในน่านน้ำประเทศ เพื่อนบ้าน ซึ่งบ่อยครั้งจะถูกเจ้าหน้าที่ต่างชาติยิงเสียชีวิตหรือถูกจับกุมติดคุก พร้อมๆ กันนั้น สภาวะแวดล้อมทั้งชายฝั่งเพื่อการท่องเที่ยวก็ค่อยๆ ถูกทำลายลง และน้ำทะเลในอ่าวไทยก็ค่อยๆ กลายเป็นน้ำที่สกปรกที่สุด พอๆ กับน้ำในอ่าวเม็กซิโกที่มีน้ำทะเลสกปรกที่สุดในโลก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ประเทศไทยไม่เคยมีรัฐบาลใดที่ยอมแบ่งเวลามาให้ในการกำหนดนโยบายแห่งชาติทาง ทะเล เพื่อให้กลไกต่างๆ ของรัฐสามารถบริหารจัดการผลประโยชน์ทางทะเลของไทย ซึ่งมีมูลค่ากว่า 7 ล้านล้านบาทต่อปี

…………การขาดนโยบายแห่งชาติทางทะเล เป็นผลทำให้ประเทศไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบันเพื่อเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชา ชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525) หรือกฎหมายทะเล ที่มีฐานะเป็นธรรมนูญทางทะเลของโลก ที่ให้สิทธิแก่รัฐชายฝั่งตั้งแต่น่านน้ำเขตเศรษฐกิจจำเพาะไปจนถึงทะเลหลวง ให้สิทธิในการฟ้องร้องรัฐอื่นๆ ได้ ตลอดจนให้สิทธิคนไทยสามารถไปนั่งเป็นผู้พิพากษาศาลโลกทางทะเลที่นครฮัมบวร์ก ประเทศเยอรมนี (เพื่อจะได้ไม่เสียเปรียบ อาทิเช่น กรณีเขาพระวิหาร) ทุกวันนี้ ไทยมีแต่ต้องรับรู้เรื่องหน้าที่ในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคมระหว่างประเทศ แต่หากจะอ้างสิทธิ โดยเฉพาะการได้รับส่วนแบ่งรายได้จากแร่ธาตุในทะเลลึกก็เป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีสิทธิในกรณีที่เรือไทยถูกจับกุมรังแกในน่านน้ำต่างชาติ ก็ไม่อาจฟ้องร้องเขาได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ดังกรณีที่เรือประมง “เอกวัฒน์นาวา 5” ของคนไทย ซึ่งถูกกองโจรโซมาเลียยึดและถูกเรือรบอินเดียถล่มจมลงก้นทะเล โดยมีลูกเรือประมงไทยเสียชีวิตไป 15 คน เมื่อ 18 พฤศจิกายน 2551 เราจะเรียกร้องค่าเสียหายจากใครได้บ้าง

…………นอกเสียจากที่รัฐบาลต้องรีบผลักดันให้มีการให้ สัตยาบันอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525) ซึ่งไทยได้ลงนามไว้ร่วมกับประเทศต่างๆ กว่า 150 ประเทศ เมื่อ พ.ศ. 2525 หรือผ่านมา 26 ปี

…………อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าขณะนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2550 ให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญากฎหมายทะเลดังกล่าว แต่ถ้าหากท่านนายกรัฐมนตรีไม่ลงมาสั่งการโดยตรงด้วยตนเอง เหตุการณ์เรื่องการให้สัตยาบันกฎหมายทะเล ก็คงจะต้องรอต่อไปอีก 26 ปี ทั้งนี้ เพราะหน่วยงานต่างๆ ขาดผู้รู้ และผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายทะเล และขาดข้อมูลเกี่ยวกับผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและ เทคโนโลยีทางทะเล

…………ฉะนั้นทางออกสำหรับรัฐบาลไทย ก็คือ ต้องรีบจัดตั้งองค์กรผู้เชี่ยวชาญ (15-20 คน) ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาต่อท่านนายกรัฐมนตรี ทั้งเรื่องการให้สัตยาบัน และการให้คำปรึกษาและข้อมูลที่ทันสมัย (Update) เพื่อกำหนดนโยบายแห่งชาติทางทะเล ตลอดจนการเสนอแนะแนวคิดการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลยุคใหม่ และกระบวนการใช้ทะเลอย่างมีประสิทธิภาพยั่งยืนและอย่างบูรณาการ (Good Ocean Governance) ซึ่งคนไทยน้อยคนที่ให้ความสนใจ ทั้งๆ ที่เป็นวิธีการสมัยใหม่ที่จะนำพาบ้านเมืองไปสู่แหล่งมหาสมบัติแห่งความ มั่งคั่งและมั่นคง

http://www.bangkokbiznews.com/2009/01/27/news_28084906.php?news_id=28084906

มกราคม 28, 2009 Posted by | โรฮิงญา | ใส่ความเห็น

ข้อมูลการตรวจ DNA

การตรวจ DNA

ข้อมูล ณ วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๑

รายการ

สถานที่

โรงพยาบาลตำรวจ

โรงพยาบาลรามา

โรงพยาบาล

ศิริราช

ค่าใช้จ่าย(บาท)

พ่อ/แม่/ลูก

คนละ ๔,๒๐๐

คนละ ๕,๐๐๐

คนละ ๓,๕๐๐ +

พ่อ/ลูกสาว

คนละ ๔,๒๐๐

คนละ ๖,๕๐๐

คนละ ๓,๕๐๐ +

พ่อ/ลูกชาย

คนละ ๖,๕๐๐

คนละ ๖,๕๐๐

คนละ ๓,๕๐๐ +

แม่/ลูกสาว

คนละ ๘,๕๐๐

คนละ ๖,๕๐๐

คนละ ๓,๕๐๐ +

แม่/ลูกชาย

คนละ ๘,๕๐๐

คนละ ๖,๕๐๐

คนละ ๓,๕๐๐ +

สถานที่

ชั้น ๔ ตึกสัจธรรม

อาคาร ๑ ชั้น ๑ หน้าห้องเจาะเลือด(แผนกนิติเวช)

ทำบัตรผู้ป่วย นัดตรวจ

เอกสาร

-สำเนาทะเบียนบ้าน

-สำเนาบัตรประจำตัว

-สำเนาสูติบัตร

-พิจารณาเป็นกรณี

-พิจารณาเป็นกรณี

ระยะเวลาทราบผล

ไม่เกิน ๑ เดือน

ไม่เกิน ๑ เดือน

ประมาณ ๑ สัปดาห์

ติดต่อสอบถาม

คุณจริญญา

โทร ๐ -๒๒๐๗ -๖๑๑๑

คุณกชกร

โทร ๐- ๒๒๐๑- ๑๑๔๕

คุณกรรณิการ์

โทร ๐- ๒๔๑๙ -๗๐๐๐ ต่อ ๖๓๒๗

หมายเหตุ

-พิจารณาเป็นกรณี

-คิวตามนัด

(ตอนนี้คิวถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒)

โดย  พ.ต.ต.หญิง สุภาพรรณ ขวัญทอง

ดาวน์โหลดไฟล์ 2551-12-25-การตรวจDNA



มกราคม 20, 2009 Posted by | ข้อมูลอื่นๆ | ใส่ความเห็น

เอกสารข้อมูลตัวอย่างคดี

คำพิพากษาศาลปกครองขอนแก่น  วันที่  29 มิถุนายน 2550

ระหว่าง นางสาวน้ำอ้อย มิตรครบุรี(มอญ) และนายสุเทพ งามสงวน(มอญ)  กับนายอำเภอโซ่พิสัย จ.หนองคาย

เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ

อ่านรายละเอียดและดาวน์โหลดไฟล์

2550-06-29_คำพิพากษาศาลปกครองขอนแก่น-น.น.น้ำอ้อย มิตรครบุรี-นายสุเทพ งามสงวน

มกราคม 16, 2009 Posted by | เอกสารตัวอย่างคดี | ใส่ความเห็น

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion)(ฉบับที่ ๒/๒๕๕๒)ถึงผู้อำนวยการเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เรื่อง ขอให้ชี้แจงและข้อหารือทางกฎหมายกรณีการปฏิเสธสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

ฟ��งจันทร์ที่ฝสร. ๒/๒๕๕๒

วันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๒

เรื่อง     ขอให้ชี้แจงและข้อหารือทางกฎหมายกรณีการปฏิเสธสิทธิในการลงคะแนนเสียง

…………เลือกตั้งของนางสาวฟองจันทร์ สุขเสน่ห์
เรียน     ผู้อำนวยการเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
อ้างถึง  ๑) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐
…………๒) หนังสือ มท ๐๓๐๙๑/ว ๓๕ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๙
…………๓) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.๑๙๖๙
…………๔) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘
สิ่งที่ส่งมาด้วย  หนังสือ มท ๐๓๐๙๑/ว ๓๕ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๙

…………สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ร่วมกับองค์กรเครือข่ายคือ โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายจากนางสาวฟองจันทร์ สุขเสน่ห์ เนื่องด้วยนางสาวฟองจันทร์ได้ไปตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่สำนักงานเขตจตุจักร แต่ทางเจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงว่า “ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องมีชื่อในทะเบียนบ้านไม่ต่ำกว่าหนึ่งปีก่อนวันเลือกตั้ง” ดังนั้น กรณีของนางสาวฟองจันทร์ ซึ่งเพิ่งจะได้รับการเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน ท.ร.๑๔ เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ จึงไม่อาจใช้สิทธิเลือกตั้งได้
…………ทางโครงการฯและองค์กรเครือข่าย จึงเรียนมาเพื่อขอให้ทางเขตจตุจักรดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อกรณีดังกล่าวเห็น โดยทางโครงการฯและองค์กรเครือข่าย เห็นว่าความเข้าใจของเขตจตุจักรอาจมีความคลาดเคลื่อน ไม่ถูกต้อง และขอเรียนข้อหารือ ข้อกฎหมายและความเห็นทางกฎหมาย ดังต่อไปนี้
…………๑. สืบเนื่องจากการบังคับใช้มาตรา ๒๓ แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งส่งผลให้บุคคลผู้ได้รับผลกระทบจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ (มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ ๑๔ธันวาคม ๒๕๑๕) กล่าวคือถูกถอนและไม่ได้สัญชาติไทยนั้น ให้มีสัญชาติไทยนับตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ โดยจะต้องดำเนินการยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนบ้าน ท.ร. ๑๔ และถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนคนไทย
…………นางสาวฟองจันทร์ สุขเสน่ห์ ซึ่งเป็นบุคคลเป้าหมายของมาตรา ๒๓ จึงมีสถานะบุคคลเป็นผู้มีสัญชาติไทยนับแต่วันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้และได้ดำเนินการยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อฯ ต่อเขตจตุจักร และได้รับการถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้าที่นางสาวฟองจันทร์จะดำเนินการตามมาตรา ๒๓ นางสาวฟองจันทร์เป็นบุคคลที่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ท.ร.๑๓ ในเขตจตุจักรมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘
…………๒. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี ๒๕๕๐ ได้กำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือกตั้งไว้ใน มาตรา ๙๙ คือ (๑) มีสัญชาติไทย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ในวันที่ ๑ มกราคมของปีที่มีการเลือกตั้ง และ (๓) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง
โดยสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง (มาตรา ๒๗ แห่งรัฐธรรมนูญฯ)
…………๓. ประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิการเลือกตั้งของนางสาวฟองจันทร์คือ “การมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๙๐ วันนับถึงวันเลือกตั้ง”
…………ประเด็นนี้ สำนักทะเบียนกลางได้เคยทำหนังสือหารือต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงานกกต. ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวในการประชุมครั้งที่ ๓๔/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๔๙ และมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานกกต. เสนอว่า “หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ขอเพิ่มชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นบุคคลสัญชาติไทย (ซึ่งมิใช่กรณีการได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ)  มีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปีบริบูรณ์ในวันที่ ๑มกราคมของปีที่มีการเลือกตั้ง และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ท.ร.๑๓ รวมกับ ท.ร. ๑๔  ในเขตเลือกตั้งเดียวกันเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน นับถึงวันเลือกตั้ง นายทะเบียนอำเภอและนายทะเบียนท้องถิ่นสามารถเพิ่มชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติดังกล่าวในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ จึงขอให้สำนักทะเบียนจังหวัดและสำนักทะเบียนกรุงเทพ-มหานครแจ้งสำนักทะเบียนอำเภอและสำนักทะเบียนท้องถิ่นทุกแห่งในเขตพื้นที่รับผิดชอบทราบและถือปฏิบัติ..”(หนังสือ มท ๐๓๐๙๑/ว ๓๕ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๙) ดังนั้น ทะเบียนบ้านในที่นี้ จึงหมายถึงทะเบียนบ้านทั้งประเภท ท.ร.๑๓ และ ท.ร.๑๔
…………๔. จากประเด็นข้อกฎหมายและหนังสือตอบข้อหารือโดยสำนักงานกกต. ข้างต้น เมื่อนำมาปรับกับข้อเท็จจริงในกรณีของนางสาวฟองจันทร์ จะเห็นได้ว่านางสาวฟองจันทร์เป็นบุคคลที่ไม่สามารถมีสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน ในขณะที่เกิด เนื่องเพราะผลกระทบจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ อย่างไรก็ดี นับจากวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ นางสาวฟองจันทร์มีสถานะบุคคลเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยผลของกฎหมายคือมาตรา ๒๓ แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งมิใช่เป็นกรณีการได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติแต่อย่างใด ดังนั้น นางสาวฟองจันทร์จึงเป็น”ผู้ทรงสิทธิ”หรือ“ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” ทั้งตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง รวมถึงตามการตีความของสำนักงานกกต.
…………๕. นอกจากนี้ สิทธิการเลือกตั้งของนางสาวฟองจันทร์ ยังได้รับการรับรองและผูกพันรัฐไทยในฐานะรัฐภาคีตามข้อ ๓ และข้อ ๒๕ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.๑๙๖๙  และข้อ ๗ และข้อ ๒๑แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘
…………๖. ภายใต้กฎหมายทั้งในระดับรัฐธรรมนูญ กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ และกฎหมายลำดับรอง รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องข้างต้น ทางโครงการฯและองค์กรเครือข่าย มีความเห็นว่า การที่เขตจตุจักปฏิเสธสิทธิทางการเมืองของนางสาวฟองจันทร์ เป็นการกระทำที่ขัดต่อมาตรา ๙๙ รวมถึงหลักความเสมอภาคตามมาตรา ๓๐ และมาตรา ๒๗ แห่งรัฐธรรมนูญฯ อันอาจนำไปสู่การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองของเขตจตุจักร

…………ทางโครงการฯและองค์กรเครือข่าย จึงเรียนมาเพื่อขอคำชี้แจงต่อกรณีดังกล่าว ด้วยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เขตจตุจักรในฐานะหน่วยงานทางปกครองจะปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดไว้เพื่อคุ้มครองและรับรองสิทธิทางการเมืองของบุคคลผู้มีสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ แห่งกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่

จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการ

ขอแสดงความนับถือ

( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
นักกฎหมาย
โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

สำเนาถึง
๑) นายกรัฐมนตรี
๒) ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
๓) อธิบดีกรมการปกครอง
๔) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๕) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
๖) ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ดาวน์โหลดไฟล์

……….2552-2-8-stw-fongchan-ผอ.เขตจตุจักร

…………2551-1-9-คำร้องขอเพิ่มชื่อฟองจันทร์ต่อเขตจตุจักร

…………ประวัติฟองจันทร์

………………………………………………………………………………………………….

ความคืบหน้า


…………วันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๒ นางสาวฟองจันทร์ สุขเสน่ห์ และเจ้าหน้าที่ โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ร่วมกับองค์กรเครือข่ายคือ โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เดินทางไปยื่นหนังสือและหารือแนวทางทางแก้ไขปัญหาต่อประธานกกต.กทม. และเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนเขตจตุจักร

…………โดยเขตจตุจักรได้ยอมรับว่านางสาวฟองจันทร์ สุขเสน่ห์ เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ไม่สามารถเพิ่มชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้  เนื่องจาก พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดว่า “มาตรา ๓๙  ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือเจ้าบ้านผู้ใดเห็นว่าตนหรือผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านของตนไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ให้แจ้งเป็นหนังสือต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสิบวัน

…………เขตจตุจักร จึงให้นางสาวฟองจันทร์ เขียนใบคำร้องขอเพิ่มชื่อและระบุเหตุผลที่นางสาวฟองจันทร์มาเพิ่มชื่อล่าช้า และแนะนำให้นางสาวฟองจันทร์มายื่นคำร้องกรณีที่ไม่ได้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในภายหลังเพื่อไม่ให้เสียสิทธิทางการเมืองอื่นๆที่เกี่ยวเนื่อง


มกราคม 15, 2009 Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย | ใส่ความเห็น

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion)(ฉบับที่ ๑/๒๕๕๒)ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ขอให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงกรณีการปฏิเสธ

ที่ฝสร. ๑/๒๕๕๒
                                                          วันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๒


 
เรื่อง     ขอให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงกรณีการปฏิเสธสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
           ของนางสาวฟองจันทร์ สุขเสน่ห์
เรียน     ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
อ้างถึง ๑) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐
        ๒) หนังสือ มท ๐๓๐๙๑/ว ๓๕ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๙
        ๓) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.๑๙๖๙
        ๔) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘
สิ่งที่ส่งมาด้วย  หนังสือ มท ๐๓๐๙๑/ว ๓๕ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๙

             สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ร่วมกับองค์กรเครือข่ายคือ โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายจากนางสาวฟองจันทร์ สุขเสน่ห์ เนื่องด้วยนางสาวฟองจันทร์ได้ไปตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่สำนักงานเขตจตุจักร แต่ทางเจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงว่า “ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องมีชื่อในทะเบียนบ้านไม่ต่ำกว่าหนึ่งปีก่อนวันเลือกตั้ง” ดังนั้น กรณีของนางสาวฟองจันทร์ ซึ่งเพิ่งจะได้รับการเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน ท.ร.๑๔ เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ จึงไม่อาจใช้สิทธิเลือกตั้งได้
             ทางโครงการฯและองค์กรเครือข่าย จึงเรียนมาเพื่อขอให้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงต่อกรณีดังกล่าว โดยทางโครงการฯและองค์กรเครือข่าย เห็นว่าความเข้าใจของเขตจตุจักรอาจมีความคลาดเคลื่อน ไม่ถูกต้อง และขอเรียนข้อหารือ ข้อกฎหมายและความเห็นทางกฎหมาย ดังต่อไปนี้
             ๑. สืบเนื่องจากการบังคับใช้มาตรา ๒๓ แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งส่งผลให้บุคคลผู้ได้รับผลกระทบจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ (มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ ๑๔ธันวาคม ๒๕๑๕) กล่าวคือถูกถอนและไม่ได้สัญชาติไทยนั้น ให้มีสัญชาติไทยนับตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ โดยจะต้องดำเนินการยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนบ้าน ท.ร. ๑๔ และถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนคนไทย
              นางสาวฟองจันทร์ สุขเสน่ห์ ซึ่งเป็นบุคคลเป้าหมายของมาตรา ๒๓ จึงมีสถานะบุคคลเป็นผู้มีสัญชาติไทยนับแต่วันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้และได้ดำเนินการยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อฯ ต่อเขตจตุจักร และได้รับการถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้าที่นางสาวฟองจันทร์จะดำเนินการตามมาตรา ๒๓ นางสาวฟองจันทร์เป็นบุคคลที่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ท.ร.๑๓ ในเขตจตุจักรมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘
             ๒. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี ๒๕๕๐ ได้กำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือกตั้งไว้ใน มาตรา ๙๙ คือ (๑) มีสัญชาติไทย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ในวันที่ ๑ มกราคมของปีที่มีการเลือกตั้ง และ (๓) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง
             โดยสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง (มาตรา ๒๗ แห่งรัฐธรรมนูญฯ)
             ๓. ประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิการเลือกตั้งของนางสาวฟองจันทร์คือ “การมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๙๐ วันนับถึงวันเลือกตั้ง”
             ประเด็นนี้ สำนักทะเบียนกลางได้เคยทำหนังสือหารือต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงานกกต. ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวในการประชุมครั้งที่ ๓๔/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๔๙ และมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานกกต. เสนอว่า “หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ขอเพิ่มชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นบุคคลสัญชาติไทย (ซึ่งมิใช่กรณีการได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ)  มีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปีบริบูรณ์ในวันที่ ๑มกราคมของปีที่มีการเลือกตั้ง และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ท.ร.๑๓ รวมกับ ท.ร. ๑๔  ในเขตเลือกตั้งเดียวกันเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน นับถึงวันเลือกตั้ง นายทะเบียนอำเภอและนายทะเบียนท้องถิ่นสามารถเพิ่มชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติดังกล่าวในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ จึงขอให้สำนักทะเบียนจังหวัดและสำนักทะเบียนกรุงเทพ-มหานครแจ้งสำนักทะเบียนอำเภอและสำนักทะเบียนท้องถิ่นทุกแห่งในเขตพื้นที่รับผิดชอบทราบและถือปฏิบัติ..”(หนังสือ มท ๐๓๐๙๑/ว ๓๕ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๙) ดังนั้น ทะเบียนบ้านในที่นี้ จึงหมายถึงทะเบียนบ้านทั้งประเภท ท.ร.๑๓ และ ท.ร.๑๔
             ๔. จากประเด็นข้อกฎหมายและหนังสือตอบข้อหารือโดยสำนักงานกกต. ข้างต้น เมื่อนำมาปรับกับข้อเท็จจริงในกรณีของนางสาวฟองจันทร์ จะเห็นได้ว่านางสาวฟองจันทร์เป็นบุคคลที่ไม่สามารถมีสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน ในขณะที่เกิด เนื่องเพราะผลกระทบจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ อย่างไรก็ดี นับจากวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ นางสาวฟองจันทร์มีสถานะบุคคลเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยผลของกฎหมายคือมาตรา ๒๓ แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งมิใช่เป็นกรณีการได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติแต่อย่างใด ดังนั้น นางสาวฟองจันทร์จึงเป็น”ผู้ทรงสิทธิ”หรือ“ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” ทั้งตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง รวมถึงตามการตีความของสำนักงานกกต.
             ๕. นอกจากนี้ สิทธิการเลือกตั้งของนางสาวฟองจันทร์ ยังได้รับการรับรองและผูกพันรัฐไทยในฐานะรัฐภาคีตามข้อ ๓ และข้อ ๒๕ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.๑๙๖๙  และข้อ ๗ และข้อ ๒๑แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘
             ๖. ภายใต้กฎหมายทั้งในระดับรัฐธรรมนูญ กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ และกฎหมายลำดับรอง รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องข้างต้น ทางโครงการฯและองค์กรเครือข่าย มีความเห็นว่า การที่เขตจตุจักรปฏิเสธสิทธิทางการเมืองของนางสาวฟองจันทร์ เป็นการกระทำที่ขัดต่อมาตรา ๙๙ รวมถึงหลักความเสมอภาคตามมาตรา ๓๐ และมาตรา ๒๗ แห่งรัฐธรรมนูญฯ อันอาจนำไปสู่การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองของเขตจตุจักร

             อนึ่ง เนื่องจากการมีสัญชาติไทยโดยผลของมาตรา ๒๓ แห่งกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่นั้น จะส่งผลให้บุคคลที่เคยได้รับผลกระทบจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ กลับคืนมีสัญชาติไทยร่วมหลายแสนคน ทางโครงการฯ จึงมีข้อห่วงใยว่า มีความเป็นไปได้ที่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางสาวฟองจันทร์ อาจเกิดซ้ำกับบุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยผลของมาตรา ๒๓ คนอื่นๆ ดังนั้น เพื่อคุ้มครองและรับรองสิทธิทางการเมือง สิทธิในการเลือกตั้งของบุคคลผู้มีสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ แห่งกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ ทางโครงการฯ และองค์กรเครือข่ายจึงเรียนมาเพื่อขอให้ทางหน่วยงานของท่านดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสั่งการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป

             จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการ

                                                         ขอแสดงความนับถือ
     
                                                    ( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
                                                             นักกฎหมาย
                                                    โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ
 สำเนาถึง
๑) นายกรัฐมนตรี
๒) ผู้อำนวยการเขตจตุจักร
๓) อธิบดีกรมการปกครอง
๔) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๕) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
๖) ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 ดาวน์โหลดไฟล์จดหมาย 

2552-2-8-stw-fongchan-ประธานกกต.

 

มกราคม 15, 2009 Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย | ใส่ความเห็น