Stateless Watch’s Weblog

โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion)(ฉบับที่ ๑/๒๕๕๒)ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ขอให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงกรณีการปฏิเสธ

ที่ฝสร. ๑/๒๕๕๒
                                                          วันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๒


 
เรื่อง     ขอให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงกรณีการปฏิเสธสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
           ของนางสาวฟองจันทร์ สุขเสน่ห์
เรียน     ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
อ้างถึง ๑) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐
        ๒) หนังสือ มท ๐๓๐๙๑/ว ๓๕ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๙
        ๓) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.๑๙๖๙
        ๔) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘
สิ่งที่ส่งมาด้วย  หนังสือ มท ๐๓๐๙๑/ว ๓๕ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๙

             สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ร่วมกับองค์กรเครือข่ายคือ โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายจากนางสาวฟองจันทร์ สุขเสน่ห์ เนื่องด้วยนางสาวฟองจันทร์ได้ไปตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่สำนักงานเขตจตุจักร แต่ทางเจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงว่า “ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องมีชื่อในทะเบียนบ้านไม่ต่ำกว่าหนึ่งปีก่อนวันเลือกตั้ง” ดังนั้น กรณีของนางสาวฟองจันทร์ ซึ่งเพิ่งจะได้รับการเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน ท.ร.๑๔ เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ จึงไม่อาจใช้สิทธิเลือกตั้งได้
             ทางโครงการฯและองค์กรเครือข่าย จึงเรียนมาเพื่อขอให้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงต่อกรณีดังกล่าว โดยทางโครงการฯและองค์กรเครือข่าย เห็นว่าความเข้าใจของเขตจตุจักรอาจมีความคลาดเคลื่อน ไม่ถูกต้อง และขอเรียนข้อหารือ ข้อกฎหมายและความเห็นทางกฎหมาย ดังต่อไปนี้
             ๑. สืบเนื่องจากการบังคับใช้มาตรา ๒๓ แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งส่งผลให้บุคคลผู้ได้รับผลกระทบจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ (มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ ๑๔ธันวาคม ๒๕๑๕) กล่าวคือถูกถอนและไม่ได้สัญชาติไทยนั้น ให้มีสัญชาติไทยนับตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ โดยจะต้องดำเนินการยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนบ้าน ท.ร. ๑๔ และถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนคนไทย
              นางสาวฟองจันทร์ สุขเสน่ห์ ซึ่งเป็นบุคคลเป้าหมายของมาตรา ๒๓ จึงมีสถานะบุคคลเป็นผู้มีสัญชาติไทยนับแต่วันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้และได้ดำเนินการยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อฯ ต่อเขตจตุจักร และได้รับการถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้าที่นางสาวฟองจันทร์จะดำเนินการตามมาตรา ๒๓ นางสาวฟองจันทร์เป็นบุคคลที่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ท.ร.๑๓ ในเขตจตุจักรมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘
             ๒. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี ๒๕๕๐ ได้กำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือกตั้งไว้ใน มาตรา ๙๙ คือ (๑) มีสัญชาติไทย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ในวันที่ ๑ มกราคมของปีที่มีการเลือกตั้ง และ (๓) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง
             โดยสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง (มาตรา ๒๗ แห่งรัฐธรรมนูญฯ)
             ๓. ประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิการเลือกตั้งของนางสาวฟองจันทร์คือ “การมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๙๐ วันนับถึงวันเลือกตั้ง”
             ประเด็นนี้ สำนักทะเบียนกลางได้เคยทำหนังสือหารือต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงานกกต. ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวในการประชุมครั้งที่ ๓๔/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๔๙ และมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานกกต. เสนอว่า “หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ขอเพิ่มชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นบุคคลสัญชาติไทย (ซึ่งมิใช่กรณีการได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ)  มีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปีบริบูรณ์ในวันที่ ๑มกราคมของปีที่มีการเลือกตั้ง และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ท.ร.๑๓ รวมกับ ท.ร. ๑๔  ในเขตเลือกตั้งเดียวกันเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน นับถึงวันเลือกตั้ง นายทะเบียนอำเภอและนายทะเบียนท้องถิ่นสามารถเพิ่มชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติดังกล่าวในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ จึงขอให้สำนักทะเบียนจังหวัดและสำนักทะเบียนกรุงเทพ-มหานครแจ้งสำนักทะเบียนอำเภอและสำนักทะเบียนท้องถิ่นทุกแห่งในเขตพื้นที่รับผิดชอบทราบและถือปฏิบัติ..”(หนังสือ มท ๐๓๐๙๑/ว ๓๕ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๙) ดังนั้น ทะเบียนบ้านในที่นี้ จึงหมายถึงทะเบียนบ้านทั้งประเภท ท.ร.๑๓ และ ท.ร.๑๔
             ๔. จากประเด็นข้อกฎหมายและหนังสือตอบข้อหารือโดยสำนักงานกกต. ข้างต้น เมื่อนำมาปรับกับข้อเท็จจริงในกรณีของนางสาวฟองจันทร์ จะเห็นได้ว่านางสาวฟองจันทร์เป็นบุคคลที่ไม่สามารถมีสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน ในขณะที่เกิด เนื่องเพราะผลกระทบจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ อย่างไรก็ดี นับจากวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ นางสาวฟองจันทร์มีสถานะบุคคลเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยผลของกฎหมายคือมาตรา ๒๓ แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งมิใช่เป็นกรณีการได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติแต่อย่างใด ดังนั้น นางสาวฟองจันทร์จึงเป็น”ผู้ทรงสิทธิ”หรือ“ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” ทั้งตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง รวมถึงตามการตีความของสำนักงานกกต.
             ๕. นอกจากนี้ สิทธิการเลือกตั้งของนางสาวฟองจันทร์ ยังได้รับการรับรองและผูกพันรัฐไทยในฐานะรัฐภาคีตามข้อ ๓ และข้อ ๒๕ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.๑๙๖๙  และข้อ ๗ และข้อ ๒๑แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘
             ๖. ภายใต้กฎหมายทั้งในระดับรัฐธรรมนูญ กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ และกฎหมายลำดับรอง รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องข้างต้น ทางโครงการฯและองค์กรเครือข่าย มีความเห็นว่า การที่เขตจตุจักรปฏิเสธสิทธิทางการเมืองของนางสาวฟองจันทร์ เป็นการกระทำที่ขัดต่อมาตรา ๙๙ รวมถึงหลักความเสมอภาคตามมาตรา ๓๐ และมาตรา ๒๗ แห่งรัฐธรรมนูญฯ อันอาจนำไปสู่การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองของเขตจตุจักร

             อนึ่ง เนื่องจากการมีสัญชาติไทยโดยผลของมาตรา ๒๓ แห่งกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่นั้น จะส่งผลให้บุคคลที่เคยได้รับผลกระทบจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ กลับคืนมีสัญชาติไทยร่วมหลายแสนคน ทางโครงการฯ จึงมีข้อห่วงใยว่า มีความเป็นไปได้ที่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางสาวฟองจันทร์ อาจเกิดซ้ำกับบุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยผลของมาตรา ๒๓ คนอื่นๆ ดังนั้น เพื่อคุ้มครองและรับรองสิทธิทางการเมือง สิทธิในการเลือกตั้งของบุคคลผู้มีสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ แห่งกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ ทางโครงการฯ และองค์กรเครือข่ายจึงเรียนมาเพื่อขอให้ทางหน่วยงานของท่านดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสั่งการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป

             จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการ

                                                         ขอแสดงความนับถือ
     
                                                    ( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
                                                             นักกฎหมาย
                                                    โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ
 สำเนาถึง
๑) นายกรัฐมนตรี
๒) ผู้อำนวยการเขตจตุจักร
๓) อธิบดีกรมการปกครอง
๔) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๕) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
๖) ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 ดาวน์โหลดไฟล์จดหมาย 

2552-2-8-stw-fongchan-ประธานกกต.

 

มกราคม 15, 2009 - Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย

ยังไม่มีความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: