Stateless Watch’s Weblog

โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

กรณี Rohing ya : ปัญหาความปัญหาความมั่นคง สิทธิมนุษยชน หรือกฎหมายทะเล(องค์ความรู้ในการจัดการ)

กรณี Rohing ya : ปัญหาความมั่นคง สิทธิมนุษยชน หรือกฎหมายทะเล

รศ.ดร.พิพัฒน์ ตั้งสืบกุล ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายทะเลแห่งเอเชียอาคเนย์ (SEAPOL)

กรุงเทพธุกิจ ทัศนวิจารณ์ นอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552

________________________________________________________

…………กรณีที่มีการกล่าวหาว่า ทหารเรือไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของชาวโรฮินญ่า (Rohing ya) จำนวนนับร้อยกลางทะเล อันเนื่องมาจากเรือชาวโรฮินญ่าถูกเรือรบไทยลากออกไปปล่อยกลางทะเล โดยให้อาหารและน้ำดื่มไม่เพียงพอนั้น ขณะนี้ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรยังไม่มีการยืนยัน แต่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับคดีความนี้ ต้องเข้าใจปัญหาข้อเท็จจริงว่า ผู้อพยพ (Refugee) ทางเรือ หรือ Boat People นั้น เป็นมิติทางการเมืองใหม่ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐชายฝั่ง และสิทธิมนุษยชนของผู้คนที่ต้องการลี้ภัยจากภัยการเมือง หรือภัยแห่งความอดอยาก

…………เริ่มจากฝูงชนชาวเวียดนามที่ต้องหนีตายจาก ประเทศของตนโดยทางทะเล ซึ่งก็มักจะถูกปล้น ฆ่าทิ้งลงทะเล และที่แน่ๆ ก็คือ ถูกลากจูงออกไปโดยให้อาหารและน้ำดื่ม หรือถูกลากจูงไปปล่อยเกาะ ทั้งนี้ เพราะรัฐชายฝั่งต่างๆ ในภูมิภาคต่างไม่ต้องการรับชาวอพยพ ซึ่งมีจำนวนนับล้านๆ คน จะมีก็แต่ประเทศไทยเพราะตั้งอยู่ด่านแรก หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าชาวอินโดจีนหรือชาวพม่า ก็จำต้องผ่านเข้าไทย ไม่ว่าจะเป็นทางบกหรือทางทะเลไทย ในระยะหลังการอพยพทางเรือโดยทางทะเลนั้นเป็นเรื่องหนีความอดอยากมากกว่าการ เมือง ความแตกต่าง คือ การอพยพลี้ภัยการเมืองนั้นยุติลงได้ เมื่อการเมืองประเทศนั้นๆ สงบลงเช่นกรณีเวียดนาม ในขณะที่การอพยพหนีความอดอยากนั้น นับจำนวนเป็นสิบๆ ล้าน และไม่มีวันสิ้นสุด

โรฮิงญา

(ภาพจากผู้จัดการออนไลน์)

…………สำหรับฝ่ายที่ดูแลความมั่นคง โดยเฉพาะกองทัพเรือนั้น กรณีที่มีการพบเรือซึ่งมีผู้โดยสารนับร้อย และส่วนใหญ่เป็นชายฉกรรจ์ในน่านน้ำไทย หากปล่อยให้ขึ้นฝั่งได้ ย่อมเสี่ยงต่อการเกิดการแย่งชิงอาหารของชาวบ้าน ซึ่งแต่ละหมู่บ้านมีประชากรเพียงไม่กี่ร้อยคน หรือเกิดมีการทำร้ายซึ่งกันและกันแล้วใครจะรับผิดชอบ ฉะนั้นการตัดสินใจ “ปฏิบัติการ” หรือ take action นั้น จึงเป็นเรื่องที่จำต้องมี แต่วิธีการนั้นก็ขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาที่อยู่ในเหตุการณ์ ณ เวลานั้นว่าจะประเมินสถานการณ์อย่างไร สำหรับประเด็นการลากเรือออกไปกลางทะเล เพื่อให้พ้นจากทะเลอาณาเขตของรัฐชายฝั่งนั้น ประเทศต่างๆ ในภูมิภาค หรือแม้แต่ออสเตรเลียก็ยังเคยมีการผลักดันให้เรือบรรทุกชาวอัฟกานิสถานออกไป ทะเลหลวง จนกลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อหลายปีก่อนมาแล้ว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ฝ่ายความมั่นคงของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ถือว่าผู้อพยพทางเรือเป็นผู้บุกรุก และเป็นผู้ที่สร้างปัญหาความมั่นคงมิติใหม่

…………สำหรับฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลด้านสิทธิ มนุษยชนนั้น เมื่อมีเหตุการณ์ผู้อพยพทางเรือชาวโรฮินญ่าเกิดการตายหมู่ในบริเวณน่าน น้ำไทย ย่อมต้องตั้งข้อหากับกองทัพเรือไทย และตั้งข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยในเงื่อนไขให้มีการเอื้ออาทรต่อผู้หนีร้อน มาพึ่งเย็น แต่ทว่าการปฏิบัติตามเงื่อนไขของฝ่ายดูแลสิทธิมนุษยชนนั้น น่าจะเป็นมาตรการที่เป็นสากล คือ เป็นระบบที่เป็นที่ยอมรับของรัฐชายฝั่งโดยทั่วไปในรูปแบบสนธิสัญญาระหว่าง ประเทศ อาทิเช่น มีศูนย์ประสานงานระหว่างประเทศในแต่ละภูมิภาค และเมื่อมีการพบเรือผู้อพยพ ณ จุดใดในทะเลก็ให้แจ้งต่อศูนย์ ศูนย์ก็จะแจ้งต่อให้กองทัพเรือของรัฐชายฝั่งนั้นๆ เพื่อส่งเรือรบออกปฏิบัติการช่วยเหลือต่อไป แต่ทั้งหมดนั้น ใครจะเป็นผู้ใช้งบประมาณ และงบประมาณจะมาจากไหน ยิ่งในสภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลก ใครจะมีความจริงใจต่อการแก้ปัญหาผู้ยากจนอย่างชาวโรฮินญ่า ซึ่งต้องถูกกล่าวหาเป็นผู้บุกรุกไปอีกนานแสนนาน

…………สำหรับประเทศไทยกับปัญหาการอพยพทางทะเล ซึ่งนับวันจะยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นนั้น รัฐบาลไทยต้องหางบประมาณจัดตั้งกองกำลังเรือยามฝั่ง หรือ Coast Guard ภายใต้การกำกับดูแลของกองทัพเรือ เพื่อความคล่องตัวในการจัดการกับปัญหากึ่งความมั่นคง เพื่อที่ทางกองทัพเรือจะได้ดูแลความมั่นคงปลอดภัยทางทะเลอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะผลประโยชน์ชาติทางทะเลของไทย ซึ่งมีอยู่มากมายทั้งในทะเลไทย และทะเลหลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปลอดภัยในการแล่นผ่าน (Transit passage) ช่องแคบมะละกา เป็นต้น

…………สำหรับปัญหาข้อกฎหมายนั้น กฎหมายอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525) ซึ่งมีฐานะเป็นธรรมนูญทางทะเลนั้น ถึงแม้จะไม่มีการบัญญัติเกี่ยวกับผู้อพยพทางเรือทะเลโดยตรง แต่ก็มีหลายมาตราที่ว่าด้วยเขตต่อเนื่อง ซึ่งให้อำนาจรัฐชายฝั่งเหนือบริเวณน่านน้ำจากเขต 12 ไมล์ ออกไปจนถึงเขต 24 ไมล์จากฝั่ง ในการหยุดเรือโดยสารและเรือสินค้า เพื่อตรวจตราเกี่ยวกับโรคระบาด การเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายหรือการหนีภาษี เป็นต้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ กฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 นั้น เอื้อต่อรัฐชายฝั่งในการป้องกันตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคง (National Security) ที่อาจจะมากระทบต่อรัฐจากทางทะเล

…………ฉะนั้นหากองค์การสหประชาชาติมีความจริงใจ ที่จะแก้ปัญหาผู้อพยพทางเรือทางทะเล ก็น่าจะผลักดันให้เกิดการแก้กฎหมายธรรมนูญทางทะเล ให้เพิ่มมาตราในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่ของรัฐชายฝั่งในการจัดการดูแลช่วย เหลือผู้อพยพทางทะเล (แต่อย่าลืมพูดเรื่องงบประมาณการใช้จ่ายให้รัฐต่างๆ เขาด้วย เพราะเรื่องนี้เป็นปัญหาระหว่างประเทศ ไม่ใช่ปัญหาของรัฐใดรัฐหนึ่ง)

…………เมื่อพูดถึงปัญหากฎหมายทะเลแล้ว ก็น่าที่จะให้ท่านผู้อ่านได้รับความรู้เพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับไทยและ กฎหมายทะเล ซึ่งเป็นเรื่องแปลกแต่จริง กล่าวคือ ประเทศไทยซึ่งตั้งประเทศบนบริเวณที่มีสภาพภูมิรัฐศาสตร์ติดต่อกับทะเลถึง 2 ฝั่ง ที่เชื่อมโยงกันได้โดยผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นช่องแคบระหว่างประเทศที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์การทหาร และการค้าระหว่างประเทศของโลก ในขณะที่น่านน้ำไทยทั้งฝั่งอ่าวไทย และฝั่งทะเลอันดามันก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรทั้งมีชีวิตและทรัพยากรไม่ มีชีวิต อันได้แก่ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สามารถใช้เป็นพลังงานป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และการผลิตกระแสไฟฟ้า ทำให้เมืองทั่วประเทศสว่างไสวและเย็นฉ่ำ มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย ทั้งด้านอาหารและความเป็นอยู่ที่พบได้เพียงไม่กี่ประเทศในโลก

…………แต่ความสุขสบายของคนไทยโดยอาศัยประโยชน์จากทะเล เริ่มเปลี่ยนสภาพไปเมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมา กล่าวคือ ปลาทะเลในอ่าวไทยเริ่มลดปริมาณลงนับ 10 เท่าตัว จนกระทั่งเรือขนาดกลางและใหญ่ต้องฝ่าเข้าไปลักลอบจับปลาในน่านน้ำประเทศ เพื่อนบ้าน ซึ่งบ่อยครั้งจะถูกเจ้าหน้าที่ต่างชาติยิงเสียชีวิตหรือถูกจับกุมติดคุก พร้อมๆ กันนั้น สภาวะแวดล้อมทั้งชายฝั่งเพื่อการท่องเที่ยวก็ค่อยๆ ถูกทำลายลง และน้ำทะเลในอ่าวไทยก็ค่อยๆ กลายเป็นน้ำที่สกปรกที่สุด พอๆ กับน้ำในอ่าวเม็กซิโกที่มีน้ำทะเลสกปรกที่สุดในโลก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ประเทศไทยไม่เคยมีรัฐบาลใดที่ยอมแบ่งเวลามาให้ในการกำหนดนโยบายแห่งชาติทาง ทะเล เพื่อให้กลไกต่างๆ ของรัฐสามารถบริหารจัดการผลประโยชน์ทางทะเลของไทย ซึ่งมีมูลค่ากว่า 7 ล้านล้านบาทต่อปี

…………การขาดนโยบายแห่งชาติทางทะเล เป็นผลทำให้ประเทศไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบันเพื่อเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชา ชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525) หรือกฎหมายทะเล ที่มีฐานะเป็นธรรมนูญทางทะเลของโลก ที่ให้สิทธิแก่รัฐชายฝั่งตั้งแต่น่านน้ำเขตเศรษฐกิจจำเพาะไปจนถึงทะเลหลวง ให้สิทธิในการฟ้องร้องรัฐอื่นๆ ได้ ตลอดจนให้สิทธิคนไทยสามารถไปนั่งเป็นผู้พิพากษาศาลโลกทางทะเลที่นครฮัมบวร์ก ประเทศเยอรมนี (เพื่อจะได้ไม่เสียเปรียบ อาทิเช่น กรณีเขาพระวิหาร) ทุกวันนี้ ไทยมีแต่ต้องรับรู้เรื่องหน้าที่ในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคมระหว่างประเทศ แต่หากจะอ้างสิทธิ โดยเฉพาะการได้รับส่วนแบ่งรายได้จากแร่ธาตุในทะเลลึกก็เป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีสิทธิในกรณีที่เรือไทยถูกจับกุมรังแกในน่านน้ำต่างชาติ ก็ไม่อาจฟ้องร้องเขาได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ดังกรณีที่เรือประมง “เอกวัฒน์นาวา 5” ของคนไทย ซึ่งถูกกองโจรโซมาเลียยึดและถูกเรือรบอินเดียถล่มจมลงก้นทะเล โดยมีลูกเรือประมงไทยเสียชีวิตไป 15 คน เมื่อ 18 พฤศจิกายน 2551 เราจะเรียกร้องค่าเสียหายจากใครได้บ้าง

…………นอกเสียจากที่รัฐบาลต้องรีบผลักดันให้มีการให้ สัตยาบันอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525) ซึ่งไทยได้ลงนามไว้ร่วมกับประเทศต่างๆ กว่า 150 ประเทศ เมื่อ พ.ศ. 2525 หรือผ่านมา 26 ปี

…………อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าขณะนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2550 ให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญากฎหมายทะเลดังกล่าว แต่ถ้าหากท่านนายกรัฐมนตรีไม่ลงมาสั่งการโดยตรงด้วยตนเอง เหตุการณ์เรื่องการให้สัตยาบันกฎหมายทะเล ก็คงจะต้องรอต่อไปอีก 26 ปี ทั้งนี้ เพราะหน่วยงานต่างๆ ขาดผู้รู้ และผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายทะเล และขาดข้อมูลเกี่ยวกับผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและ เทคโนโลยีทางทะเล

…………ฉะนั้นทางออกสำหรับรัฐบาลไทย ก็คือ ต้องรีบจัดตั้งองค์กรผู้เชี่ยวชาญ (15-20 คน) ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาต่อท่านนายกรัฐมนตรี ทั้งเรื่องการให้สัตยาบัน และการให้คำปรึกษาและข้อมูลที่ทันสมัย (Update) เพื่อกำหนดนโยบายแห่งชาติทางทะเล ตลอดจนการเสนอแนะแนวคิดการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลยุคใหม่ และกระบวนการใช้ทะเลอย่างมีประสิทธิภาพยั่งยืนและอย่างบูรณาการ (Good Ocean Governance) ซึ่งคนไทยน้อยคนที่ให้ความสนใจ ทั้งๆ ที่เป็นวิธีการสมัยใหม่ที่จะนำพาบ้านเมืองไปสู่แหล่งมหาสมบัติแห่งความ มั่งคั่งและมั่นคง

http://www.bangkokbiznews.com/2009/01/27/news_28084906.php?news_id=28084906

มกราคม 28, 2009 - Posted by | โรฮิงญา

ยังไม่มีความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: