Stateless Watch’s Weblog

โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

ผ่าขบวนค้ามนุษย์”โรฮิงญา” ฉีกหน้าภาพลักษณ์”ไทย”

ผ่าขบวนค้ามนุษย์”โรฮิงญา” ฉีกหน้าภาพลักษณ์”ไทย”

โดย ทีมข่าวภูมิภาค

วันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11280 มติชนรายวัน_________________________________________________________________


” โรฮิงญา” กลายเป็นประเด็นร้อนทันควัน เมื่อสำนักข่าวบีบีซีแห่งอังกฤษกล่าวหาทหารไทยผลักไสไล่ส่งชนกลุ่มน้อยโรฮิ งญาที่หลบหนีภัยมืดจากประเทศพม่าและค่ายอพยพในบังกลาเทศโดยบังคับให้ชาวโรฮิ งญาขึ้นเรือไร้เครื่องยนต์และผลักดันพ้นชายฝั่งประเทศไทย

“Subir Bhaumik” นักข่าวบีบีซีประจำกรุงกัลกัตตา ประเทศบังกลาเทศ พาดหัวข่าวระบุ “คนไทยทิ้งมนุษย์เรือตายคาทะเล”

…………คน ไทยที่ว่าหมายถึงทหารเรือไทยซึ่งนักข่าวบีบีซีคนดังกล่าวบรรยายให้เห็นว่ามี พฤติกรรมโหด เพราะมัดมือพวกโรฮิงญาก่อนผลักขึ้นเรือโดยให้อาหารและน้ำประทังหิวแค่เล็ก น้อย

…………บีบีซีระบุอีกว่า ชาวโรฮิงญาหนีตายจากพม่านับพันเผชิญกับชะตากรรมกลางทะเลลึก ราว 500 คน รอดชีวิตจากคลื่นลมอันเชี่ยวกราก แต่อีกหลายร้อยคนยังไม่รู้อยู่ที่ไหน รอดหรือตาย รายงานข่าวบีบีซีส่งผลสะเทือนในระดับกว้าง

…………องค์กร สิทธิมนุษยชนเรียกร้องให้ฝ่ายไทยตรวจสอบเรื่องนี้ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอชซีอาร์ ต้องการขอพบชาวโรฮิงญาที่ทางการไทยควบคุมตัวไว้

…………ต่อมาฝ่ายไทยออกตอบ โต้ “บีบีซี” โดยระบุเป็นการประโคมข่าว “เว่อร์” เกินเหตุ ยืนยันทหารไทยไม่มีพฤติกรรมโหดร้ายดังที่ปรากฏ ในทางตรงกันข้าม เจ้าหน้าที่ของไทยดูแลเรื่องอาหารและน้ำดื่มเป็นอย่างดี

…………ขณะที่ควบ คุมตัวไม่ได้มัดมือมัดเท้าตามที่เป็นข่าว และเมื่อส่งกลับออกไปทางทะเลก็ซ่อมแซมเรือให้ พร้อมรวบรวมเงินซื้อเสบียงอาหาร น้ำดื่ม ให้ติดตัวกลับไปด้วย

…………แต่ เสียงตอบโต้ของฝ่ายไทยนั้นค่อนข้างจะมีน้ำหนักเบาและเชื่องช้า เพราะสื่อมวลชนใหญ่ๆ พากันหยิบข่าวบีบีซีมาขยายผลฉีกหน้ารัฐบาลไทยอยู่หลายวันกว่าหน่วยงานฝ่าย ไทยจะตั้งหลักชี้แจงข้อเท็จจริงและเรียกประชุมฝ่ายความมั่นคงเพื่อหารือถึง ปัญหาที่เกิดขึ้น

…………ความจริงชาวโรฮิงญาอพยพหนีตายไม่ใช่เรื่องใหม่ หากเกิดขึ้นมานานแล้วตั้งแต่รัฐบาลทหารพม่าใช้มาตรการต่างๆ กีดกันไม่ให้ชาวโรฮิงญาเป็นส่วนหนึ่งของพม่า ทำให้ชาวโรฮิงญาหนีภัยมืดออกจากแผ่นดินพม่าไปยังชายแดนประเทศเพื่อนบ้านนั่น คือบังกลาเทศ

…………แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ปัญหามนุษย์เรือ “โรฮิงญา” หนีเข้าไทยเพิ่งปรากฏขึ้นเด่นชัด

…………มีบันทึกสถิติจับกุมในปี 2549 ว่า เจ้าหน้าที่ จ.ระนอง จับกุมชาวโรฮิงญาจำนวน 1,225 คน ปี 2550 จับกุม 2,763 คน ปี 2551 จับกุม 4,886 คน

…………สถิติ ดังกล่าวเห็นได้ชัดว่า ชาวโรฮิงญาหนีตายจากพม่าเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในปี 2551 จับกุม 4,886 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2550 คิดเป็น 77% ชาวโรฮิงญาที่ถูกจับทั้งหมดเป็นชายล้วน อยู่ในวัยฉกรรจ์อายุระหว่าง 16-50 ปี

…………ส่วน ที่เล็ดลอดหลบหนีเงื้อมมือของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยเข้ามาซุกซ่อนและทำงานนั้น ไม่มีรายงานแน่ชัดว่ามีจำนวนเท่าใดกันแน่ แต่ล่าสุดชาวโรฮิงญาถึงกับรวมตัวตั้งเป็นชมรมเย้ยเจ้าหน้าที่ไทย

…………หน่วย งานด้านความมั่นคงใน จ.ระนอง ระบุว่า กลุ่มขบวนการค้ามนุษย์ทั้งในและต่างประเทศเป็นผู้สนับสนุนและแสวงหาผล ประโยชน์กับการหลบหนีเข้าเมืองของชาวโรฮิงญา โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม

…………1. กลุ่มขบวนการค้ามนุษย์ ที่มีการติดต่อเชื่อมโยงตั้งแต่ก่อนการหลบหนีเข้าเมือง โดยได้ประสานข้อมูลและนัดหมายก่อนการเดินทางออกจากรัฐอาระกัน วางระบบในการสื่อสาร การให้ความช่วยเหลือระหว่างการเดินทาง นัดหมายกำหนดจุดนัดพบภายหลังเดินทางหลบหนีเข้ามายังจังหวัดระนองได้แล้ว และจะนำพม่าไปสู่พื้นที่ตอนในหรือประเทศที่สามต่อไป

…………2.กลุ่มขบวนการ ค้ามนุษย์เกิดขึ้นภายหลังการหลบหนีเข้าเมืองมาแล้ว และถูกจับกุม ฝ่ายไทยผลักดันออกไปตามกระบวนการของด่านตรวจคนเข้าเมือง

เมื่อชาวโร ฮิงญาถูกผลักดันพ้นแนวชายแดนไทย จะไปรวมตัวกันตามเกาะแก่งหรือรอยต่อชายแดน ต่อจากนั้นจะมีกลุ่มการค้ามนุษย์ในพื้นที่ช่วยเหลือลักลอบนำพาเข้ามาในราช อาณาจักรอีกครั้ง ก่อนจะนำพาไปสู่พื้นที่ตอนในหรือประเทศที่สามต่อไป

…………3. กลุ่มเครือญาติที่เดินทางหลบหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานแล้ว มีทั้งที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดระนอง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และกรุงเทพฯ

…………การเดินทางหลบหนีของชาวโรฮิงญา เริ่มอพยพเข้ามาตั้งแต่ปลายฤดูมรสุมของทะเลอันดามัน ในปลายเดือนตุลาคม จนถึงเดือนพฤษภาคม เนื่องจากคลื่นลมเริ่มสงบ ใช้เรือประมงขนาดเล็กที่อยู่ในสภาพชำรุดเป็นพาหนะ เรือแต่ละลำบรรทุกได้ตั้งแต่ 40-90 คน

…………ระยะทางจากรัฐอาระกันถึง จ.ระนอง ประมาณ 780 ไมล์ทะเล  เรือ ของชาวโรฮิงญาไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะเดินทางมาถึงประเทศไทยอย่างแน่นอน ซึ่งสอดรับกับข้อสันนิษฐานของฝ่ายความมั่นคงว่า ขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติใช้โรฮิงญาเป็นสินค้าด้วยการเตรียมแผนอพยพโดยใช้ เรือเป็นพาหนะ

…………ขบวนการนี้มีนายหน้าเป็นชาวไทยมุสลิม ไทยพุทธ พม่ามุสลิม โรฮิงญามุสลิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ จ.ระนอง เป็นตัวกลางประสานงาน เชื่อมโยงกับนายหน้าที่อยู่ใน อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กลุ่มนายหน้าประเทศมาเลเซีย บังกลาเทศ และพม่า

…………มาเลเซียกำหนดค่าตัวโรฮิงญาแต่ละคนสูงถึง 50,000-80,000 บาท ค่าตัวครึ่งหนึ่งเป็นของนายหน้า อีกครึ่งหนึ่งเป็นของโรฮิงญา

…………ใน ปีนี้ตลาดแรงงานมีความต้องการ “โรฮิงญา” อายุเฉลี่ย 12-25 ปี มากที่สุด โดยเฉพาะบางประเทศในแถบตะวันออกกลาง ต้องการชายชาวโรฮิงญาไปฝึกทหารบ้าง ฝึกการใช้เทคโนโลยีให้ไปทำงานอยู่ตามโรงงานผลิตสินค้าเลียนแบบชั้นนำ

…………เครือข่ายค้ามนุษย์ติดต่อประสานงานแจ้งใบสั่งจำนวนคนที่ต้องการล่วงหน้า จากนั้นนายหน้าในบังกลาเทศและพม่า จะเป็นผู้รวบรวมคนตามใบสั่ง

…………ชาวโรฮิงญาที่ต้องการอพยพออกนอกประเทศพม่าต้องจ่ายเงินค่าเดินทางคนละ 30,000-100,000 จ๊าด หรือ 3,000-10,000 บาท

…………เมื่อรวบรวมคนได้แล้วนายหน้าจัดซื้อเรือไม้เก่าๆ ให้ลำละ 800,000-1,200,000 จ๊าด พร้อมเครื่องยนต์เรือ น้ำมันเชื้อเพลิง อาหารและน้ำดื่ม ใช้สำหรับการเดินทาง 10-15 วัน

…………จุดเริ่มออกเดินทางมี 2 จุดหลัก อ.เตคเมฟ เมืองจิตตะกอง ประเทศบังกลาเทศ และเมืองเหม่าดอร์ ประเทศพม่า มนุษย์เรือโรฮิงญาออกเดินทางในเวลากลางคืน ใช้เข็มทิศในการเดินทาง

…………แบ่ง การเดินทางเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกมุ่งหน้าไปยังเกาะนิโคบาร์ ประเทศอินเดีย เมื่อถึงเกาะนิโคบาร์แล้วจะจับเข็มทิศอีกครั้งหนึ่งโดยมุ่งหน้ามายังน่านน้ำ ของไทย ฝั่ง จ.พังงา และ จ.ระนอง

…………มื่อมาถึงใกล้ฝั่งน่านน้ำของไทยแล้วจะทุบทำลายเครื่องเรือและเรือ ยินยอมให้เจ้าหน้าที่จับกุมแต่โดยดี

…………ระหว่างการจับกุมแต่ละครั้งเจ้าหน้าที่ตรวจค้นตามตะเข็บเสื้อผ้าของมนุษย์เรือเหล่านี้จะมีเบอร์โทรศัพท์มือถือซุกซ่อนไว้ บางคนลงทุนสักยันต์ตามร่างกายเป็นภาษาอาระกัน เมื่อถอดคำออกพบว่าเป็นหมายเลขโทรศัพท์เช่นกัน

…………เดิมทีหน่วยงานต่างๆ จับกุมชาวโรฮิงญาได้แล้วส่งให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ผลักดันออกนอกประเทศผ่านทางเรือ

…………กลุ่ม นายหน้าไปคอยดักรอที่จุดหมายเมื่อเรือของเจ้าหน้าที่กลับ กลุ่มนายหน้าจะส่งคนไปรับชาวโรฮิงญาส่งไปยังปลายทางตามใบสั่ง เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ประเทศแถบตะวันออกกลาง

…………กระทั่งเมื่อไม่นานมา นี้ กระบวนการทำงานจับกุมและผลักดันชาวโรฮิงญาพ้นจากแผ่นดินไทยแตกต่างจากปี อื่นๆ กำหนดให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนแยก 1 เป็นเจ้าภาพหลัก

…………ทุกครั้งที่จับกุมชาวโรฮิงญาได้แล้วไม่ว่าหน่วยงานใดจะส่งตัวให้ กอ.รมน.ไปควบคุมดูแล

จากนั้นจะผลักดันออกทางทะเลอันดามันโดยลากจูงเรือไปส่งไกลน่านน้ำสากล ห่างจากหมู่เกาะสุรินทร์หลายสิบไมล์ การเปลี่ยนวิธีการดังกล่าวนี้ นายหน้าต้องใช้ต้นทุนสูงหากต้องการส่งเรือไปรับชาวโรฮิงญา

…………ว่า กันว่า นายหน้าค้ามนุษย์ในประเทศมาเลเซียเป็นหุ้นส่วนใหญ่ที่สุด จึงไม่พอใจรัฐบาลไทยเปลี่ยนวิธีการขับ “โรฮิงญา” นำเรื่องไปร้องเรียนหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนกล่าวหาว่าประเทศไทยละเมิด สิทธิมนุษยชนชาวโรฮิงญา

…………ก่อนหน้านี้ผู้ปฏิบัติในระดับพื้นที่ จ.ระนอง มองเห็นการอพยพของมนุษย์เรือโรฮิงญาที่เพิ่มขึ้นอย่างตกใจ เชื่อว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน จึงเสนอปัญหาไปยังหน่วยงานด้านความมั่นคงที่ส่วนกลางในระดับนโยบายหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับความสนใจมากนัก

…………หากเปรียบเทียบปัญหา “โรฮิงญา” กับกรณีการขนแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าขึ้นรถห้องเย็นบรรทุกปลาอัดแน่นกัน ถึง 120 คน จนขาดอากาศหายใจเสียชีวิตอย่างทุรนทุรายไปถึง 54 ศพ เมื่อกลางดึกวันที่ 9 เมษายน 2551 ที่ จ.ระนอง ถือได้ว่าเป็นพฤติกรรมค้ามนุษย์ที่คล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง

…………ฉะนั้น หากรัฐบาลยังไม่มีมาตรการหรือนโยบายอะไรที่ชัดเจนออกมาเพื่อสะสางปัญหาการ ค้ามนุษย์ให้ชัดเจน ภาพพจน์ประเทศไทยจะเสื่อมเสียในสายตาชาวโลกต่อไปไม่สิ้นสุด

หน้า 9

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pro30270152&sectionid=0112&day=2009-01-27

มกราคม 28, 2009 - Posted by | โรฮิงญา

ยังไม่มีความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: