Stateless Watch’s Weblog

โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

ขอแสดงความขอบคุณที่สนับสนุนและร่วมผลักดันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้แก่คนที่มีปัญหาสถานะบุคคล

2008-1-31_sobmei009_1

…………………………………………………………………………………………………………

ที่ฝสร.13/2552

………………………………………..วันที่ 3 มีนาคม 2552


เรื่อง    ขอแสดงความขอบคุณที่สนับสนุนและร่วมผลักดันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้แก่
คนที่มีปัญหา

………..สถานะบุคคล
เรียน    เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
อ้างถึง    มติคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2552 เรื่อง
“การสร้างหลัก

………..ประกันสุขภาพสำหรับประชาชนที่อยู่ระหว่างรอการพิสูจน์สิทธิและอยู่ในประเทศไทยเป็นการถาวร”
สิ่งที่ส่งมาด้วย    เอกสารแนะนำ สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (SWIT)


………..สืบเนื่องจากการเผยแพร่ของสื่อมวลชนถึงมติคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ภายใต้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2552 เรื่อง “การสร้างหลักประกันสุขภาพสำหรับประชาชนที่อยู่ระหว่างรอการพิสูจน์สิทธิ และอยู่ในประเทศไทยเป็นการถาวร” โดยมติคณะกรรมการได้ให้ความเห็นชอบในหลักการ ที่จะขยายหลักประกันสุขภาพให้แก่ประชาชนทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน หรือที่เกิดในประเทศไทยแต่ยังพิสูจน์สัญชาติไม่ได้ ให้มีสิทธิในหลักประกันสุขภาพ


………..สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (SWIT) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีวัตถุประสงค์การทำงานเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงและพัฒนาสถานะบุคคลและสิทธิคนไร้รัฐ/ไร้สัญชาติ จึงเรียนมาเพื่อแสดงความชื่นชมและขอขอบคุณสปสช. ที่ตระหนักถึงการเคารพ การคุ้มครองและการดำเนินการเพื่อให้บรรลุถึงหลักการของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่มุ่งส่งเสริมให้บุคคลสามารถเข้าถึงและได้รับบริการสุขภาพที่มีมาตรฐานอย่างเสมอหน้ากัน เป็นการดำเนินการในเชิงป้องกันซึ่งหมายถึงต้นทุนการดำเนินการที่ต่ำกว่าการเน้นการรักษาพยาบาล ทั้งยังเป็นการดำเนินการเพื่อให้บรรลุถึงสิทธิในหลักประกันสุขภาพอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน สิทธิมนุษยชนตามมาตรา 51 และมาตรา 52 รวมถึงมาตรา 80 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550และพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 โดยเคารพในหลักความเสมอภาค ไม่คำนึงถึงความแตกต่างด้านสถานะบุคคล และเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นภารกิจที่ผูกพันสปสช. ตามบทบัญญัติมาตรา 26, 27, มาตรา 30 และมาตรา 4 แห่งรัฐธรรมนูญ อีกทั้งยังเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศที่ผูกพันประเทศไทยในฐานะรัฐภาคี อันได้แก่ ข้อ 25 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง, ข้อ 12.1 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม, ข้อ 5 (e) (iv) แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ, ข้อ 11.1 (f), ข้อ 12.1 และ 12.2 แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ, ข้อ 24.1 แห่งอนุสัญญาสิทธิเด็ก ค.ศ. 1989 รวมถึงข้อ 25(1) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน


………..ประการสำคัญ ทางสถาบันฯ ขอแสดงความชื่นชมสปสช. ที่ตระหนักและยอมรับว่า กลุ่มคนเป้าหมายของการดำเนินการฯ ทั้งในทางข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ประกอบไปด้วย หนึ่ง-บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยข้อกฎหมาย แต่ตกหล่นทางทะเบียนราษฎร ทำให้ต้องตกเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติ และอยู่ระหว่างการพิสูจน์สัญชาติไทย สอง-เป็นบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยที่เกิดและหรืออาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน จนผสมกลมกลืนกับสังคมไทยแล้ว และได้รับการกำหนดสถานะบุคคลโดยกฎหมายและนโยบายของรัฐไทยแล้ว และอยู่ระหว่างการพัฒนาสถานะบุคคลดังกล่าว บุคคลทั้งสองกลุ่มนี้จึงเป็นบุคคลที่มีจุดเกาะเกี่ยวกับสังคมไทยอย่างเข้มข้น


………..แม้จะมีประเด็นข้อกังวลถึงประเด็นการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจต่อสังคมไทย (Social Contribution) อาทิ การเสียภาษาทางตรง เพราะระบบโครงสร้างภาษีปัจจุบันไม่เปิดโอกาสให้บุคคลกลุ่มนี้ต้องร่วมจ่าย แต่ก็จำเป็นต้องกล่าวถึงด้วยเช่นกันว่าสัดส่วนรายได้ของรัฐไทย ที่เกินกว่า 70% นั้นมาจากภาษีทางอ้อม ซึ่งบุคคลทั้งสองกลุ่มนี้ย่อมต้องร่วมจ่ายด้วยอย่างแน่นอน ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จึงกล่าวได้ว่าบุคคลดังกล่าวได้มีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจต่อสังคมไทยแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย การเข้าถึงหลักประกันสุขภาพอาจดำเนินการโดยกำหนดให้ผู้ป่วยร่วมจ่ายในอัตราที่บุคคลสามารถจ่ายได้ โดยมีความแตกต่างไปจากผู้มีสัญชาติไทยก็ย่อมทำได้ ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักการการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจต่อสังคมไทย (Social Contribution)


………..นอกจากนี้ ทางสถาบันฯ อยู่ระหว่างการผลิตเอกสาร (Fact Sheet) เพื่อการทำความเข้าใจต่อสิทธิในหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐ/ไร้สัญชาติ หรือบุคคลที่มีปัญหาสถานะ ทั้งนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนและร่วมรณรงค์ให้สังคมไทยเข้าใจถึงบทบาทของสปสช.โดยทางสถาบันฯ ขอสนับสนุนและให้กำลังใจการดำเนินงานของสปสช. ในการดำเนินการเพื่อส่งเสริมการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในสังคมไทยต่อไป
…………จึงเรียนมาเพื่อทราบ


………………………………………..ขอแสดงความนับถือ

…………………………………..( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
……………………………………….. นักกฎหมาย
………………………..สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

ดาวน์โหลดไฟล์

2552-3-3-lettertonhso

2552-02-26-we-r-swit

อ่านเอกสารเผยแพร่/Fact Sheet ลิงค์ http://gotoknow.org/blog/h4s-public

Health office to extend universal care to 370,000 stateless people in Thailand

The Nation
Mon, 16 Feb 2009

About 370,000 people who are in the process of proving their right to Thai citizenship will be entitled to free medical treatment under the universal healthcare scheme, if a plan by National Health Security Office (NHSO) gets a green light.

“We will forward the plan to the Cabinet and asks for an approval,” Public Health Minister Witthaya Kaewparadai revealed Monday.

He was speaking after he chaired a meeting of NHSO board.

According to the board, people who have long lived in Thailand or were born in Thailand should be covered by the universal healthcare scheme even though they had yet to be granted Thai citizenship.

“We hope this plan will take effective in the 2009 Fiscal Year. The flat subsidy per head should be Bt2,202,” Witthaya said.

http://www.nationmultimedia.com/breakingnews/30095836/Health-office-to-extend-universal-care-to-370,000-stateless-people-in-Thailand


มีนาคม 3, 2009 Posted by | งานวิจัยH4S | 1 ความเห็น

พระวันวิวาห์ กับมาตรา 23 ที่นครพนม

พระวันวิวาห์ กับมาตรา 23 ที่นครพนม

ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

วันที่ 29 มกราคม 2552
—————————————————————————————
sec23-campaign1

………..
…………

…………พระ วันวิวาห์  อภิญฺญาโณ ( ไชยปัญหา )  เป็นบุตรชายคนโตของแม่วิไล  ไชยปัญหา  ครอบครัวเป็นคนเชื้อชาติลาวที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย  แม่วิไลเกิดที่บ้านหนองบก  เมืองหนองบก  แขวงคำม่วน  ประเทศลาว  ในปีพ.ศ.2509  ต่อมาเกิดสงครามภายในประเทศและได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ครอบครัวของแม่วิไลจึงได้อพยพเข้ามายังประเทศไทย  ทางบ้านนาถ่อน ตำบลนาถ่อน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม  ซึ่งเป็นช่วงฤดูทำนา ในปีพ.ศ.2522  ส่วนพ่อของพระวันวิวาห์มาจากบ้านโพธิ์ค้ำ  เมืองหินบูน  แขวงท่าแขก  ประเทศลาว  โดยเข้ามาในช่วง  พ.ศ.2519  และได้มาแต่งงานกันที่ตำบลอาจสามารถ  อำเภอเมือง  จังหวัดนครพนม  จึงได้มีพระวันวิวาห์ในปี  พ.ศ.2527 และมีน้องชายตอนปี  พ.ศ.2532


…………ความ ทรงจำต่อภาพวัยเด็กของพระวันวิวาห์ คือครอบครัวได้เข้าไปอยู่ในศูนย์อพยพช่วงหนึ่งในช่วงวัยที่พระวันวิวาห์ยัง ไม่ถึงเกณฑ์เรียนหนังสือ  โดยแม่วิไลให้เหตุผลที่ตัดสินใจนำครอบครัวออกมาจากที่นั่นว่า เนื่องจากโดนบังคับไม่เป็นอิสระทั้งพ่อ แม่ ตา ยาย จึงได้พากันออกมาอยู่ที่บ้านห้อมเหมือนเดิม

…………ภาพ ชีวิตที่ตามมาจากนั้น คือตาจะไปรับจ้างตัดไม้  พ่อเป็นสารพัดช่างที่ทำได้ทุกอาชีพช่าง ส่วนยายกับแม่เป็นแม่ค้าจะช่วยกันเตรียมของไปขายที่ตลาด จำพวกใบตองกล้วยบ้าง ผักต่างๆ บ้าง พอได้เวลา 9 โมงเช้าแม่วิไลจะเข็นรถเข็นไปไร่มันสำปะหลังเป็นระยะเวลา 1 กิโลเมตรเพื่อไปขุดมันสำปะหลัง ตอนบ่ายแก่ๆก็จะเข็นรถเข็นกลับมาบ้านพร้อมกับกระสอบมันสำปะหลัง  ซึ่งสิ่งที่พระวันวิวาห์ภูมิใจในครอบครัวอย่างหนึ่งคือด้วยความขยันขันแข็ง ของคนในครอบครัวทุกวันนี้จึงมีที่ดินเป็นของตัวเอง จากเดิมที่อาศัยที่ดินว่างเปล่าของคนในหมู่บ้านทำไร่ที่ดินก็ต้องขออาศัยชาว บ้านอยู่


…………นอก จากนี้พ่อแม่จะสอนท่านกับน้องชายเสมอว่าให้รักใคร่สามัคคีปรองดองกัน เพราะไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน และที่ห้ามมาเสมอเลยคือไม่ให้เอาเพลงชาติไทยมาล้อเล่น ไม่ให้มีเรื่องชกต่อยกับใคร เวลาเกิดเรื่องพ่อแม่จะเสียใจมากแม้บางครั้งไม่ได้เป็นฝ่ายผิดก็ยังไปขอโทษ พ่อแม่คนที่มีเรื่องด้วย ด้วยเหตุผลที่ว่า เรามาอาศัยประเทศท่านอยู่อย่าให้ท่านเดือดร้อน
…………“สงสาร พ่อกับแม่มากเวลาที่อาตมาพูดถึงเรื่องการเป็นพลเมืองไทยจะได้ยินท่านพูดปลอบ เราสองพี่น้องเสมอว่าเดี๋ยวเราก็จะได้แล้ว  รอไปก่อนอีกไม่นานหรอกกี่ครั้งกี่ปีก็จะได้ยินแต่แบบนี้เรื่องนี้เป็นสิ่ง ที่ท่านหวังและรอคอยมาตลอด  ท่านจะหวาดระแวงมากกับการเป็นพลเมืองชั้น 2  ของสังคมไทย ขนาดเวลาอาตมาส่งบัตรถวายพระพรไปให้ท่านเขียนส่งถึงในหลวงท่านก็จะถามว่าจะ ไม่เป็นอะไรเหรอจะมีผลกระทบอะไรมั้ยแม่ก็บอกว่าแม่พูดไทยไม่ได้นะเขียนก็ไม่ ค่อยได้  วันที่อาตมาลูกชายคนนี้ของแม่อุปสมบทเป็นพระแม่ก็ไม่สามารถมางานบวชได้ แม่บอกว่ากลัวเวลาโดนตรวจแล้วจะไม่ผ่าน” ถ้อยคำถึงผู้เป็นแม่ของพระวันวิวาห์

“แล้วมาตรา 23 ก็น้ำมันหมดที่นครพนม”
…………หลัง จากมาโพสต์ที่เวบบอร์ด http://www.archanwell.org “สถานการณ์มาตรา 23 ที่นครพนม” ว่าทาง อ.เมืองนครพนมขานรับ มาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 4 พ.ศ.2551 มาตรา 23ฯ เป็นอย่างดี ในวันจันทร์ ที่ 9 มิถุนายน 2551 พระวันวิวาห์ได้กลับมาโพสต์อีกครั้งในวันพฤหัสบดี ที่ 1 มกราคม 2552 แจ้งถึงความล่าช้าในการติดตามการพิจารณาคำขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียน บ้านตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551  ของอำเภอเมืองนครพนม


…………หลัง จากที่ทราบว่าตนเองเป็นบุคคลผู้มีคุณสมบัติ เป็น “คนไทยตามมาตรา 23” พระวันวิวาห์ จึงได้ไปได้ยื่นคำขอฯ โดยเป็นคนแรกของอำเภอเมืองนครพนม ในขณะที่น้องชายเป็นคนที่สอง โดยไปติดต่อขอยื่นคำร้องฯตั้งแต่วันจันทร์ ที่ 2 มิถุนายน 2551 จนปัจจุบันก็ยังไม่มีความคืบหน้า

…………สำหรับ พระวันวิวาห์แล้วขณะที่ความหวังของการเป็น“คนไทยตามมาตรา 23”ยังไม่บรรลุผลนั้น คำว่า “ลาวอพยพ”หรือ”ชนกลุ่มน้อย”หรือ”คนต่างด้าว” มันคือตราบาปสำหรับท่าน

…………“เวลา ไปกิจที่กรุงเทพฯ พระที่อยู่วัดเดียวกันที่เคยเห็นอาตมาออกทีวี เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2549 เมื่อเวลา 19.13 ครบรอบ 1 ปี ยุทธศาสตร์แก้ปัญหาคนไร้สัญชาติ มัก จะพูดกระซิบกระซาบกันว่าพระเถื่อนมาแล้ว และยิ่งวันที่เป็นข่าวเขายิ่งถามกันให้วุ่นเลยว่าพระองค์ไหนมาจากนครพนม คำว่า “พระเถื่อน” นั้นจริงๆ แล้วเป็นความหมายของพระที่ทำการอุปสมบทโดยไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ไม่ใช่พระไม่มีสัญชาติไทยแล้วเรียกว่าพระเถื่อนทั้งๆ ที่อาตมาเองก็อุปสมบทที่วัดนั้น  โดยมีพระราชาคณะชั้นเทพเป็นพระอุปัชฌาย์เป็นเจ้าอาวาสที่วัดนั้นด้วย และพระที่ว่าอาตมาเป็นพระเถื่อนนั้นก็เป็นพระเถระทั้งนั้นเรื่องแบบนี้ไม่ น่าเกิดขึ้นเลยในหมู่พระสงฆ์”
………… ซึ่งท่านมองว่านี่คือผลร้ายของการที่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ไปไม่ทั่ว ถึงคนหลายกลุ่มในประเทศ  และการเป็น“คนไทยตามมาตรา 23” ก็เปรียบเสมือนการล้างมลทินนี้ให้ท่าน คำว่า “สัญชาติไทย” นั้นมีความสำคัญยิ่งกับทุกคนที่อาศัยอยู่ในผืนแผ่นดินนี้ ใครที่ไม่เคยถูกเรียกว่า “คนต่างด้าว” “คนลาวอพยพ” อย่างท่านย่อมไม่รู้ว่าความรู้สึกมันเลวร้ายเพียงใด สำหรับท่านแล้วมีความรู้สึกว่ามีชีวิตอยู่อย่างตายทั้งเป็น  และถึงแม้จะได้รับการอบรมบ่มนิสัยในด้านจิตภาวนามาแล้วแต่บางครั้งที่นึกถึง คำว่า  “ลาวอพยพ”  ขึ้นมาทีไรก็ทำให้รู้สึกท้อในชีวิต


…………เมื่อ ได้ทราบข่าวดีว่าท่านมีคุณสมบัติเป็น “คนไทยตามมาตรา 23”  พระวันวิวาห์เล่าว่าได้แต่รอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ตั้งแต่วันจันทร์ ที่ 2 มิถุนายน 2551 คือวันแรกที่ไปติดต่อดำเนินเรื่องยื่นคำขอฯ จะเดินทางไปไหนมาไหนก็ไม่สบายใจ อยากจะไปธุดงธ์ก็ไปไม่ได้เพราะต้องรอทางอำเภอติดต่อมาแต่ก็ได้แต่รอแล้วรอ เล่า
………...“ทุกวันนี้เวลาไปไหนมาไหนเจอด่านตำรวจก็ไม่สบายใจเลยหัวใจเต้นตุบๆ ทุกทีเลยแต่เขาก็ไม่ตรวจพระหรอก”

…………เนื่อง จากพระวันวิวาห์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการเจ้าคณะตำบลในเมืองนครพนม  เขต 3(ธ) และเป็นกรรมการคุมสนามสอบนักธรรมและธรรมศึกษาที่นครพนม เป็นกรรมการตรวจข้อสอบนักธรรมและธรรมศึกษาภาคอีสาน ทำให้ต้องเดินทางนอกพื้นที่บ่อยเพราะต้องติดตามพระอาจารย์ไปกิจต่างจังหวัด บ่อยครั้งทั้งงานญาติโยมงานราชการคณะสงฆ์ โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2551 ที่ผ่านมา ทางสำนักงานเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดนครพนม (ธ) ก็ได้แจ้งว่า ทางสำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดเขาก็ทักท้วงมาเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของท่าน“ตอน ไปติดต่อเรื่องมาตรา 23ฯ นี้ก็ได้ยินปลัดสุพัฒตรากับเจ้าหน้าที่ในอำเภอคุยกันว่า ตัวปลัดเองก็จะย้ายแล้วในเดือนเมษายน 2552 นี้เองอาตมาเองก็หวังว่าเรื่องจะแล้วเสร็จก่อนที่ปลัดเขาจะย้ายไม่งั้นก็คง ต้องปวดหัวกันอีกยาว…” ข่าวล่าจากอำเภอเมืองนครพนม

…………โครงการ เฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) และองค์กรเครือข่ายคือ โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐ และไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายจากพระวันวิวาห์ อภิญญาโณ ต่อกรณีดังกล่าว โดยอาจมีความเป็นไปได้ว่ามีการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรโดยสำนักทะเบียนอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ในการพิจารณาคำขอฯ


…………ทาง โครงการฯ และองค์กรเครือข่าย จึงส่งหนังสือความเห็นทางกฎหมาย(Legal Opinion) ถึงนายอำเภอเมืองนครพนม (ที่ ฝสร.3/2552 ลว.29 มกราคม 2552) เพื่อขอให้ทางอำเภอเมืองนครพนมดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อกรณีดังกล่าว พร้อมกับชี้แจงข้อหารือ ข้อกฎหมายและความเห็นทางกฎหมายต่อกรณีของพระวันวิวาห์

ตารางการดำเนินการของพระวันวิวาห์  อภิญฺาโณ (ไชยปัญหา)

และ นายสัญญา  ไชยปัญหา(น้องชาย)

ครั้งที่

วัน/เดือน/ปี

รายละเอียด

1

วันจันทร์ ที่ 2 มิถุนายน 2551

ขอยื่นเรื่องตามแบบคำขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านตามมาตรา 23 แห่งพระราบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551

2

วันพุธ ที่ 4 มิถุนายน 2551

บันทึกสอบปากคำ บิดา,มารดา

3

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน 2551

บันทึกสอบปากคำ สอบสวนพยานบุคคล ตามหนังสือสั่งการของกระทรวงมหาดไทย “ด่วนมาก ที่ มท 0309.1/ว 1587 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2551” หน้า 3 ข้อ 3 (3.3.1)

1. ผู้ใหญ่บ้าน

2. พยานผู้เห็นการเกิด (ผอ.รร.ท่าค้อ)

3. พยานผู้เห็นการเกิด (ครูสอนภาษาอังกฤษ รร.บ้านสำราญ)

“ปลัดบอกว่ารอ 90 วัน แล้วจะโทรบอก”

4

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน 2551

ไปสอบถามความคืบหน้าที่อำเภอ “ปลัดบอกว่ายังไม่เสร็จ แล้วจะโทรบอก”

5

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน 2551

ไปสอบถามความคืบหน้าที่อำเภอ

“ปลัดบอกมีคำสั่งให้เปลี่ยนรูปแบบใหม่ รออีก 1 อาทิตย์ให้มาใหม่”

6

วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน 2551

ไปสอบถามความคืบหน้าที่อำเภอ

“ปลัดไม่อยู่เจ้าหน้าที่โทรตามเรื่องให้ปลัดบอกว่ายังไม่เสร็จถ้าเสร็จแล้วจะโทรแจ้ง”

7

วันอังคาร ที่ 16 กันยายน 2551

เจ้าหน้าที่โทรมาให้ไปทำเรื่อง

8

วันพุธ ที่ 17 กันยายน 2551

1.ทำใบรับรองสถานที่เกิด

2.ยื่นเรื่องตามแบบคำขอฯ “แต่ปลัดยังไม่ได้เซ็นด้านหลัง แบบคำขอ ฯ”

ในวันนี้บุคคลที่ไปมี

1.พระวันวิวาห์ อภิญฺาโณ (ไชยปัญหา)

2.นายสัญญา ไชยปัญหา (น้องชาย)

3.นางวิไล ไชยปัญหา (มารดา)

4.พยานผู้รู้เห็นการเกิด 1

5.พยานผู้รู้เห็นการเกิด 2

9

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน 2551

ในวันนี้บุคคลที่ไปมี

1.นายชวน คำเป้า (ผู้ใหญ่บ้าน)

2.นายลำพวน ไชยปัญหา (บิดา)

10

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม 2551

ส่งหนังสือถามความคืบหน้าถึงอำเภอ ลงทะเบียนตอบรับ แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ

11

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม 2551

ส่งหนังสือถามความคืบหน้าถึงอำเภอ ลงทะเบียนตอบรับ ฉบับที่ 2

12

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม 2551

ได้รับจดหมายตอบกลับจากทางอำเภอมีใจความดังนี้

“สำนักทะเบียนอำเภอเมืองนครพนมขอเรียนชี้แจงว่ามีผู้มายื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านตามมาตรา 23แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 เป็นจำนวนมาก ซึ่งการขอลงรายการดังกล่าวเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายอำเภอ ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณา หากได้รับอนุมัติแล้วจะแจ้งให้ทราบต่อไป”

มีนาคม 3, 2009 Posted by | 1 | ใส่ความเห็น

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion)(ฉบับที่ ๓/๒๕๕๒)ถึง นายอำเภอเมืองนครพนม ขอให้ชี้แจงความคืบหน้าและข้อหารือทางกฎหมายประเด็นความล่าช้าในการ พิจารณาคำขอลงรายการสัญชาติไทยของผู้มีสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติพ.ศ. ๒๕๐๘ ฉบับแก้ไข เพิ่มเติมครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๕๑ กรณีของพระวันวิวาห์ อภิญญาโณ

sec23-campaign1

ที่ฝสร.๓/๒๕๕๒

……………………………………………..วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๒

เรื่อง      ขอให้ชี้แจงความคืบหน้าและข้อหารือทางกฎหมายประเด็นความล่าช้าในกาพิจารณาคำขอลงรายการ

…………สัญชาติไทยของผู้มีสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ แห่งพ.ร.บ.สัญชาติพ.ศ. ๒๕๐๘ ฉบับแก้ไข …………

…………เพิ่มเติมครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๕๑กรณีของพระวันวิวาห์ อภิญญาโณ

เรียน    นายอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม

…………สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ร่วมกับองค์กรเครือข่ายคือ โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายจากพระวันวิวาห์ อภิญญาโณ เนื่องด้วยอาจมีความเป็นไปได้ว่ามีการปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าโดยสำนักทะเบียนอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ในการพิจารณาคำขอรายการสัญชาติไทยของผู้มีสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑
…………ทางโครงการฯ และองค์กรเครือข่าย จึงเรียนมาเพื่อขอให้ทางสำนักทะเบียนอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อกรณีดังกล่าว พร้อมกันนี้ โครงการฯและองค์กรเครือข่ายขอเรียนข้อหารือ ข้อกฎหมายและความเห็นทางกฎหมายต่อกรณีของพระวันวิวาห์ ดังต่อไปนี้

…………๑.เรียนขอให้สำนักทะเบียนอำเภอเมืองชี้แจงถึงเหตุผลที่ทางอำเภอเรียกให้พระวันวิวาห์ หรือผู้ยื่นคำขอฯ ต้องยื่นคำขอลงรายการสัญชาติตามมาตรา ๒๓ ถึง ๒ ครั้ง คือ ครั้งแรกในวันที่ ๔ มิถุนายน และวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๑ และฉบับใดที่ถือได้ว่าเป็นฉบับที่ทางอำเภอลงรับคำขอและลงรับเมื่อใด

…………๒.    ทางโครงการฯ ขอเรียนหารือว่า การใช้อำนาจหน้าที่ของสำนักทะเบียนอำเภอหรือสำนักงานเขตโดยนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตตามมาตรา ๒๓ นั้นเป็นอำนาจผูกพัน (Mandatory Power) กล่าวคือ เมื่อมีข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่กฎหมายกำหนดไว้ได้เกิดขึ้นแล้ว องค์กรของรัฐฝ่ายปกครอง ซึ่งในที่นี้คือ สำนักทะเบียนอำเภอเมืองจะต้องออกคำสั่งทางปกครอง คือ คำสั่งอนุมัติหรือไม่อนุมัติลงรายการสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ และหนังสือสั่งการโดยกรมการปกครอง ได้กำหนดแนวทางการพิจารณาประเด็นข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบที่สำนักทะเบียนต้องพิจารณาเพื่อการออกคำสั่งอนุมัติลงรายการสัญชาติตามมาตรา ๒๓ นั้น มีเพียงว่า บุคคลผู้ยื่นคำขอฯ มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่ทำให้บุคคลดังกล่าวได้สัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ หรือไม่ อันได้แก่ข้อเท็จจริง ๓ ประเด็น คือ หนึ่ง-บุคคลผู้ยื่นคำขอฯ เป็นบุคคลที่เกิดในประเทศไทยและเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากคำสั่งคณะปฏิวติฉบับที่ ๓๓๗, สอง-มีชื่อและรายการบุคคลในเอกสารการทะเบียนราษฎร และสาม-มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นหลักแหล่งอยู่จริงติดต่อกันในประเทศไทย และมีความประพฤติดีหรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคม (โปรดดูหนังสือสั่งการ มท.๐๓๐๙.๑/ว๑๕๘๗ ลว ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑) และการพิจารณาเพื่อมีคำสั่งอนุมัติหรือไม่อนุมัตินั้น นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตจะต้องดำเนินการให้เสร็จภายในระยะเวลา ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น (โปรดดู ข้อ ๔ หนังสือสั่งการ มท. ๐๓๐๙.๑/ว๑๕๘๗ ลว ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑)
…………ดังนั้น  จึงเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่นายอำเภอจะต้องปฏิบัติหน้าที่พิจารณาว่าผู้ยื่นคำขอมีคุณสมบัติที่จะได้สัญชาติตามกฎหมายหรือไม่ หรือมีหน้าที่จะต้องออกคำสั่งทางปกครองอนุมัติหรือไม่อนุมัติคำขอฯ ดังกล่าว

…………๓.    ผู้ยื่นคำขอฯ ได้ติดตามความคืบหน้าของการพิจารณาคำขอฯ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งโดยวาจาและลายลักษณ์อักษร โดยผู้ยื่นคำขอฯ ได้มีหนังสือทวงถามไปยังอำเภอเมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๑ ทางอำเภอ โดยปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง ๕) รักษาราชการแทนนายอำเภอเมืองนครพนม ได้มีหนังสือตอบกลับมาเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ โดยชี้แจงใจความว่า “..มีผู้มายื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านตามมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ เป็นจำนวนมาก ซึ่งการขอลงรายการดังกล่าวเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายอำเภอ ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณา หากได้รับอนุมัติแล้วจะแจ้งให้ทราบต่อไป” (ที่นพ. ๐๑๑๗/ทร.๒๐๐ ลว ๘ ธันวาคม ๒๕๕๑) อาจพิจารณาได้ว่าไม่มีเหตุผล และอำเภอยังคงละเลยการปฏิบัติหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงแนวปฏิบัติที่กรมการปกครองกำหนดให้ผู้รักษาราชการแทนในลำดับแรกตามคำสั่งอำเภอเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติแทนได้ ในกรณีที่นายอำเภอไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้เป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่า ๑๕ วัน (ดู ข้อ ๖ มท. ๐๓๐๙.๑/ว.๙๔๘๙ ลว. ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑) โดยพฤติการณ์ดังกล่าวนี้ ย่อมเป็นเงื่อนไขให้ผู้ยื่นคำขอฯ มีคุณสมบัติเป็นผู้มีอำนาจยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งให้อำเภอเมืองปฏิบัติหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลปกครองกำหนด (มาตรา ๙ วรรค ๑ (๒), มาตรา ๔๒ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลและวิธิพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ และมาตรา ๗๒ (๒) แห่งพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙)

…………๔.    ทางโครงการฯ และองค์กรเครือข่ายขอเรียนว่าสิทธิและเสรีภาพของบุคคลผู้มีสัญชาติไทยซึ่งได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรนั้น โดยเฉพาะสิทธิในการเป็นผู้มีสัญชาติไทย ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว บุคคลจะสามารถใช้สอยสิทธิได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อได้รับการรับรองโดยกระบวนการทางทะเบียนราษฎร คือการเพิ่มชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนราษฎรและได้รับเอกสารแสดงตนว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทย ความล่าช้าในการใช้สิทธิและเสรีภาพตามสถานะบุคคลที่มี โดยมีเหตุผลมาจากการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร อันนำไปสู่การเสียโอกาสในด้านต่างๆ ของชีวิต รวมถึงนำไปสู่การสิทธิและเสรีภาพที่ถูกละเมิดอันเนื่องมาจากความล่าช้าในการได้รับรองว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยงานทะเบียนราษฎร ย่อมอาจเป็นเหตุแห่งละเมิดในสิทธิเสรีภาพของผู้ยื่นคำขอฯ อันสามารถใช้เป็นเงื่อนไขในการฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้ศาลสั่งให้ใช้เงินชดเชยความเสียหาย (มาตรา ๗๒ (๓) แห่งพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ) อีกทั้งหากพบว่าเป็นการละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยทุจริต อาจเป็นเหตุให้เกิดความรับผิดทางอาญา (ประมวลกฎหมายอาญา ม.๑๕๗)

…………ทางโครงการฯและองค์กรเครือข่าย จึงเรียนมาเพื่อขอคำชี้แจงต่อกรณีดังกล่าว ด้วยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า อำเภอเมืองนครพนมในฐานะหน่วยงานทางปกครองจะปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดไว้เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายใหม่เป็นไปตามเจตนารมย์อย่างแท้จริง รวมถึงเพื่อเป็นการคุ้มครองและรับรองสิทธิทางการเมืองของบุคคลผู้มีสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ และขอขอบคุณมาล่วงหน้าถึงความเข้าใจในปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่คนไร้รัฐ/ไร้สัญชาติต้องเผชิญในการดำรงชีวิต

…………จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการ

……………………………………………..ขอแสดงความนับถือ

………………………………………..( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
……………………………….นักกฎหมาย โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

สำเนาถึง
๑)    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
๒)    ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย และแนวทางแก้ไขการไร้สถานะและสิทธิของบุคคลในประเทศไทย วุฒิสภา
๓)    ผู้อำนวยการสถาบันดำรงราชานุภาพ
๔)    อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
๕)    ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๖)    ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
๗)    ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ดาวน์โหลดไฟล์จม.

………...2552-01-29_stw-leo-wanwiwah-muang-nakornpanom-final


มีนาคม 3, 2009 Posted by | 1 | ใส่ความเห็น