Stateless Watch’s Weblog

โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

กำแพงกั้นฝันของ…บิ๊(ตอนสอง)

ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว
นักข่าว สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ(SWIT)

15 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมา แล้วความฝันเล็กๆของน้องบิ๊ก ก็ดูจะห่างไกลออกไป เมื่อโรงเรียนนวมินทราชินุทิศ หอวัง นนทบุรี ปฏิเสธใบสมัครทั้งโควตาความสามารถพิเศษ และการสอบตรงของน้องบิ๊ก

…………“บิ๊กเป็นเด็กเก่งมาก นิสัยดี เรียนดี มีความสามารถหลายอย่าง ทั้งวาดเขียน เล่นดนตรี เล่นกีฬา อุปนิสัยค่อนข้างร่าเริง แล้วก็มีความรับผิดชอบสูง ตรงนี้เองที่ทำให้เพื่อนๆ ในศูนย์ฯ เพื่อนๆ ที่โรงเรียนค่อนข้างยอมรับเขา “ เรื่องราวของบิ๊กจากคุณพ่อบาทหลวง อาเดรีย อาโนล พระผู้เมตตารับอุปการะ

…………แม้จะอายุจะย่างเข้าวัย 16 ปี เป็นเด็กโตเกินเพื่อนในชั้นเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาใดๆ สำหรับการยอมรับในตัวบิ๊กของเพื่อนๆ

…………วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม บิ๊กและพี่น้อยได้เดินทางไปสานฝันเล็กๆของบิ๊ก โดยต้องการไปสมัครสอบโควต้าความสามารถพิเศษเพื่อเข้าเรียนในระดับชั้นม.1 โรงเรียนนวมินทราชินุทิศ หอวัง นนทบุรี บิ๊กเลือกที่จะใช้ความสามารถในการตีระนาดในการคัดเลือก และตั้งใจว่าหากพลาดหวังก็จะลองสมัครในการสอบตรงอีกครั้ง

…………แต่ความหวังต้องสะดุดลงเมื่อทางโรงเรียนชี้แจงว่า ไม่สามารถรับใบสมัครของบิ๊กได้

“ครูบอกว่าโรงเรียนเขามีชื่อเสียง มีการแข่งขันสูง หากรับสมัครเด็กที่เอกสารไม่ครบก็อาจจะถูกครหานินทา ถูกฟ้องร้องจากผู้ปกครองของคนสัญชาติไทยที่เขาเสียสิทธิในการสมัครเรียนได้ แล้วก็แนะนำให้ไปสมัครที่โรงเรียนขยายโอกาสที่อื่น” พี่น้อยเล่าถึงเหตุผลคำชี้แจงของทางโรงเรียน

…………เย็นนั้นเรื่องของน้องบิ๊กก็เดินทางเข้าสู่การพูดคุยหาทางออก ของคณะทำงานโครงการขยายความรู้จากแม่อายสู่อันดามันซึ่งติดตามให้ความช่วยเหลือเรื่องสถานะบุคคลของน้องบิ๊ก โดยมีรศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นที่ปรึกษา

…………แล้ววันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พี่น้อยและน้องบิ๊กได้เดินทางไปยังโรงเรียนหอวังฯ อีกครั้ง ตามคำแนะนำของบงกช นภาอัมพร ผู้ประสานงานโครงการฯ เพื่อไปยืนยันสิทธิทางการศึกษาตามระเบียบฯ 2548 ที่เปิดกว้างให้กับคนทุกคนแม้ว่าจะไม่มีเอกสารใดๆก็ตาม

…………บงกช เล่าเหตุการณ์หลังจากตามไปสมทบกับพี่น้อยและบิ๊กว่า ทางโรงเรียนยังคงปฏิเสธที่จะรับใบสมัครของบิ๊ก และบอกว่ารับรู้ถึงระเบียบฯดังกล่าว แต่อ้างถึงประกาศของโรงเรียนที่ระบุว่าต้องมีสัญชาติไทยและมีสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านเป็นเอกสารในการสมัคร แม้ว่าบงกชจะชี้แจงว่าระเบียบฯของกระทรวงศึกษาธิการนั้นจะเป็นกฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่าก็ตามที และเมื่อตรวจสอบในประกาศของทางโรงเรียนแล้วก็ไม่พบว่าระบุถึงคุณสมบัติการมีสัญชาติไทยแต่อย่างใด แต่ทางโรงเรียนก้ยังยืนยันเช่นเดิม

“รองผอ.บอกว่ารู้เรื่องระเบียบฯกระทรวงศึกษาธิการ รู้ว่าใช้ทั่วประเทศ แต่เขาใช้กับพวกชาวเขา ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัด แต่โรงเรียนนี้ไม่มีชาวเขาเอาระเบียบมาใช้กับโรงเรียนไม่ได้ คนไทยใหญ่ที่สุด”

…………นอกจากคำชี้แจงแล้วยังมีคำถามต่อบงกชด้วยว่า

“เป็นคนไทยหรือเปล่า มีเหตุผลอะไร ทำไมเธอต้องไปทำเพื่อคนพวกนี้ไม่กี่คน”

…………แล้ววันนั้นก็มีความช่วยเหลือประสานงานจากหลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นคำแนะนำจากยินดี ห้วยหงส์ทอง หรือ ครูนิด แห่งมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ซึ่งมีประสบการณ์การทำงานให้ความช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาสถานะในพื้นที่กรุงเทพฯ ให้ประสานงานไปยัง อาจารย์รจนา สินที สำนักพัฒนากิจการนักเรียนนักศึกษาและกิจการพิเศษ สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดัน เผยแพร่รวมทั้งติดตามทำความเข้าใจต่อระเบียบฯกับโรงเรียนต่างๆมาโดยตลอด เรื่องของน้องบิ๊กจึงเดินทางไปถึง คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)

…………นอกจากนั้นสถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (SWIT) จึงได้ให้คำแนะนำให้ทำ หนังสือการขอโต้แย้งการไม่รับสมัคร ด.ช.สมชาย อากาเป เข้ารับการศึกษา เพื่อยืนยันว่าน้องบิ๊กมีสิทธิดังกล่าว โดยชี้ให้โรงเรียนเห็นข้อเท้จจริงและข้อกฎหมาย อันจะนำไปสู่การโต้แย้งสิทธิในชั้นศาล โดยขอให้ศาลเข้ามาตรวจสอบคำสั่งและความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งของโรงเรียน ซึ่งน้องบิ๊กได้เพียงยื่นหนังสือโต้แย้งการไม่รับสมัครและเดินทางกลับไป

…………และในเย็นวันนั้นคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการ กพฐ.ได้มีการประสานงานไปยังโรงเรียนหอวังฯ จากนั้นทางโรงเรียนจึงได้แจ้งให้น้องบิ๊กเดินทางกลับไปยังโรงเรียนอีกครั้งเพื่อสมัครสอบ และให้สอบความสามารถพิเศษไปพร้อมกัน

…………แต่จากความเครียดที่ต้องเผชิญกับการปฎิเสธของโรงเรียนมาทั้งวันทำให้น้องบิ๊กไม่สามารถเล่นระนาดได้เต็มที่อย่างที่ตั้งใจไว้ และเช้าวันรุ่งขึ้นก็ไม่มีชื่อน้องบิ๊กในจำนวนโควตา 22 คนที่ผ่านการคัดเลือก

…………อย่างไรก็ตามพี่น้อยบอกว่าน้องบิ๊กจะลองไปสอบตรงอีกครั้ง แม้ว่าลึกๆแล้วยังมีความกังวลว่าหากได้มีโอกาสเข้าไปเรียนจริงๆแล้วน้องบิ๊กอาจจะต้องเผชิญกับความกดดัน หรือเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในอนาคตจากทัศนคติของครูเช่นดังวันที่รับสมัคร

-000-

educateda4p1

…………สิทธิในการศึกษาของบุคคลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลทุกคน ที่มาตรา 49 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ได้บัญญัติรับรองสิทธิดังกล่าวนี้ รวมถึงเป็นสิทธิมนุษยชนที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับรองไว้เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2548 โดยสิทธิในการศึกษาของบุคคล ย่อมไม่สามารถถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง (มาตรา 30 แห่งรัฐธรรมนูญฯ) ทั้งยังเป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่จะถูกละเมิดมิได้ (มาตรา 4 แห่งรัฐธรรมนูญฯ)

…………ในการเข้าถึงสิทธิการศึกษา หรือในทางตรงกันข้ามคือการรับบุคคลเข้าศึกษาในสถานศึกษา การเรียกหลักฐานจากผู้สมัครนั้น ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ.2548 แม้ผู้สมัครเรียนไม่มีพยานเอกสารใดๆ โรงเรียนหอวังฯ ก็มีหน้าที่ต้องดำเนินการรับสมัคร โดยดำเนินการตาม“ข้อ 6 การรับนักเรียนนักศึกษาในกรณีที่ไม่เคยเข้าเรียนในสถานศึกษามาก่อน ให้สถานศึกษาเรียกหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งตามลำดับเพื่อนำมามาลงหลักฐานทางการศึกษา  (5)  ในกรณีที่ไม่มีบุคคลหรือองค์กรเอกชนตาม (4) ให้ซักถามประวัติบุคคลผู้มาสมัครเรียน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำลงรายการบันทึกแจ้งประวัติบุคคลตามแบบแนบท้ายระเบียบนี้ เป็นหลักฐานที่จะนำมาลงหลักฐานทางการศึกษา”

…………นอกจากนี้ สิทธิในการศึกษายังเป็นสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดย ข้อ 26 แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งผูกพันประเทศไทยในฐานะกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ, ข้อ 13 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights- ICESCR) ทั้งยังขัดต่อหลักการและสิทธิทางการศึกษาที่ได้รับการรับรองไว้ตาม ข้อ 5 (ฉ) (5) แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination) ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคี

…………ที่สำคัญคือ ข้อ 26 แห่งกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและทางการเมือง   (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี และขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดทำรายงานประเทศ (Country Report) โดยการบันทึกถึงการปฏิบัติงานของภาคส่วนราชการ และรายงานฉบับนี้จะถูกรายงานต่อสหประชาชาติในปี 2552(1)

…………16 มีนาคม 2552 ขณะที่กำแพงกั้นฝันของบิ๊กชัดเจนขึ้นอีกครั้ง แต่อีกมุมหนึ่งของเมืองใหญ่ น้องวิษณุ (2) เด็กไร้รัฐ ไร้สัญชาติ แห่งพระสมุทรเจดีย์ มีโอกาสได้บอกเล่าเรื่องราวของตนต่อท่านยกรัฐมนตรี และมีสื่อมวลชนหลายแห่งนำเสนอข่าว ในขณะที่เรื่องราวของน้องบิ๊ก เด็กไร้รัฐที่ถูกละเมิดสิทธินั้นดูจะเป็นเพียงเสียงที่เงียบงัน

…………วันนี้แม้ว่ากฎหมายและนโยบายจะรับรองสิทธิทางการศึกษาให้กับคนทุกคนในประเทศไทยแล้ว แต่ยังมีกำแพงที่มองไม่เห็น จากทัศนคติที่คับแคบ ที่ปิดกั้นฝันของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ให้ไม่มีโอกาสแม้จะสร้างทุนรอนทางปัญญาในการพัฒนาคุณภาพชีวิต การปกป้องสิทธิทางการศึกษาของน้องบิ๊กเกิดขึ้นได้ในวันนี้นั้นจะเห็นได้ว่ามีภาคส่วนต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมากมาย ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการละเมิดสิทธิเช่นนี้อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต และยังต้องการความร่วมมือร่วมใจจากหลายฝ่ายในการปรับทัศนคติและความเข้าใจต่อสถาบันการศึกษา ที่สำคัญที่สุดคือคนไร้รัฐไร้สัญชาติที่ต้องเข้าใจและยืนหยัดที่จะปกป้องสิทธิของตนเองอย่างเข้มแข็ง

…………สังคมจึงต้องช่วยกันติดตามตรวจสอบ และให้กำลังใจ ก่อนที่พวกเขาอ่อนแรงละจากทางฝันไปเสียก่อน

อ้างอิง

(1)หนังสือของสถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ(SWIT)ที่ ฝสร.10/2551วันที่ 8 ธันวาคม 2551 เรื่อง ความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion) ต่อการดำเนินการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าศึกษาของสถาบันการศึกษาตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ..2548

https://statelesswatch.wordpress.com/2008/12/12/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2-legal-opinion-%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD-6/

(2) https://statelesswatch.wordpress.com/2009/03/18/abhisit-urges-rights-awareness/


มีนาคม 19, 2009 Posted by | 1 | 1 ความเห็น

กำแพงกั้นฝันของ…บิ๊ก(ตอนหนึ่ง)

กำแพงกั้นฝันของ…บิ๊(1)(ตอนหนึ่ง)

ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว
นักข่าว สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ(SWIT)

2552-03-17-e0b899e0b989e0b8ade0b887e0b89ae0b8b4e0b98ae0b881


“บ่อยครั้งที่มักแอบบอกตัวเองเหมือนกับเป็นความฝันเล็กๆ ว่าอยากสอบเข้าเรียนต่อชั้น ม.1 ซึ่งที่ที่บิ๊กอยากเรียนคือโรงเรียนหอวัง       บิ๊กยิ้มเล็กๆพร้อมกับเผยความสามารถตัวเองว่า ได้คะแนนการเรียนสูงเป็นที่ 3 ของห้อง ทำให้มั่นใจว่าถ้าได้ไปเรียนก็น่าจะสู้เขาได้ บิ๊กเชื่ออย่างนั้น” ความฝันเล็กๆของน้องบิ๊ก

กว่า 6 ปี แล้ว ที่เด็กชายสมชาย อากาเป หรือน้องบิ๊ก เดินทางไกลจากอ้อมอกของพ่อที่เลี้ยงดูลูกน้อยเพียงลำพัง มายังเมืองใหญ่ ด้วยคิดหวังถึงชีวิตที่ดีกว่าภายใต้ร่มเงาของ “บ้านแห่งความหวัง” ณ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

…………บิ๊ก เกิดวันที่ 24 พฤศจิกายน 2537 ที่โรงพยาบาลตะกั่วป่า อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา พ่อและแม่เป็นชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ในพม่า ที่หลบหนีภัยสงครามอพยพมาเป็นแรงงานต่างด้าว/ข้ามชาติ โดยขึ้นทะเบียนแรงงานและทำงานรับจ้างที่จังหวัดพังงา กว่า 20 ปีมาแล้ว ด้วยความไม่ทราบขั้นตอน กังวลเรื่องค่าใช้จ่าย และยังหวาดกลัวด้วยสถานะของคนต่างด้าว ทำให้แม่ของบิ๊กไม่ได้เรียกร้องหนังสือรับรองการเกิด(ท.ร.1/1) จากนางพยาบาล และโรงพยาบาลเองก็ไม่ได้กระตือรือร้นจะออกให้ในตอนนั้น

…………เมื่ออายุได้ราว 6 ขวบ แม่ก็ได้ทิ้งบิ๊กไว้กับพ่อตามลำพังและไปแต่งงานอยู่กินกับสามีใหม่ นับแต่นั้นมาบิ๊กก็มีเพียงพ่อที่รับภาระดูแลเลี้ยงดู และพยายามที่จะหาหนทางให้บิ๊กได้เรียนหนังสือแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นไปได้ยาก ด้วยความจนยากนั้นเป็นอุปสรรคใหญ่ที่กั้นขวางอยู่

…………จากเด็กน้อย อายุประมาณ 7-8 ขวบ เดินโซซัดโซเซร่างกายซูบผอมเนื้อตัวมอมแมมที่มายืนด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าโบสถ์แห่งหนึ่งในจังหวัดระนอง ตามแขนและลำตัวมีอาการบวมเป่งเหมือนถูกทุบถูกรุมทำร้ายมาอย่างสาหัส  ด้วยความสงสารผู้ใจบุญท่านหนึ่งจึงพาไปหาหมอปรากฏว่าเด็กคนนี้ถูกทำร้ายจนแขนหัก แล้วการเดินทางไกลของบิ๊กก็เริ้มต้นขึ้นเพื่อสานฝันของพ่อและตัวบิ๊กเอง

…………บิ๊กได้รับการอุปการะจากวัดพระแม่มหาการุณ เป็นโบสถ์คาทอลิกซึ่งตั้งอยู่ที่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีบ้านแห่งความหวังไว้คอยดูแลเด็กๆที่ครอบครัวมีปัญหา ให้เป็นที่พักอาศัยและส่งเสริมให้เด็กได้เรียนหนังสือเพื่อเป็นต้นทุนในการดำเนินชีวิตในอนาคต โดยปัจจุบันมีเด็กในความดูแลรวม 90 ชีวิต แต่เด็กที่มีปัญหาสถานะบุคคล ไม่มีสัญชาติไทยมีเพียง 2 คน

…………สมศักดิ์ ธุถาวร หรือ พี่น้อย เจ้าหน้าที่บ้านพักเล่าย้อนถึงเมื่อครั้งน้องบิ๊กเข้ามาอยู่ในความดูแลว่า ปี 2546 ได้พาบิ๊กไปสมัครเรียนในชั้นป.1 ที่โรงเรียนวัดสลักเหนือแต่ครั้งนั้นไม่มีปัญหาใดๆในการสมัครเข้าเรียน แม้ว่าน้องบิ๊กจะไม่มีเอกสารใดๆ เนื่องจากเป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จึงเข้าใจและยอมรับในสภาพปัญหาของเด็ก

…………ปี 2550 พอขึ้นชั้นป.4 น้องบิ๊กย้ายโรงเรียนมายังโรงเรียนวัดนาวงศ์ และที่นี่ได้ทำให้น้องบิ๊กซึ่งเป็นนักเรียนในสถานศึกษาได้รับการลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนบ้าน โดยช่องทางการสำรวจนักเรียนที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางฯ ปี 2548 และได้รับบัตรบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ขึ้นต้นด้วยเลข 0) ทำให้บิ๊กเป็น “ราษฎรไทย” และไม่ประสบปัญหาความไร้รัฐอีกต่อไป

…………อย่างไรก็ตาม บิ๊กย่อมมีสิทธิในสัญชาติ ถ้าหากสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ดำเนินการตาม ยุทธศาสตร์จดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล ตามมติคณะรัฐมนตรี 18 มกราคม 2548 ซึ่งหากบิ๊กมีความสามารถที่จะศึกษาจนจบในระดับอุดมศึกษา ก็จะมีสิทธิยื่นขอสัญชาติไทยตามกรอบยุทธศาสตร์ฯ

…………น้องบิ๊กกำลังจะจบชั้นป.6 ในปีนี้ ความยุ่งยากเกิดขึ้นเมื่อทางโรงเรียนแจ้งว่าจะไม่ออกเอกสารจบการศึกษาให้น้องบิ๊ก หากไม่นำเอกสารต่างๆ ได้แก่ เอกสารการเกิด และเอกสารประจำตัวของพ่อแม่มาให้ทางโรงเรียน

…………โดยตาม “ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับสมัครนักเรียนเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ.2548” ระบุไว้ชัดเจนว่าสถานศึกษามีหน้าที่รับเด็กในวัยการศึกษาเข้าศึกษาแม้ว่าไม่มีเอกสารใดๆและต้องออกหลักฐานทางการศึกษาให้

…………แต่เมื่อเจ้าหน้าที่บ้านพักได้ประสานงานกับทางโรงเรียนถึงระเบียบฯดังกล่าว ก็ได้รับคำตอบว่ารับรู้และเข้าใจ แต่อย่างไรก็ต้องนำเอกสารต่างๆมาแสดงคือคำยืนยันหนักแน่นของทางโรงเรียน  สำหรับหนังสือรับรองการเกิด(ท.ร.1/1)นั้นในภายหลังโรงพยาบาลได้ออกเอกสารดังกล่าวให้เรียบร้อยแล้วจากการประสานงานติดตามโดย นางสาวรุจิราพร โชคพิพัฒน์พร ผู้ช่วยนักวิจัยโครงการศึกษาวิจัยเพื่อสำรวจสถานการณ์และศึกษาความเป็นไปได้ในการขจัดปัญหาการจดทะเบียนการเกิด และปัญหาสถานะบุคคลของประชาชนในพื้นที่ประสบภัยสึนามิ ซึ่งได้ใช้ความพยายามในการสืบหาข้อเท็จจริงเพื่อไปสืบค้นท.ร.1/1 จากโรงพยาบาลจนสำเร็จ พี่น้อยและน้องบิ๊กจึงได้ติดตามท.ร.1/1 ซึ่งอยู่กับทางทีมวิจัย  และเอกสารประจำตัวของพ่อแม่ที่พังงามาแสดงในที่สุด

…………จะเห็นได้ว่าความยุ่งยากในครั้งนี้เกิดขึ้นกับน้องบิ๊กจากแนวทางการปฏิบัติของโรงเรียนและทัศนคติซึ่งยังไม่เปิดกว้างยอมรับต่อสิทธิทางการศึกษาของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ว่าไม่ได้แตกต่างกับคนไทยแต่อย่างใด โรงเรียนไม่ได้ยอมรับและปฏิบัติตามระเบียบฯของกระทรวงศึกษาธิการแม้ว่าจะรับรู้อยู่แล้วก็ตามที ดังนั้นเมื่อผู้ดูแลน้องบิ๊กไม่ได้ยืนยันต่อสิทธิของน้องบิ๊กอย่างแข็งขันภาระขั้นตอนต่างๆในการติดตามหลักฐานของน้องบิ๊กจึงเกิดขึ้นตามมา

…………และแม้ว่าเรื่องราวจะจบลงด้วยดี แต่สิ่งสำคัญที่สุดแล้วคือโอกาสทางการศึกษาที่เปิดประตูต้องรับคนไร้รัฐไร้สัญชาตินั้นยังไม่เกิดขึ้นจริง


อ้างอิง

(1) เรียบเรียงจาก กรณีศึกษาที่ 4 เด็กชายสมชาย(บิ๊ก) ภายใต้โครงการศึกษาวิจัยเพื่อสำรวจสถานการณ์และศึกษาความเป็นไปได้ในการขจัดปัญหาการจดทะเบียนการเกิด และปัญหาสถานะบุคคลของประชาชนในพื้นที่ประสบภันสึนามิ กุมภาพันธ์ 2550  ติดตามอ่านได้ที่  “น้องบิ๊ก : ลูกแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่เกิดในประเทศไทย” http://gotoknow.org/blog/sarinya/46217 และ โลกของบิ๊ก เรื่องจริงดั่งละครในกำแพงกั้นฝันของเด็กชายตัวโต โดย อัฎธิชัย ศิริเทศ http://gotoknow.org/blog/andaman-pocketbook/249288

มีนาคม 19, 2009 Posted by | สิทธิ | 2 ความเห็น