Stateless Watch’s Weblog

โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

รวมจดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion)

sec23-campaign1

รวมจดหมาย

ความเห็นทางกฎหมาย

(Legal Opinion)


พฤษภาคม 2551-มกราคม 2552


ดาวน์โหลดไฟล์ 2551-2552-Legal Opinion-by-SWIT



Advertisements

มีนาคม 4, 2009 Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย | ใส่ความเห็น

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion)(ฉบับที่ ๒/๒๕๕๒)ถึงผู้อำนวยการเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เรื่อง ขอให้ชี้แจงและข้อหารือทางกฎหมายกรณีการปฏิเสธสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

ฟ��งจันทร์ที่ฝสร. ๒/๒๕๕๒

วันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๒

เรื่อง     ขอให้ชี้แจงและข้อหารือทางกฎหมายกรณีการปฏิเสธสิทธิในการลงคะแนนเสียง

…………เลือกตั้งของนางสาวฟองจันทร์ สุขเสน่ห์
เรียน     ผู้อำนวยการเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
อ้างถึง  ๑) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐
…………๒) หนังสือ มท ๐๓๐๙๑/ว ๓๕ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๙
…………๓) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.๑๙๖๙
…………๔) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘
สิ่งที่ส่งมาด้วย  หนังสือ มท ๐๓๐๙๑/ว ๓๕ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๙

…………สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ร่วมกับองค์กรเครือข่ายคือ โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายจากนางสาวฟองจันทร์ สุขเสน่ห์ เนื่องด้วยนางสาวฟองจันทร์ได้ไปตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่สำนักงานเขตจตุจักร แต่ทางเจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงว่า “ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องมีชื่อในทะเบียนบ้านไม่ต่ำกว่าหนึ่งปีก่อนวันเลือกตั้ง” ดังนั้น กรณีของนางสาวฟองจันทร์ ซึ่งเพิ่งจะได้รับการเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน ท.ร.๑๔ เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ จึงไม่อาจใช้สิทธิเลือกตั้งได้
…………ทางโครงการฯและองค์กรเครือข่าย จึงเรียนมาเพื่อขอให้ทางเขตจตุจักรดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อกรณีดังกล่าวเห็น โดยทางโครงการฯและองค์กรเครือข่าย เห็นว่าความเข้าใจของเขตจตุจักรอาจมีความคลาดเคลื่อน ไม่ถูกต้อง และขอเรียนข้อหารือ ข้อกฎหมายและความเห็นทางกฎหมาย ดังต่อไปนี้
…………๑. สืบเนื่องจากการบังคับใช้มาตรา ๒๓ แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งส่งผลให้บุคคลผู้ได้รับผลกระทบจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ (มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ ๑๔ธันวาคม ๒๕๑๕) กล่าวคือถูกถอนและไม่ได้สัญชาติไทยนั้น ให้มีสัญชาติไทยนับตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ โดยจะต้องดำเนินการยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนบ้าน ท.ร. ๑๔ และถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนคนไทย
…………นางสาวฟองจันทร์ สุขเสน่ห์ ซึ่งเป็นบุคคลเป้าหมายของมาตรา ๒๓ จึงมีสถานะบุคคลเป็นผู้มีสัญชาติไทยนับแต่วันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้และได้ดำเนินการยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อฯ ต่อเขตจตุจักร และได้รับการถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้าที่นางสาวฟองจันทร์จะดำเนินการตามมาตรา ๒๓ นางสาวฟองจันทร์เป็นบุคคลที่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ท.ร.๑๓ ในเขตจตุจักรมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘
…………๒. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี ๒๕๕๐ ได้กำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือกตั้งไว้ใน มาตรา ๙๙ คือ (๑) มีสัญชาติไทย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ในวันที่ ๑ มกราคมของปีที่มีการเลือกตั้ง และ (๓) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง
โดยสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง (มาตรา ๒๗ แห่งรัฐธรรมนูญฯ)
…………๓. ประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิการเลือกตั้งของนางสาวฟองจันทร์คือ “การมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๙๐ วันนับถึงวันเลือกตั้ง”
…………ประเด็นนี้ สำนักทะเบียนกลางได้เคยทำหนังสือหารือต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงานกกต. ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวในการประชุมครั้งที่ ๓๔/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๔๙ และมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานกกต. เสนอว่า “หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ขอเพิ่มชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นบุคคลสัญชาติไทย (ซึ่งมิใช่กรณีการได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ)  มีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปีบริบูรณ์ในวันที่ ๑มกราคมของปีที่มีการเลือกตั้ง และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ท.ร.๑๓ รวมกับ ท.ร. ๑๔  ในเขตเลือกตั้งเดียวกันเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน นับถึงวันเลือกตั้ง นายทะเบียนอำเภอและนายทะเบียนท้องถิ่นสามารถเพิ่มชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติดังกล่าวในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ จึงขอให้สำนักทะเบียนจังหวัดและสำนักทะเบียนกรุงเทพ-มหานครแจ้งสำนักทะเบียนอำเภอและสำนักทะเบียนท้องถิ่นทุกแห่งในเขตพื้นที่รับผิดชอบทราบและถือปฏิบัติ..”(หนังสือ มท ๐๓๐๙๑/ว ๓๕ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๙) ดังนั้น ทะเบียนบ้านในที่นี้ จึงหมายถึงทะเบียนบ้านทั้งประเภท ท.ร.๑๓ และ ท.ร.๑๔
…………๔. จากประเด็นข้อกฎหมายและหนังสือตอบข้อหารือโดยสำนักงานกกต. ข้างต้น เมื่อนำมาปรับกับข้อเท็จจริงในกรณีของนางสาวฟองจันทร์ จะเห็นได้ว่านางสาวฟองจันทร์เป็นบุคคลที่ไม่สามารถมีสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน ในขณะที่เกิด เนื่องเพราะผลกระทบจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ อย่างไรก็ดี นับจากวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ นางสาวฟองจันทร์มีสถานะบุคคลเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยผลของกฎหมายคือมาตรา ๒๓ แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งมิใช่เป็นกรณีการได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติแต่อย่างใด ดังนั้น นางสาวฟองจันทร์จึงเป็น”ผู้ทรงสิทธิ”หรือ“ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” ทั้งตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง รวมถึงตามการตีความของสำนักงานกกต.
…………๕. นอกจากนี้ สิทธิการเลือกตั้งของนางสาวฟองจันทร์ ยังได้รับการรับรองและผูกพันรัฐไทยในฐานะรัฐภาคีตามข้อ ๓ และข้อ ๒๕ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.๑๙๖๙  และข้อ ๗ และข้อ ๒๑แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘
…………๖. ภายใต้กฎหมายทั้งในระดับรัฐธรรมนูญ กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ และกฎหมายลำดับรอง รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องข้างต้น ทางโครงการฯและองค์กรเครือข่าย มีความเห็นว่า การที่เขตจตุจักปฏิเสธสิทธิทางการเมืองของนางสาวฟองจันทร์ เป็นการกระทำที่ขัดต่อมาตรา ๙๙ รวมถึงหลักความเสมอภาคตามมาตรา ๓๐ และมาตรา ๒๗ แห่งรัฐธรรมนูญฯ อันอาจนำไปสู่การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองของเขตจตุจักร

…………ทางโครงการฯและองค์กรเครือข่าย จึงเรียนมาเพื่อขอคำชี้แจงต่อกรณีดังกล่าว ด้วยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เขตจตุจักรในฐานะหน่วยงานทางปกครองจะปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดไว้เพื่อคุ้มครองและรับรองสิทธิทางการเมืองของบุคคลผู้มีสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ แห่งกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่

จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการ

ขอแสดงความนับถือ

( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
นักกฎหมาย
โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

สำเนาถึง
๑) นายกรัฐมนตรี
๒) ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
๓) อธิบดีกรมการปกครอง
๔) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๕) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
๖) ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ดาวน์โหลดไฟล์

……….2552-2-8-stw-fongchan-ผอ.เขตจตุจักร

…………2551-1-9-คำร้องขอเพิ่มชื่อฟองจันทร์ต่อเขตจตุจักร

…………ประวัติฟองจันทร์

………………………………………………………………………………………………….

ความคืบหน้า


…………วันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๒ นางสาวฟองจันทร์ สุขเสน่ห์ และเจ้าหน้าที่ โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ร่วมกับองค์กรเครือข่ายคือ โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เดินทางไปยื่นหนังสือและหารือแนวทางทางแก้ไขปัญหาต่อประธานกกต.กทม. และเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนเขตจตุจักร

…………โดยเขตจตุจักรได้ยอมรับว่านางสาวฟองจันทร์ สุขเสน่ห์ เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ไม่สามารถเพิ่มชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้  เนื่องจาก พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดว่า “มาตรา ๓๙  ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือเจ้าบ้านผู้ใดเห็นว่าตนหรือผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านของตนไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ให้แจ้งเป็นหนังสือต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสิบวัน

…………เขตจตุจักร จึงให้นางสาวฟองจันทร์ เขียนใบคำร้องขอเพิ่มชื่อและระบุเหตุผลที่นางสาวฟองจันทร์มาเพิ่มชื่อล่าช้า และแนะนำให้นางสาวฟองจันทร์มายื่นคำร้องกรณีที่ไม่ได้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในภายหลังเพื่อไม่ให้เสียสิทธิทางการเมืองอื่นๆที่เกี่ยวเนื่อง


มกราคม 15, 2009 Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย | ใส่ความเห็น

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion)(ฉบับที่ ๑/๒๕๕๒)ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ขอให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงกรณีการปฏิเสธ

ที่ฝสร. ๑/๒๕๕๒
                                                          วันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๒


 
เรื่อง     ขอให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงกรณีการปฏิเสธสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
           ของนางสาวฟองจันทร์ สุขเสน่ห์
เรียน     ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
อ้างถึง ๑) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐
        ๒) หนังสือ มท ๐๓๐๙๑/ว ๓๕ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๙
        ๓) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.๑๙๖๙
        ๔) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘
สิ่งที่ส่งมาด้วย  หนังสือ มท ๐๓๐๙๑/ว ๓๕ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๙

             สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ร่วมกับองค์กรเครือข่ายคือ โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายจากนางสาวฟองจันทร์ สุขเสน่ห์ เนื่องด้วยนางสาวฟองจันทร์ได้ไปตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่สำนักงานเขตจตุจักร แต่ทางเจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงว่า “ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องมีชื่อในทะเบียนบ้านไม่ต่ำกว่าหนึ่งปีก่อนวันเลือกตั้ง” ดังนั้น กรณีของนางสาวฟองจันทร์ ซึ่งเพิ่งจะได้รับการเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน ท.ร.๑๔ เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ จึงไม่อาจใช้สิทธิเลือกตั้งได้
             ทางโครงการฯและองค์กรเครือข่าย จึงเรียนมาเพื่อขอให้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงต่อกรณีดังกล่าว โดยทางโครงการฯและองค์กรเครือข่าย เห็นว่าความเข้าใจของเขตจตุจักรอาจมีความคลาดเคลื่อน ไม่ถูกต้อง และขอเรียนข้อหารือ ข้อกฎหมายและความเห็นทางกฎหมาย ดังต่อไปนี้
             ๑. สืบเนื่องจากการบังคับใช้มาตรา ๒๓ แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งส่งผลให้บุคคลผู้ได้รับผลกระทบจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ (มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ ๑๔ธันวาคม ๒๕๑๕) กล่าวคือถูกถอนและไม่ได้สัญชาติไทยนั้น ให้มีสัญชาติไทยนับตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ โดยจะต้องดำเนินการยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนบ้าน ท.ร. ๑๔ และถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนคนไทย
              นางสาวฟองจันทร์ สุขเสน่ห์ ซึ่งเป็นบุคคลเป้าหมายของมาตรา ๒๓ จึงมีสถานะบุคคลเป็นผู้มีสัญชาติไทยนับแต่วันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้และได้ดำเนินการยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อฯ ต่อเขตจตุจักร และได้รับการถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้าที่นางสาวฟองจันทร์จะดำเนินการตามมาตรา ๒๓ นางสาวฟองจันทร์เป็นบุคคลที่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ท.ร.๑๓ ในเขตจตุจักรมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘
             ๒. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี ๒๕๕๐ ได้กำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือกตั้งไว้ใน มาตรา ๙๙ คือ (๑) มีสัญชาติไทย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ในวันที่ ๑ มกราคมของปีที่มีการเลือกตั้ง และ (๓) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง
             โดยสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง (มาตรา ๒๗ แห่งรัฐธรรมนูญฯ)
             ๓. ประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิการเลือกตั้งของนางสาวฟองจันทร์คือ “การมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๙๐ วันนับถึงวันเลือกตั้ง”
             ประเด็นนี้ สำนักทะเบียนกลางได้เคยทำหนังสือหารือต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงานกกต. ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวในการประชุมครั้งที่ ๓๔/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๔๙ และมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานกกต. เสนอว่า “หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ขอเพิ่มชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นบุคคลสัญชาติไทย (ซึ่งมิใช่กรณีการได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ)  มีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปีบริบูรณ์ในวันที่ ๑มกราคมของปีที่มีการเลือกตั้ง และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ท.ร.๑๓ รวมกับ ท.ร. ๑๔  ในเขตเลือกตั้งเดียวกันเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน นับถึงวันเลือกตั้ง นายทะเบียนอำเภอและนายทะเบียนท้องถิ่นสามารถเพิ่มชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติดังกล่าวในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ จึงขอให้สำนักทะเบียนจังหวัดและสำนักทะเบียนกรุงเทพ-มหานครแจ้งสำนักทะเบียนอำเภอและสำนักทะเบียนท้องถิ่นทุกแห่งในเขตพื้นที่รับผิดชอบทราบและถือปฏิบัติ..”(หนังสือ มท ๐๓๐๙๑/ว ๓๕ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๙) ดังนั้น ทะเบียนบ้านในที่นี้ จึงหมายถึงทะเบียนบ้านทั้งประเภท ท.ร.๑๓ และ ท.ร.๑๔
             ๔. จากประเด็นข้อกฎหมายและหนังสือตอบข้อหารือโดยสำนักงานกกต. ข้างต้น เมื่อนำมาปรับกับข้อเท็จจริงในกรณีของนางสาวฟองจันทร์ จะเห็นได้ว่านางสาวฟองจันทร์เป็นบุคคลที่ไม่สามารถมีสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน ในขณะที่เกิด เนื่องเพราะผลกระทบจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ อย่างไรก็ดี นับจากวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ นางสาวฟองจันทร์มีสถานะบุคคลเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยผลของกฎหมายคือมาตรา ๒๓ แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งมิใช่เป็นกรณีการได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติแต่อย่างใด ดังนั้น นางสาวฟองจันทร์จึงเป็น”ผู้ทรงสิทธิ”หรือ“ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” ทั้งตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง รวมถึงตามการตีความของสำนักงานกกต.
             ๕. นอกจากนี้ สิทธิการเลือกตั้งของนางสาวฟองจันทร์ ยังได้รับการรับรองและผูกพันรัฐไทยในฐานะรัฐภาคีตามข้อ ๓ และข้อ ๒๕ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.๑๙๖๙  และข้อ ๗ และข้อ ๒๑แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘
             ๖. ภายใต้กฎหมายทั้งในระดับรัฐธรรมนูญ กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ และกฎหมายลำดับรอง รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องข้างต้น ทางโครงการฯและองค์กรเครือข่าย มีความเห็นว่า การที่เขตจตุจักรปฏิเสธสิทธิทางการเมืองของนางสาวฟองจันทร์ เป็นการกระทำที่ขัดต่อมาตรา ๙๙ รวมถึงหลักความเสมอภาคตามมาตรา ๓๐ และมาตรา ๒๗ แห่งรัฐธรรมนูญฯ อันอาจนำไปสู่การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองของเขตจตุจักร

             อนึ่ง เนื่องจากการมีสัญชาติไทยโดยผลของมาตรา ๒๓ แห่งกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่นั้น จะส่งผลให้บุคคลที่เคยได้รับผลกระทบจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ กลับคืนมีสัญชาติไทยร่วมหลายแสนคน ทางโครงการฯ จึงมีข้อห่วงใยว่า มีความเป็นไปได้ที่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางสาวฟองจันทร์ อาจเกิดซ้ำกับบุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยผลของมาตรา ๒๓ คนอื่นๆ ดังนั้น เพื่อคุ้มครองและรับรองสิทธิทางการเมือง สิทธิในการเลือกตั้งของบุคคลผู้มีสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ แห่งกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ ทางโครงการฯ และองค์กรเครือข่ายจึงเรียนมาเพื่อขอให้ทางหน่วยงานของท่านดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสั่งการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป

             จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการ

                                                         ขอแสดงความนับถือ
     
                                                    ( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
                                                             นักกฎหมาย
                                                    โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ
 สำเนาถึง
๑) นายกรัฐมนตรี
๒) ผู้อำนวยการเขตจตุจักร
๓) อธิบดีกรมการปกครอง
๔) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๕) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
๖) ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 ดาวน์โหลดไฟล์จดหมาย 

2552-2-8-stw-fongchan-ประธานกกต.

 

มกราคม 15, 2009 Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย | ใส่ความเห็น

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion)(ฉบับที่ ๑๒)เรื่อง ขอให้มีการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อการดำเนินการตามกฎหมาย ถึงนายกรัฐมนตรี

ที่ ฝสร. ๑๒/๒๕๕๑2008-1-31_sobmei009_1

                                                          วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๑

เรื่อง   ขอให้มีการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อการดำเนินการตามกฎหมาย
เรียน  นายกรัฐมนตรี
อ้างถึง ๑) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐
        ๒) พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๕
        ๓) อนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่รัฐไทยเป็นภาคี (กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิ

             ทางการเมือง, กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม, กติกา

             ระหว่าง ประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ, อนุสัญญาว่าด้วยการขจัด

            การเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ, อนุสัญญาสิทธิเด็ก และปฏิญญาสากลว่าด้วย

            สิทธิมนุษยชน)
          ๔) พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑
          ๕) พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ และพระราชบัญญัติจัดตั้ง

           ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒

                 สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ร่วมกับองค์กรเครือข่ายคือ โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายจากนางสาวมึดา นาวานาถ เนื่องด้วยเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๑     นางสาวมึดาได้ไปติดต่อโรงพยาบาลสบเมย อำเภอสบเมย จังหวัดแม่อ่องสอน ซึ่งได้ปฏิเสธสิทธิในการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือการมีบัตรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของนางสาวมึดา โดยให้เหตุผลกับนางสาวมึดาว่า  “ทะเบียนบ้านนั้นเป็นทะเบียนบ้านชั่วคราว และเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักนั้น ขึ้นต้นด้วยเลข ๘  ซึ่งหมายถึงบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย ทำให้ไม่สามารถมีบัตรได้” นั้น
                 ทางโครงการฯและองค์กรเครือข่าย เห็นว่าความเข้าใจดังกล่าวไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อน จึงเรียนมาเพื่อหารือข้อกฎหมายและขอให้ทางท่านนายกรัฐมนตรีสั่งการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย

                  ๑. สิทธิในการรับบริการสาธารณสุขเป็นสิทธิมนุษยชน เป็นสิทธิของบุคคลที่ได้รับการรับรองโดยมาตรา ๕๑ และมาตรา ๕๒ รวมถึงมาตรา ๘๐ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๕0) และพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๕ โดยสาระสำคัญของสิทธิในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ก็คือ เป็นสิทธิของบุคคลที่จะได้รับบริการสุขภาพที่มีมาตรฐานอย่างเสมอหน้า ด้วยเกียรติศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกัน ที่สำคัญไม่ใช่บริการที่ต้องมีการสมัครจึงจะได้รับ หากแต่เป็นสิทธิตามกฎหมายของบุคคล
                 สิทธิของบุคคลดังกล่าว ผูกพันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีหน้าที่ต้องเคารพและรับรอง โดยการใช้อำนาจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเป็นไปโดยคำนึงถึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ (มาตรา ๒๖, ๒๗ และมาตรา ๔ แห่งรัฐธรรมนูญฯ) และโดยเสมอภาค (มาตรา ๓๐ แห่งรัฐธรรมนูญฯ)
                 ๒. ในทางปฏิบัติ บุคคลซึ่งเป็นผู้ทรงสิทธิในหลักประกันสุขภาพจะได้รับการออกบัตรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ภายหลังการขึ้นทะเบียน (ข้อ ๑๓ และ ๑๔ แห่งระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยหลักประกันสุขภาพ พ.ศ.๒๕๔๔) โดยขั้นตอนนี้ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบอาจสำรวจและขึ้นทะเบียน หรือบุคคลอาจไปยื่นคำขอขึ้นทะเบียน ณ หน่วยงานหรือหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่ผู้มีสิทธิมีชื่ออยู่ตามทะเบียนบ้าน
                 ๓. อนึ่ง การรับรองสิทธิดังกล่าวของประเทศไทย ยังเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับพันธกรณีในทางระหว่างประเทศในฐานะรัฐภาคี ได้แก่ ข้อ ๒๕ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง, ข้อ ๑๒.๑ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม, ข้อ ๕ (e) (iv) แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ, ข้อ ๑๑.๑ (f), ข้อ ๑๒.๑ และ ๑๒.๒ แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ, ข้อ ๒๔.๑ แห่งอนุสัญญาสิทธิเด็ก ค.ศ. ๑๙๘๙ รวมถึงข้อ ๒๕ (๑) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
                 ๔. สำหรับกรณีของนางสาวมึดา ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ (ลงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๑๕) ทำให้นางสาวมึดาไม่มีสัญชาติไทยในขณะที่เกิด อย่างไรก็ดี โดยผลแห่งมาตรา ๒๓ ของพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑ ได้ส่งผลให้นางสาวมึดามีสัญชาติไทยโดยผลของกฎหมาย นับตั้งแต่วันที่กฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ คือวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ โดยสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครองได้รับการกำหนดเลขประจำตัว ๑๓ หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข ๘ ให้แก่นางสาวมึดา และนางสาวมึดาได้ดำเนินการเพื่อเพิ่มชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) และได้รับการถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อใช้เป็นเอกสารแสดงตนว่าเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยเมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๑
                ๕. ภายใต้กฎหมายทั้งในระดับรัฐธรรมนูญ กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ และกฎหมายลำดับรอง รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องข้างต้น ทางโครงการฯและองค์กรเครือข่ายมีความเห็นว่า หากโรงพยาบาลสบเมยมีฐานะเป็นหน่วยงานบริการด้านการลงทะเบียนและทำบัตรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หากทางโรงพยาบาลปฏิเสธการดำเนินการเพื่อออกบัตรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้แก่นางสาวมึดานั้น อาจหมายถึงการกระทำที่ขัดต่อมาตรา ๕๑-๕๒ แห่งรัฐธรรมนูญฯ รวมถึงหลักความเสมอภาค (มาตรา ๓๐ แห่งรัฐธรรมนูญฯ) ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กฎหมายลำดับรอง กฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องทุกฉบับ อันอาจนำไปสู่การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองของโรงพยาบาลสบเมยในเบื้องต้น คือการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเกี่ยวกับขั้นตอนในการออกคำสั่งทางปกครอง (มาตรา ๒๙, ๓๐ และ ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙), การไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเกี่ยวกับขอบอำนาจในการออกคำสั่งทางปกครอง รวมถึงการกระทำทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ หรือมีลักษณะการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม (มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒)

                  อนึ่ง เนื่องจากการมีสัญชาติไทยโดยผลของมาตรา ๒๓ แห่งกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่นั้น จะส่งผลให้บุคคลที่เคยได้รับผลกระทบจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ กลับคืนมีสัญชาติไทยร่วมหลายแสนคน ทางโครงการฯ และองค์กรเครือข่ายจึงมีข้อห่วงใยว่า มีความเป็นไปได้ที่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางสาวมึดา อาจเกิดซ้ำกับบุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยผลของมาตรา ๒๓ คนอื่นๆ ดังนั้น เพื่อคุ้มครองและรับรองสิทธิในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของบุคคลผู้มีสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ แห่งกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ ทางโครงการฯ และองค์กรเครือข่ายจึงเรียนมาเพื่อขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป

                   จีงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ

                                                          ขอแสดงความนับถือ
      

                                                    ( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
                                          นักวิชาการด้านนิติศาสตร์และทนายความ
                                                  โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

ดาวน์โหลดไฟล์จดหมาย

2551-12-26-legalop-topm_final

 

ความคืบหน้า 

 

วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ รพ.สบเมยได้แจ้งให้มึดาไปทำบัตรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเรียบร้อยแล้ว
 
และวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๒ รพ.สบเมยได้ส่งหนังสือชี้แจงกลับมา

 

 ดาวน์โหลดไฟล์จดหมาย

2552-01-05-จม.ชี้แจงจากรพ.สบเมย

http://www.prachatai.com/05web/th/home/15075
 
 ‘เฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐจี้ มาร์ค สอบโรงพยาบาลเหตุปฏิเสธสิทธิทำบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าhttp://www.prachatai.com/05web/th/home/15004

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐแจ้ง น.ส.มึดา สามารถทำบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้แล้ว

 

http://www.thaingo.org/cgi-bin/content/content3/show.pl?1347
http://www.thaingo.org/cgi-bin/content/content3/show.pl?1348

ธันวาคม 26, 2008 Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย | ใส่ความเห็น

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion)(ฉบับที่ ๑๑)เรื่อง ข้อหารือและขอให้ชี้แจงกรณีการปฏิเสธสิทธิในการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของนางสาวมึดา นาวานาถ ถึงผู้อำนวยการรพ.สบเมย และเลขาธิการ สปสช.

muda08
ที่ ฝสร. ๑๑/๒๕๕๑
                                               วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๑
เรื่อง   ข้อหารือและขอให้ชี้แจงกรณีการปฏิเสธสิทธิในการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพถ้วน
        หน้าของนางสาวมึดา นาวานาถ
เรียน  ๑) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสบเมย
       ๒) เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
อ้างถึง ๑) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐
        ๒) พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๕
        ๓) อนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่รัฐไทยเป็นภาคี (กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิ พลเมือง
             และสิทธิทางการเมือง, กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม,
             กติการะหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ, อนุสัญญาว่าด้วยการขจัด
             การเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ, อนุสัญญาสิทธิเด็กและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน)
        ๔) พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑
        ๕) พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง
            และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒
 

                   สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ร่วมกับองค์กรเครือข่ายคือ โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายจากนางสาวมึดา นาวานาถ เนื่องด้วยเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๑     นางสาวมึดาได้ไปติดต่อโรงพยาบาลสบเมย อำเภอสบเมย จังหวัดแม่อ่องสอน ซึ่งได้ปฏิเสธสิทธิในการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือการมีบัตรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของนางสาวมึดา โดยให้เหตุผลกับนางสาวมึดาว่า  “ทะเบียนบ้านนั้นเป็นทะเบียนบ้านชั่วคราว และเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักนั้น ขึ้นต้นด้วยเลข ๘  ซึ่งหมายถึงบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย ทำให้ไม่สามารถมีบัตรได้” นั้น ทางโครงการฯและองค์กรเครือข่าย เห็นว่าความเข้าใจดังกล่าวไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อน จึงเรียนมาเพื่อขอหารือข้อกฎหมายและความเห็นทางกฎหมาย ดังต่อไปนี้ รวมถึงขอให้ทางผู้อำนวยการโรงพยาบาลสบเมย และเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อกรณีดังกล่าว

                   ๑. สิทธิในการรับบริการสาธารณสุขเป็นสิทธิมนุษยชน เป็นสิทธิของบุคคลที่ได้รับการรับรองโดยมาตรา ๕๑ และมาตรา ๕๒ รวมถึงมาตรา ๘๐ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๕0) และพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๕ โดยสาระสำคัญของสิทธิในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ก็คือ เป็นสิทธิของบุคคลที่จะได้รับบริการสุขภาพที่มีมาตรฐานอย่างเสมอหน้า ด้วยเกียรติศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกัน ที่สำคัญไม่ใช่บริการที่ต้องมีการสมัครจึงจะได้รับ หากแต่เป็นสิทธิตามกฎหมายของบุคคล
                   สิทธิของบุคคลดังกล่าว ผูกพันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีหน้าที่ต้องเคารพและรับรอง โดยการใช้อำนาจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเป็นไปโดยคำนึงถึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ (มาตรา ๒๖, ๒๗ และมาตรา ๔ แห่งรัฐธรรมนูญฯ) และโดยเสมอภาค (มาตรา ๓๐ แห่งรัฐธรรมนูญฯ)
                  ๒. ในทางปฏิบัติ บุคคลซึ่งเป็นผู้ทรงสิทธิในหลักประกันสุขภาพจะได้รับการออกบัตรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ภายหลังการขึ้นทะเบียน (ข้อ ๑๓ และ ๑๔ แห่งระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยหลักประกันสุขภาพ พ.ศ.๒๕๔๔) โดยขั้นตอนนี้ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบอาจสำรวจและขึ้นทะเบียน หรือบุคคลอาจไปยื่นคำขอขึ้นทะเบียน ณ หน่วยงานหรือหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่ผู้มีสิทธิมีชื่ออยู่ตามทะเบียนบ้าน
                  ๓. อนึ่ง การรับรองสิทธิดังกล่าวของประเทศไทย ยังเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับพันธกรณีในทางระหว่างประเทศในฐานะรัฐภาคี ได้แก่ ข้อ ๒๕ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง, ข้อ ๑๒.๑ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม, ข้อ ๕ (e) (iv) แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ, ข้อ ๑๑.๑ (f), ข้อ ๑๒.๑ และ ๑๒.๒ แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ, ข้อ ๒๔.๑ แห่งอนุสัญญาสิทธิเด็ก ค.ศ. ๑๙๘๙ รวมถึงข้อ ๒๕ (๑) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
                 ๔. สำหรับกรณีของนางสาวมึดา ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ (ลงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๑๕) ทำให้นางสาวมึดาไม่มีสัญชาติไทยในขณะที่เกิด อย่างไรก็ดี โดยผลแห่งมาตรา ๒๓ ของพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑ ได้ส่งผลให้นางสาวมึดามีสัญชาติไทยโดยผลของกฎหมาย นับตั้งแต่วันที่กฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ คือวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ โดยสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครองได้รับการกำหนดเลขประจำตัว ๑๓ หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข ๘ ให้แก่นางสาวมึดา และนางสาวมึดาได้ดำเนินการเพื่อเพิ่มชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔) และได้รับการถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อใช้เป็นเอกสารแสดงตนว่าเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยเมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๑
                   ๕. ภายใต้กฎหมายทั้งในระดับรัฐธรรมนูญ กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ และกฎหมายลำดับรอง รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องข้างต้น ทางโครงการฯและองค์กรเครือข่ายมีความเห็นว่า หากโรงพยาบาลสบเมยมีฐานะเป็นหน่วยงานบริการด้านการลงทะเบียนและทำบัตรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หากทางโรงพยาบาลปฏิเสธการดำเนินการเพื่อออกบัตรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้แก่นางสาวมึดานั้น อาจหมายถึงการกระทำที่ขัดต่อมาตรา ๕๑-๕๒ แห่งรัฐธรรมนูญฯ รวมถึงหลักความเสมอภาค (มาตรา ๓๐ แห่งรัฐธรรมนูญฯ) ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กฎหมายลำดับรอง กฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องทุกฉบับ อันอาจนำไปสู่การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองของโรงพยาบาลสบเมยในเบื้องต้น คือการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเกี่ยวกับขั้นตอนในการออกคำสั่งทางปกครอง (มาตรา ๒๙, ๓๐ และ ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙), การไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเกี่ยวกับขอบอำนาจในการออกคำสั่งทางปกครอง รวมถึงการกระทำทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ หรือมีลักษณะการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม (มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒)
                  ทางโครงการฯ และองค์กรเครือข่าย จึงเรียนมาเพื่อขอคำชี้แจงต่อกรณีดังกล่าว ด้วยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า  ทางโรงพยาบาลสบเมยและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในฐานะหน่วยงานทางปกครองด้านสาธารณสุขจะปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดไว้เพื่อคุ้มครองและรับรองสิทธิในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของบุคคลผู้มีสัญชาติไทย ตามมาตรา ๒๓ แห่งกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่

                  จีงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ

                                                ขอแสดงความนับถือ

                                           ( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
                                  นักวิชาการด้านนิติศาสตร์และทนายความ
                                             โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ
สำเนาถึง:
๑) นายกรัฐมนตรี
๒) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๓) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
๔) ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 ดาวน์โหลดไฟล์จดหมาย

2551-12-26-legalopiniononr2health-muedacase_final

อ่านเรื่องของมึดา อดีตเด็กไร้สัญชาติ นักสู้ตัวน้อยแห่งบ้านท่าเรือ
http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=945

ธันวาคม 26, 2008 Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย | ใส่ความเห็น

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion)(ฉบับที่ ๑๐) ต่อการดำเนินการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าศึกษาของสถาบันการศึกษา ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ.๒๕๔๘ ถึงศูนย์กศน.เขตวัฒนา

 ที่ ฝสร.๑๐/๒๕๕๑

วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๑

 

เรื่อง  ความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion) ต่อการดำเนินการรับนักเรียนนักศึกษา

       เข้าศึกษาของสถาบันการศึกษาตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับ

       นักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ.๒๕๔๘

เรียน  ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเขตวัฒนา

อ้างถึง ๑) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐

        ๒) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและทางการเมือง, กติการะหว่าง ประเทศ

        ว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม

        ๓) ยุทธศาสตร์การจัดการสถานะและสิทธิของบุคคล (มติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๑๘ มกราคม

        ๒๕๔๘)

        ๔) มติคณะรัฐมนตรี ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘ เรื่องร่างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วย

        หลักฐาน วัน เดือน ปีเกิด ในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ. ….

        (การจัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย)

        ๕) ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียน

        ในสถานศึกษา พ.ศ.๒๕๔๘

           สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ได้รับแจ้งจากองค์กรเครือข่าย คือ โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าได้มีบุคคลไปสมัครเรียนที่ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเขตวัฒนาเมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ แต่ได้รับการปฏิเสธ โดยทางหน่วยงานของท่านให้เหตุผลด้วยวาจาว่า “การสมัครจำเป็นต้องมีเอกสารรับรองจากทางราชการ โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์” รวมถึงระบุว่าผู้สมัครจำเป็นต้อง “หาคนรับรองมาว่าคุณพักอาศัยอยู่ที่ไหน ทำงานที่ไหน มีความประพฤติเป็นเช่นไร

           ทางโครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐและองค์กรเครือข่าย จึงเรียนมาเพื่อขอเสนอความเห็นทางกฎหมาย ข้อหารือและข้อห่วงใยกับศูนย์กศน.เขตวัฒนา ดังต่อไปนี้

           ข้อ ๑. ทางโครงการฯ ขอเรียนย้ำต่อศูนย์กศน.เขตวัฒนา ว่า สิทธิในการศึกษาของบุคคลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลทุกคน ที่มาตรา ๔๙ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ ได้บัญญัติรับรองสิทธิดังกล่าวนี้ รวมถึงเป็นสิทธิมนุษยชนที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับรองไว้เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๘ โดยสิทธิในการศึกษาของบุคคล ย่อมไม่สามารถถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง (มาตรา ๓๐ แห่งรัฐธรรมนูญฯ) ทั้งยังเป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่จะถูกละเมิดมิได้ (มาตรา ๔ แห่งรัฐธรรมนูญฯ)

           ศูนย์กศน.เขตวัฒนา ในฐานะหน่วยงานของรัฐ ผูกพันต้องเคารพและให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรอง (มาตรา ๒๗ แห่งรัฐธรรมนูญฯ) และต้องใช้อำนาจโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพดังกล่าว (มาตรา ๒๖ แห่งรัฐธรรมนูญฯ)

 

           ข้อ ๒. ในการเข้าถึงสิทธิการศึกษา หรือในทางตรงกันข้ามคือการรับบุคคลเข้าศึกษาในสถานศึกษา การเรียกหลักฐานจากผู้สมัครนั้น ย่อมเป็นไปตามข้อ ๖ แห่งระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ.๒๕๔๘ ที่กำหนดว่า

                        “ข้อ ๖ การรับนักเรียนนักศึกษาในกรณีที่ไม่เคยเข้าเรียนในสถานศึกษามาก่อน ให้สถานศึกษาเรียกหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งตามลำดับเพื่อนำมามาลงหลักฐานทางการศึกษา ดังต่อไปนี้

                          (๑) สูติบัตร

                          (๒) กรณีที่ไม่มีหลักฐานตาม (๑) ให้เรียกหนังสือรับรองการเกิด บัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน หรือหลักฐานที่ทางราชการจัดทำขึ้นในลักษณะเดียวกัน

                          (๓) ในกรณีที่ไม่มีหลักฐานตาม (๑) และ (๒) ให้เรียกหลักฐานที่ทางราชการออกให้หรือเอกสารตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้ใช้ได้

                          (๔)  ในกรณีที่ไม่มีหลักฐานตาม (๑) (๒) และ (๓) ให้บิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือองค์กรเอกชนทำบันทึกแจ้งประวัติบุคคล ตามแบบแนบท้ายระเบียบนี้ เป็นหลักฐานที่จะนำมาลงหลักฐานทางการศึกษา

                          (๕)  ในกรณีที่ไม่มีบุคคลหรือองค์กรเอกชนตาม (๔) ให้ซักถามประวัติบุคคลผู้มาสมัครเรียน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำลงรายการบันทึกแจ้งประวัติบุคคลตามแบบแนบท้ายระเบียบนี้ เป็นหลักฐานที่จะนำมาลงหลักฐานทางการศึกษา

 

           ข้อ ๓. จากข้อกฎหมายข้างต้น แม้ผู้สมัครเรียนไม่มีพยานเอกสารใดๆ ศูนย์กศน.เขตวัฒนา ก็มีหน้าที่ต้องดำเนินการรับสมัคร โดยดำเนินการตามข้อ ๖ (๕) การปฏิเสธไม่รับการสมัครของบุคคลเพื่อเข้ารับการศึกษา จึงอาจถูกตีความได้ว่าเป็นการละเมิดต่อสิทธิในการศึกษาของบุคคลตามมาตรา ๔๙  ละเมิดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษยตามมาตรา ๔ และหลักความเสมอภาคตามมาตรา ๓๐ แห่งรัฐธรรมนูญฯ, ละเมิดต่อเจตนารมณ์แห่งพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ อันเป็นกฎหมายแม่บทของระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษาฯ และอาจหมายถึงการละเลย ไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๙ (๓) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ รวมถึงการกำหนดให้ผู้สมัครต้องนำพยานหลักฐาน รวมถึงพยานบุคคลมารับรอง ย่อมอาจหมายถึงการกำหนดขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดแก่บุคคลอันเกินสมควร เป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับบุคคลเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ตามมาตรา ๙ (๑) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ นอกจากนี้ยังอาจเป็นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗

 

            ข้อ ๔.  นอกจากนี้ สิทธิในการศึกษายังเป็นสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดย ข้อ ๒๖ แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งผูกพันประเทศไทยในฐานะกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ, ข้อ ๑๓ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights- ICESCR) ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีโดยการภาคยานุวัติ (Accession) เมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๒ และมีผลบังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ ทั้งยังขัดต่อหลักการและสิทธิทางการศึกษาที่ได้รับการรับรองไว้ตาม ข้อ ๕ (ฉ) (๕) แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination) ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคี โดยการภาคยานุวัติ (Accession) เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๖  และมีผลบังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖

           ที่สำคัญคือ ข้อ ๒๖ แห่งกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและทางการเมือง   (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีโดยการภาคยานุวัติ เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๓๙ และมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยนับตั้งแต่วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๐ เป็นต้นมา และขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดทำรายงานประเทศ (Country Report) โดยการบันทึกถึงการปฏิบัติงานของภาคส่วนราชการ และรายงานฉบับนี้จะถูกรายงานต่อสหประชาชาติในปี ๒๕๕๒

 

           ทางโครงการฯ ขอเรียนว่า ภาคประชาสังคมและภาควิชาการมีข้อกังวลและข้อห่วงใยต่อการตีความและแนวปฏิบัติของศูนย์ กศน.เขตวัฒนา ด้วยเจตนารมณ์ของสถาบันการศึกษาที่มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาความรู้ ความสามารถเพื่อการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของบุคคล และเพื่อเป็นการสนับสนุนให้เกิดความเข้าใจและส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาของบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกราบรื่น หากท่านมีข้อขัดข้องประการใด ทางโครงการฯ รวมถึง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยินดีที่จะเป็นสื่อกลางในการประสานงานด้านต่างๆ เพื่อการบรรลุถึง ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สาธารณะ และขอขอบคุณมาล่วงหน้าถึงความเข้าใจในปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่คนไร้รัฐ/ไร้สัญชาติต้องเผชิญในการดำรงชีวิต

 

   จีงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ

 

ขอแสดงความนับถือ

                                                                                   

( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )

นักกฎหมาย

โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

 

 สำเนาถึง:

๑) ประธานวุฒิสภา

๒) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

๓) ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

๔) ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา

๕) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ

๖) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

๗) เลขาธิการสำนักงานกศน. สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

๘) ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานคร

ดาวน์โหลดไฟล์จดหมาย

2551-12-08_legalopinion_to_yodrakcase1

อ่านเพิ่มเติม

ธันวาคม 12, 2008 Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย | ใส่ความเห็น

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (ฉบับที่ 9) เรื่องสอบถามและขอให้ชี้แจงความคืบหน้าของการดำเนินการสำรวจบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎรในอำเภอสามร้อยยอด

ที่ ฝสร.9/2551

 

                                           วันที่ 15 สิงหาคม 2551

 

เรื่อง      สอบถามและขอให้ชี้แจงความคืบหน้าของการดำเนินการสำรวจบุคคลผู้ไม่มีสถานะ

            ทางทะเบียนราษฎรในอำเภอสามร้อยยอด

เรียน      นายอำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

อ้างถึง   ยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะบุคคลและสิทธิ ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 18 มกราคม 2548

           และระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการสำรวจและจัดทำทะเบียนสำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะทาง

           ทะเบียน พ.ศ.2548 และหนังสือ มท.0309.1/ว.28 ลว.10 พฤษภาคม 2548, มท.0309.1

           /ว 60 ลว 13 พฤษภาคม 2551 และ 24 พฤษภาคม 2551

 

              สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) และโครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับแจ้งจากองค์กรเครือข่าย คือ โครงการแก้ปัญหาคืนสัญชาติไทยจังหวัดระนอง ชุมพรและประจวบคีรีขันธ์ ถึงปัญหาจากการดำเนินงานของอำเภอสามร้อยยอดในการสำรวจบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ผู้ถือบัตรประจำตัวเลข 0) ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะบุคคลและสิทธิ ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 18 มกราคม 2548 ที่มีวัตถุประสงค์มุ่งที่จะลดและขจัดการไร้รัฐของบุคคลที่ปรากฎตัวในประเทศไทย โดยต่อมาได้มีการออกเป็นระเบียบและหนังสือสั่งการเพื่อเป็นแนวทางสำหรับการปฏิบัติงานของสำนักทะเบียนต่างๆ ได้แก่ ระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการสำรวจและจัดทำทะเบียนสำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน พ.ศ.2548 และหนังสือ มท. 0309.1 /ว.28  ลว.10 พฤษภาคม 2548, มท.0309.1/ว 60 ลว 13 พฤษภาคม 2551 และ 24 พฤษภาคม 2551ซึ่งวัตถุประสงค์ของยุทธศาสตร์ฯ โดยบุคคลเป้าหมายของยุทธศาสตร์ฯ และระเบียบฯ นี้ได้แก่ บุคคลที่ไม่มีเอกสารแสดงตนใดๆ เลย หรือคนไร้รัฐที่ปรากฎตัวในประเทศไทย

              แต่ข้อเท็จจริงเบื้องต้นจากพื้นที่อำเภอสามร้อยยอด ทางโครงการฯ ได้รับแจ้งว่า ทางอำเภอได้ดำเนินการสำรวจบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน ในพื้นที่อำเภอสามร้อยยอด เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2549 โดยทางอำเภอได้ออกแบบ 89/1 ให้ผู้ได้รับการสำรวจถือไว้เป็นหลักฐาน, 20 กุมภาพันธ์ 2551 และล่าสุดคือวันที่ 6 พฤษภาคม 2551 ซึ่งจนถึงปัจจุบัน นับเป็นระยะเวลา 1 ปี 7เดือน (นับจากวันที่ 16 ธันวาคม 2549), 1 ปี 5 เดือน (นับจากวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551) และร่วม 90 วัน (นับจากวันที่ 6 พฤษภาคม 2551) แล้ว ปรากฎว่าจนถึงปัจจุบัน (เดือนสิงหาคม) ก็ยังไม่ปรากฎว่ามีการดำเนินการในขั้นตอนของการให้ประชาคมหมู่บ้าน/ชุมชนตรวจสอบรับรองบุคคล ในกรณีของกลุ่มบุคคลที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยที่มีความเกี่ยวพันกับชนกลุ่มน้อยเดิม แต่ตกสำรวจ หรือไม่ปรากฎว่ามีการดำเนินการในขั้นตอนของการบันทึกข้อมูลเพื่อจัดทำทะเบียนประวัติและจัดทำบัตรประจำตัว ในกรณีของกลุ่มเด็กในสถาบันศึกษาแต่อย่างใด

              ทางโครงการฯ เห็นว่า อำเภอสามร้อยยอด ในฐานะสำนักทะเบียนมีอำนาจหน้าที่ต้องดำเนินการสำรวจบุคคลผู้ไม่มีเอกสารแสดงตนใดๆ ตามนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น และการสำรวจถึง 3 ครั้งในช่วงเวลาร่วม 2 ปี ย่อมสร้างความสับสนให้กับกลุ่มคนเป้าหมายของยุทธศาสตร์ฯ และระเบียบฯ ดังกล่าว และบุคคลที่ได้รับการสำรวจไปแล้ว ต้องการทราบถึงขั้นตอนการดำเนินงานต่อไปของทางอำเภอ

              ทางโครงการฯ  จึงเรียนมาเพื่อขอให้ทางอำเภอชี้แจงถึงการดำเนินการและความคืบหน้าต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการประสานความเข้าใจระหว่างอำเภอสามร้อยยอด กับบุคคลผู้ไม่มีเอกสารแสดงตนใดๆ และเพื่อสนับสนุนหลักการดำเนินงานที่ถูกต้องตามหลักวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539

             จีงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ

 

                                          ขอแสดงความนับถือ

                                                                                      
                                      ( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )

                             นักวิชาการด้านนิติศาสตร์และทนายความ

                                      โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

 สำเนาถึง:

1)      ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

2)      ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ

3)      ผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย

4)      ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา

5)      ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ติดต่อ      ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล 083-134 3276, อัจฉรา สุทธิสุนทรินทร์ 081 805-2132

ดาวน์โหลดไฟล์จดหมาย

2551-08-15_legalopiniontoamphursamroiyod1

สิงหาคม 15, 2008 Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย | ใส่ความเห็น

จดหมายให้คำแนะนำคุณรอด บุญธรรม เรื่องการลงรายการสัญชาติไทย ตามมาตรา 23 แห่ง พร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551

ที่ ฝสร.8/2551

 
                                           1 สิงหาคม 2551

เรื่อง การลงรายการสัญชาติไทย ตามมาตรา 23 แห่ง พร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551

เรียน คุณรอด บุญธรรม

สิ่งที่ส่งมาด้วย หนังสือสั่งการ 3 ฉบับ

 

             ตามที่คุณรอด บุญธรรม ได้สอบถามถึงการลงรายการสัญชาติไทย ตามมาตรา 23 แห่ง พร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 นั้น ขอชี้แจงข้อสงสัยดังนี้

             หลังจากยื่นคำขอลงรายการสัญชาติไทยตามาตรา 23 แล้ว และนายทะเบีนยตรวจสอบคำขอว่าครบถ้วนสมบูรณ์ และออกใบตอบรับแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนของการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ ที่คุณรอด ในฐานะผู้ยื่นคำขอฯได้ยื่นต่อนายทะเบียน โดยจะมีการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ยื่นคำขอฯ ในประเด็นต่างๆ ได้แก่ ประการแรก-ผู้ยื่นคำขอฯ เกิดในประเทศไทยหรือไม่, ประการที่สอง-ผู้ยื่นคำขอฯ อาศัยอยู่จริงเป็นระยะเวลาติดต่อกัน ในประเทศไทยหรือไม่ และประการที่สาม-ผู้ยื่นคำขอฯ เป็นบุคคลที่มีความประพฤติดีหรือไม่ โดยใน 2 ประเด็นท้าย จะมีการสอบพยานบุคคลประกอบการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังจากนั้น จะเป็นรวบรวมเอกสาร พยานหลักฐานทั้งหมดและนายทะเบียนทำความเห็นเพื่อเสนอต่อนายอำเภอ หลังจากที่นายอำเภอได้รับเอกสาร พยานหลักฐานทั้งหมด รวมถึงความเห็นของนายทะเบียน นายอำเภอจะต้องพิจารณาและออกคำสั่งว่าจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้มีการเพิ่มชื่อของผู้ยื่นคำขอฯ ลงในทะเบียนบ้าน ภายใน 15 วัน หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่าขั้นตอนการอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เพิ่มชื่อนั้น เป็นอำนาจของนายอำเภอ เมื่อนายอำเภอมีคำสั่งอนุญาต จึงเข้าสู่กระบวนการขอเลขประจำตัว 13 หลักจากส่วนกลาง

             อย่างไรก็ดี กฎหมายและหนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้องไม่ได้กำหนดว่าระยะเวลาที่นายทะเบียนจะใช้เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐานนั้น นายทะเบียนอำเภอต้องดำเนินการให้เสร็จภายในระยะเวลาเท่าไร แต่ภายใต้หลักวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงนี้ จะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 90 วัน นับจากวันยื่นคำขอฯ หากสำนักทะเบียนอำเภอยังไม่มีการดำเนินการใดๆ หรือมีคำสั่งให้ดำเนินการอย่างใด ผู้ยื่นคำขอฯ มีสิทธิยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้ศาลตรวจสอบว่านายทะเบียนอำเภอ ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร หรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
             หากมีข้อสงสัยประการใดสามารถติดต่อสอบถามมาได้  โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐยินดีให้คำแนะนำและประสานงานเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายใหม่เป็นไปตามเจตนารมย์อย่างแท้จริง

 

                                           ขอแสดงความนับถือ
      
                                     ( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
                            นักวิชาการด้านนิติศาสตร์และทนายความ
                                   โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

ไฟล์จดหมายขอคำแนะนำของคุณรอด

จดหมายคุณรอด

สิงหาคม 5, 2008 Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย | ใส่ความเห็น

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion) ฉบับที่ 7 ต่อการปฏิบัติงานของอำเภอสังขละบุรีตามหลักวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เพื่อประสานความเข้าใจระหว่างอำเภอสังขละบุรีและบุคคลที่ประสงค์ยื่นคำขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551

ที่ ฝสร. 7/2551

 

                                             วันที่ 25 กรกฎาคม 2551

 

เรียน   นายอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
เรื่อง    ความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion) ต่อการปฏิบัติงานของอำเภอสังขละบุรีตามหลัก

          วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เพื่อประสานความเข้าใจระหว่างอำเภอสังขละบุรีและบุคคลที่

          ประสงค์ยื่นคำขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติ

          สัญชาติ(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551
อ้างถึง  พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551, หนังสือมท. 0309.1/ว.1587 ลว.22

          พฤษภาคม 2551 และ มท.0309.1/ว. 9489 ลว. 18 มิถุนายน 2551
 
 

             สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ได้รับแจ้งจากองค์กรเครือข่าย คือ โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าได้มีผู้ยื่นคำขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 หรือผู้ทรงสิทธิตามมาตรา 23ฯ ได้ไปแสดงตนต่ออำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อขอยื่นคำขอฯ ดังกล่าว พบว่า แม้ทางอำเภอจะรับคำร้องหากทว่ามิได้ดำเนินการลงวันที่รับคำร้อง อีกทั้งปฏิเสธไม่ให้ผู้ยื่นคำขอฯคัดสำเนาเอกสารคำร้อง และแจ้งต่อผู้ยื่นคำขอฯว่าทางอำเภอจะดำเนินการดังกล่าวให้ได้ต่อเมื่อ “คณะทำงาน” ที่ทางอำเภอตั้งขึ้น ได้ตรวจพิจารณาคำร้องดังกล่าวเสียก่อน นอกจากนี้ ยังพบว่ามีบางกรณีทางอำเภอสังขละบุรีเรียกให้ผู้ยื่นคำขอนำพยานบุคคลมาในวันที่ยื่นคำร้อง
             ทางโครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ มีข้อห่วงใยต่อทางปฏิบัติดังกล่าวของทางอำเภอ จึงเรียนมาเพื่อขอเสนอความเห็นทางกฎหมายและข้อหารือต่อทางอำเภอ ดังต่อไปนี้

             1. กฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ของสังคมไทย คือ พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4)ฯ ได้กำหนดให้ บุคคลเป้าหมายของมาตรา 23 เป็น “ผู้มีสัญชาติไทย” โดยสถานะบุคคลนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 และตามมาตรา 23 วรรคท้าย ได้กำหนดให้บุคคลเป้าหมายของมาตรา 23 สามารถยื่นคำขอลงรายการสัญชาติไทยต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น นับจากวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นไป โดยกรมการปกครองได้ทำหนังสือสั่งการเป็นการภายในเพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติงาน พร้อมแบบฟอร์มคำขอปรากฏตามหนังสือ 0309.1/ว.1587  ลว. 22 พฤษภาคม 2551 

             2. ทางโครงการฯ ขอเรียนย้ำต่อทางอำเภอสังขละบุรีว่า ภายใต้กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ บุคคล กลุ่มเป้าหมายของมาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4)ฯ มีสถานะบุคคลเป็นผู้มีสัญชาติไทยแล้วภายหลังวันที่ประกาศใช้บังคับกฎหมาย และผูกพันอำเภอ สำนักงานเขต สำนักทะเบียนอำเภอและสำนักทะเบียนท้องถิ่นทุกแห่งในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ในฐานะหน่วยทะเบียนอำเภอ รวมถึงเป็นนายทะเบียนผู้มีอำนาจหน้าที่ตามพ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 และฉบับที่ 2 พ.ศ.2551 เป็นเจ้าหน้าที่ปกครองซึ่งมีหน้าที่ในการรับคำขอฯและพิจารณาคำขอฯเพื่อนำไปสู่กระบวนการออกเอกสารรับรองความเป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือเอกสารแสดงตนว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทยของบุคคลกลุ่มนี้

             3. การเตรียมการและดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง ในกรณีนี้คือการรับคำขอ การดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง การสอบพยานบุคคลฯลฯ เพื่อการอนุญาตหรือไม่อนุญาตเพิ่มชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนบ้าน (ทร.14) นี้ เจ้าหน้าที่จำเป็นจะต้องคำนึงถึงหลักการปฏิบัติราชการทางปกครองที่ดี ตามพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ด้วย ซึ่งภายใต้หลักการดังกล่าว กำหนดให้เจ้าหน้าที่คือ อำเภอสังขละบุรีจะต้องดำเนินการตามหลักการเข้าถึงข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ กล่าวคือ คู่กรณี(ในกรณีนี้ หมายถึง ผู้ยื่นคำขอฯ) ย่อมมีสิทธิขอตรวจดูเอกสารที่จำเป็นต้องรู้เพื่อการโต้แย้ง ชี้แจงหรือเพื่อป้องกันสิทธิของตนได้ (มาตรา 31 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539) ดังนั้น เมื่อผู้ยื่นคำขอฯได้ยื่นคำขอฯต่ออำเภอ หากทางอำเภอจะต้องรับคำขอฯดังกล่าว โดยต้องลงนามรับ รวมถึงลงวันที่รับเพื่อแสดงถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร และผู้ยื่นคำขอฯย่อมมีสิทธิที่จะขอคัดถ่ายสำเนาคำร้องของตนได้
            รวมไปถึงการปฏิบัติหน้าที่โดยยึดถือในหลักหลักการรับฟังผู้ถูกกระทบหรืออาจถูกกระทบสิทธิ เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณี มีโอกาสที่จะได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งเพื่อแสดงพยานหลักฐานของตนตามมาตรา 30, ที่สำคัญ หลักความเรียบง่าย รวดเร็วและถูกต้อง กระบวนการเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองจะต้องยึดหลักความเรียบง่าย รวดเร็วและถูกต้องโดยเจ้าหน้าที่จะต้องแจ้งสิทธิและหน้าที่ในกระบวนพิจารณาทางปกครองในคู่กรณีทราบตามมาตรา 33 ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนก่อนทำคำสั่งทางปกครองหรือภายหลังที่ได้มีคำสั่งฯ แล้วก็ตาม
             และหลักการกระทำโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ สืบเนื่องจากในการพิจารณาและจัดทำคำสั่งทางปกครองในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะต้องทำโดยเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนั้น ตามมาตรา 12 แห่งพ.รบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ซึ่งตามมาตรา 5 ได้กำหนดนิยามของคำว่า “เจ้าหน้าที่” ว่า หมายถึง “บุคคล คณะบุคคลหรือนิติบุคคล ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจหรือได้รับมอบอำนาจให้ใช้อำนาจทางปกครองของรัฐในการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งขึ้นในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐหรือไม่ก็ตาม” จึงมีประเด็นข้อกฎหมายว่าคณะทำงานที่ทางอำเภอสังขละบุรีตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาคำร้องนั้น เป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายใด ยิ่งไปกว่านั้น อาจเกิดเป็นประเด็นข้อกฎหมายว่า การดำเนินการดังกล่าวนี้ อาจถือว่ามีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ตามมาตรา 9 (1) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ

             4. ส่วนประเด็นพยานบุคคลนั้น กฎหมายและหนังสือสั่งการมิได้กำหนดให้ผู้ยื่นคำขอฯ ต้องนำพยานบุคคลมาในวันที่ยื่นคำขอฯ โดยนายทะเบียนสามารถนัดหมายให้นำพยานบุคคลมาสอบสวนในภายหลังได้และจะต้องทำการนัดหมายให้นำพยานบุคคลมาสอบสวนภายในระยะเวลาที่เหมาะสม แต่ไม่ควรเกิน 90 วัน นับแต่นายทะเบียนรับคำขอฯ (ปรากฎตามข้อ 1 หนังสือสั่งการ ฉบับที่ 2 มท.0309.1/ว 9489 ลว 18 มิถุนายน 2551) ดังนั้นการกำหนดให้ผู้ยื่นคำขอฯ นำพยานบุคคลมาอำเภอในวันที่ยื่นคำขอฯ อาจเกิดประเด็นข้อกฎหมายที่ว่าการดำเนินการดังกล่าว อาจถือว่ามีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ตามมาตรา 9 (1) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ

             ทางโครงการฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทางอำเภอสังขละบุรีจะยึดถือและปฏิบัติตามหลักกฎหมายข้างต้น และหากท่านมีข้อขัดข้องประการใด ทางโครงการฯ ยินดีที่จะเป็นสื่อกลางในการประสานงานด้านต่างๆ เพื่อการบรรลุถึงเจตนารมณ์แห่งมาตรา 23 พ.ร.บ.สัญชาติ(ฉบับที่ 4 )ฯ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สาธารณะ และขอขอบคุณมาล่วงหน้าถึงความเข้าใจในปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่คนไร้สัญชาติต้องเผชิญในการดำรงชีวิต

             จีงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ


                                            ขอแสดงความนับถือ
      
                                       ( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
                          นักกฎหมาย  โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

สำเนาถึง:
1) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
2) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
3) ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา
4) อธิบดีกรมการปกครอง
5) ผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย
6) ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี

ติดต่อ   ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล 083 134-3276,อัจฉรา สุทธิสุนทรินทร์ 081 805-2132

ดาวน์โหลดไฟล์จดหมาย

2551-7-25_legalopiniontoamphursungkhalburi

กรกฎาคม 28, 2008 Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย | 1 ความเห็น

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion) ฉบับที่ 6 ต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานทะเบียนราษฎรตามมาตรา 23แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551เพื่อประสานความเข้าใจระหว่างอำเภองาว จังหวัดลำปาง และบุคคลที่ประสงค์ยื่นคำร้อง

ที่ ฝสร. 6/2551
                                           
                                           วันที่ 15 กรกฎาคม 2551
เรียน   นายอำเภองาว จังหวัดลำปาง
เรื่อง    ความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion) ต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานทะเบียนราษฎร
         ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 เพื่อประสานความ
         เข้าใจ ระหว่างอำเภองาว จังหวัดลำปาง และบุคคลที่ประสงค์ยื่นคำร้อง
อ้างถึง    1) พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551
           2) หนังสือ มท. 0309.1/ว.1587 ลว. 22 พฤษภาคม 2551
           3) หนังสือ มท.0309.1/ว. 9489 ลว. 18 มิถุนายน 2551
            
             สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ได้รับแจ้งจากองค์กรเครือข่ายคือ คณะทำงานด้านสถานะบุคคลจังหวัดลำปาง ว่าได้มีผู้ยื่นคำขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎร (ท.ร.14) หรือผู้ทรงสิทธิตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ได้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ตำบลปงเตา ตำบลบ้านอ้อน ตำบลบ้านร้อง ตำบลบ้านโป่ง ตำบลนาแก และ ตำบลบ้านหวด รวม 6 ตำบล เขตอำเภองาว ได้ไปแสดงตนต่ออำเภองาว จังหวัดลำปางเพื่อยื่นคำขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎร แต่ไม่สามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้  โดยทางอำเภองาวได้ปฏิเสธการรับคำร้อง ทั้งยังได้ชี้แจงต่อผู้ยื่นคำร้องว่า มีความไม่ชัดเจนในตัวคำสั่ง “การเป็นผู้มีความประพฤติดีหรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคม”
            โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ ร่วมกับ โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีข้อห่วงใยต่อทางปฏิบัติดังกล่าวของทางอำเภองาว จึงเรียนมาเพื่อขอเสนอความเห็นทางกฎหมายและข้อหารือต่อทางอำเภอ ดังต่อไปนี้
             1. กฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ของสังคมไทย คือ พ.ร.บ.สัญชาติ  (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ได้กำหนดให้ บุคคลเป้าหมายของมาตรา 23 เป็น “ผู้มีสัญชาติไทย” โดยการให้สัญชาติไทยตามมาตรา 23  แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4)ฯ นี้เป็นไปเพื่อการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับบุคคลที่เคยมีสัญชาติไทยโดยการเกิดแต่ถูกถอนสัญชาติ และบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทยแต่ไมได้สัญชาติไทยโดยผลของประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 รวมถึงบุตรของบุคคลทั้ง 2 กลุ่มดังกล่าว โดยกฎหมายกำหนดให้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไปและสถานะบุคคลนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551
             ตามมาตรา 23 วรรคท้าย ได้กำหนดให้บุคคลเป้าหมายของมาตรา 23 สามารถยื่นคำขอลงรายการสัญชาติไทยต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น นับจากวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นไป โดยกรมการปกครองได้ทำหนังสือสั่งการเป็นการภายในเพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติงาน พร้อมแบบฟอร์มคำขอปรากฏตามหนังสือ 0309.1/ว.1587  ลว. 22 พฤษภาคม 2551 และ มท.0309.1/ว. 9489 ลว. 18 มิถุนายน 2551
             2. นายทะเบียนอำเภอและอำเภองาว ในฐานะหน่วยทะเบียนอำเภอ รวมถึงเป็นนายทะเบียนจึงเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามพ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 เป็นเจ้าหน้าที่ปกครองซึ่งมีหน้าที่ในการรับคำร้องและพิจารณาคำร้อง ตามมาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4)ฯ นอกจากนี้ ตามหนังสือ มท. 0309.1/ว. 1587 ยังได้ระบุไว้ชัดเจนในข้อ 7 ว่า ให้นายอำเภอและผู้อำนวยการเขตต้องพิจารณาอนุมัติด้วยตนเอง ด้วยความรอบคอบรวดเร็วและเป็นธรรม มิให้มีการเรียกพยานหลักฐานที่เกินความจำเป็น หรือแสวงหาหรือเรียกรับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นอันขาด
             ทางโครงการฯ ขออนุญาตเรียนต่อทางอำเภองาว ว่า การปฏิเสธไม่รับคำขอลงรายการสัญชาติ ไม่ดำเนินการพิจารณาคำขอฯ จึงอาจหมายถึงการละเลย ไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 9 (3) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542, มาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ และหนังสือสั่งการทั้งสองฉบับ อันเป็นข้อเท็จจริงที่สามารถใช้เป็นฐานแห่งการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางปกครองเพื่อตรวจสอบการกระทำทางปกครองดังกล่าว
             3. ในประเด็นเรื่อง “พยานบุคคล” ที่จะยืนยันถึงการ “เป็นผู้มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยขน์ให้แก่สัคมหรือประเทศไทย” ของผู้ยื่นคำร้องนั้น ทางโครงการฯ เห็นว่า หนังสือสั่งการกรมการปกครองทั้ง 2 ฉบับ ได้กำหนดแนวทางที่ชัดเจนเพื่อให้อำเภอ สำนักงานเขตฯ ใช้เป็นแนวปฏิบัติได้แล้ว
             ดังปรากฏตามข้อ 3.3 แห่งหนังสือ มท. 0309.1/ว.1587 ลว. 22 พฤษภาคม 2551 และ ข้อ 4แห่งหนังสือ มท.0309.1/ว. 9489 ลว. 18 มิถุนายน 2551 ที่ระบุว่า “…พยานบุคคลที่จะมารับรองคุณสมบัติของผู้ยื่นคำร้องนั้น จะต้องเป็นพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือ เป็นผู้ที่มีชื่อและรายการในทะเบียนบ้าน มีถิ่นที่อยู่เป็นหลักแหล่งในท้องที่ที่ผู้นั้นอาศัยอยู่เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี เป็นบุคคลที่ชุมชนให้การยอมรับนับถือ มีความประพฤติดี และต้องรู้จักคุ้นเคยกับผู้ยื่นคำร้องเป็นอย่างดี ซึ่งอาจจะเป็นพระภิกษุ คหบดี หรือเกษตรกร โดยไม่จำเป็นต้องเป็นข้าราชการ พนักงานของรัฐ กำนันหรือผู้ใหญ่บ้านก็ได้” ซึ่งทางโครงการฯ เห็นว่า แนวปฏิบัติดังกล่าวน่าจะเพียงพอต่อการพิจารณาคำร้องแล้ว การอ้างเหตุผลดังกล่าวเพื่อปฏิเสธการไม่รับคำขอฯ จึงอาจหมายถึงการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ การละเลย ไม่ปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 9 (1) และ (3) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
             ทางโครงการฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า อำเภองาว ในฐานะหน่วยทะเบียนอำเภอจะปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดไว้เพื่อคุ้มครองและรับรองสิทธิในการมีสถานะเป็นผู้มีสัญชาติไทยตามมาตรา 23 แห่งกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางโครงการฯ ขอเรียนหารือว่า ทางอำเภอควรดำเนินการตรวจสอบกระบวนการดำเนินงานภายในอำเภอเมือง ชี้แจงและทำความเข้าใจทางปฏิบัติดังกล่าวแก่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน และต่อบุคคลที่ประสงค์จะยื่นคำขอฯ ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนให้เกิดความเข้าใจและเพื่อการดำเนินงานตามมาตรา 23 อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกราบรื่น
             หากท่านมีข้อขัดข้องประการใด ทางโครงการฯ รวมถึงคณะทำงานด้านสถานะบุคคลจังหวัดลำปาง และโครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยินดีที่จะเป็นสื่อกลางในการประสานงานด้านต่างๆ เพื่อการบรรลุถึงเจตนารมณ์แห่งมาตรา 23
ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สาธารณะ และขอขอบคุณมาล่วงหน้าถึงความเข้าใจในปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่คนไร้สัญชาติต้องเผชิญในการดำรงชีวิต
             จีงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ
      
                                            ขอแสดงความนับถือ
      
                                        ( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
                              นักกฎหมายโครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ
สำเนาถึง:
1) ประธานวุฒิสภา
2) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
3) ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
4) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
5) ผู้อำนวยการสถาบันดำรงราชานุภาพ กรมการปกครอง
6) ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา
7) อธิบดีกรมการปกครอง
8) ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง
ติดต่อ   ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล 083 134-3276, อัจฉรา สุทธิสุนทรินทร์ 081 805-2132
ดาวน์โหลดไฟล์จดหมาย
2551-7-15_legalopinion_toamphurngao

กรกฎาคม 17, 2008 Posted by | ความเห็นทางกฎหมาย | ใส่ความเห็น