Stateless Watch’s Weblog

โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

ขอชื่นชมการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการที่เคารพสิทธิทางการศึกษาของบุคคล

ที่ ฝสร.๑๔/๒๕๕๒

………………………………………วันที่  ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๒

เรื่อง    ขอชื่นชมการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการที่เคารพสิทธิทางการศึกษาของบุคคล
เรียน     รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
สำเนาถึง ๑) เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
…………๒) ผู้อำนวยการสำนักกิจการพิเศษ สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
…………๓) ผู้อำนวยการ โรงเรียนนวมินทราชินุทิศ หอวัง นนทบุรี

…………สืบเนื่องจาก สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch for Research and Development Institute of Thailand-SWIT) ร่วมกับองค์กรเครือข่าย คือ โครงการขยายความรู้จากแม่อายสู่อันดามัน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่เด็กชายสมชาย อากาเป เด็กไร้สัญชาติ ทว่าไม่ไร้รัฐ เนื่องจากเป็นบุคคลที่ได้รับการสำรวจตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล (มติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๘) จึงมีสถานะเป็นบุคคลที่ได้รับการบันทึกชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนราษฎร โดยกรมการปกครองและมีเอกสารแสดงตนคือ บัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน (เลข 13 หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข 0)


…………โดยในวันอาทิตย์ที่ ๑๕ มีนาคมที่ผ่านมา ด.ช.สมชาย ได้ไปยื่นใบสมัครเพื่อเข้า เรียนในระดับชั้นม.๑ โรงเรียนนวมินทราชินุทิศ หอวัง นนทบุรี (โควต้าความสามารถพิเศษ)และสอบตรง ปรากฏว่าทางเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทางโรงเรียนปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่า ด.ช.สมชาย ไม่มีสัญชาติไทย และไม่มีทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน ตามประกาศของทางโรงเรียน

…………อย่างไรก็ดี นอกจากการให้ความช่วยเหลือจากทางสถาบันฯ ร่วมกับองค์กรเครือข่ายแล้ว ด้วยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน อันได้แก่คุณยินดี ห้วยหงส์ทอง แห่งมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก, อาจารย์รจนา สินที สำนักกิจการพิเศษ สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดัน เผยแพร่รวมทั้งติดตามทำความเข้าใจต่อระเบียบฯกับโรงเรียนต่างๆ มาโดยตลอด และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ได้กรุณาโทรศัพท์ประสานงานกับทางโรงเรียนโดยตรง ทำให้ภายในช่วงเย็นของวันจันทร์ที่ ๑๖ นั้นเอง ทางโรงเรียนฯ ได้ติดต่อด.ช.สมชาย เพื่อให้กลับมาที่โรงเรียนอีกครั้ง เพื่อยื่นใบสมัครและสอบ

…………ทางสถาบันฯ และองค์กรเครือข่ายฯ ขออนุญาตเรียนย้ำว่า สิทธิในการศึกษาของบุคคลนี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน หรือโอกาสของบุคคลทุกคนที่จะได้เข้าถึงความรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองรวมถึงสังคม ซึ่งมาตรา ๔๙ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๒๕๕๐ รวมถึงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๘ ก็ได้รับรองสิทธิดังกล่าว โดยสิทธิหรือโอกาสทางการศึกษาของบุคคล ย่อมไม่สามารถถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง (มาตรา ๓๐ แห่งรัฐธรรมนูญฯ) ทั้งยังเป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่จะถูกละเมิดมิได้ (มาตรา ๔ แห่งรัฐธรรมนูญฯ) และทางกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เองก็ได้ตระหนักดีถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและโอกาสของบุคคลในเรื่องนี้ ดังจะเห็นได้จากทางศธ. ได้มีระเบียบรับรองสิทธิทางการศึกษาของบุคคล โดยไม่คำนึงถึงเหตุแห่งความแตกต่างใดๆ มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ และต่อมาได้ปรับปรุงเป็นระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘

…………นอกจากนี้ สิทธิทางการศึกษานี้ ยังเป็นสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดย ข้อ ๒๖ แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งผูกพันประเทศไทยในฐานะกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ, ข้อ ๑๓ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights- ICESCR) ทั้งยังขัดต่อหลักการและสิทธิทางการศึกษาที่ได้รับการรับรองไว้ตาม ข้อ ๕ (ฉ) (๕) แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination) ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคี ที่สำคัญคือ ข้อ ๒๖ แห่งกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี และขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดทำรายงานประเทศ (Country Report) โดยการบันทึกถึงการปฏิบัติงานของภาคส่วนราชการ และรายงานฉบับนี้จะถูกรายงานต่อสหประชาชาติในปี ๒๕๒๒

…………ทางสถาบันฯ และองค์กรเครือข่ายฯ ตระหนักดีกว่า สังคมไทยในวงกว้างยังคงขาดความรับรู้ และความเข้าใจต่อสิทธิทางการศึกษาของบุคคล หรือแม้แต่ภายในหน่วยงานใต้การบังคับบัญชา/กำกับดูแลของศธ. ดังเช่นที่เกิดขึ้นในกรณีของด.ช.สมชาย ซึ่งกรณีของด.ช.สมชาย แม้ว่าด.ช.สมชายจะสามารถยื่นใบสมัครและเข้าสู่กระบวนการสอบได้ แต่สิทธิทางการศึกษาของด.ช.สมชายที่ได้รับการคุ้มครอง ก็ล้วนแต่เกิดขึ้นด้วยเพราะความรู้ความเข้าใจและความเคารพต่อสิทธิทางการศึกษาที่ส่งผ่านจากหน่วยงานผู้บังคับบัญชา/กำกับดูแล ชี้แนะมายังทางโรงเรียน ภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว ทันต่อสภาพปัญหา ซึ่งทางสถาบันฯ และองค์กรเครือข่ายต้องขอแสดงความชื่นชมและขอบคุณ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ส่งผลให้เกิดข้อห่วงใยว่า ความพยายามป้องกันการละเมิดสิทธิทางการศึกษา รวมถึงการเยียวยาฯ ในกรณีอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นอีก จะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างทันต่อสภาพปัญหาได้เช่นเดียวกับกรณีของดช.สมชาย ทุกครั้งทุกกรณีหรือไม่


…………ทางสถาบันฯ และองค์กรเครือข่าย จึงเรียนมาเพื่อขอความร่วมมือมายัง ศธ. ให้ดำเนินการชี้แจง ทำความเข้าใจต่อสถานบันการศึกษาทั่วประเทศอีกครั้ง เพื่อเป็นการป้องกันการละเมิดสิทธิและโอกาสทางการศึกษาของเด็กและเยาวชนในสังคมไทย ท้ายนี้ ทางสถาบันฯ และองค์กรเครือข่ายขอแสดงความชื่นชมอีกครั้งต่อการทำงานบนพื้นฐานความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์และยึดมั่นต่อหลักสิทธิมนุษยชนของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา

………… …………………..จีงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ

………………………………………ขอแสดงความนับถือ

…………………………………….( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
……………………………นักวิชาการด้านนิติศาสตร์และทนายความ
……………………….สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ


ดาวน์โหลดไฟล์

2552-3-24-lo-r2e-bigcase-_final_1



Advertisements

มีนาคม 24, 2009 Posted by | สิทธิ | ใส่ความเห็น

กำแพงกั้นฝันของ…บิ๊ก(ตอนหนึ่ง)

กำแพงกั้นฝันของ…บิ๊(1)(ตอนหนึ่ง)

ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว
นักข่าว สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ(SWIT)

2552-03-17-e0b899e0b989e0b8ade0b887e0b89ae0b8b4e0b98ae0b881


“บ่อยครั้งที่มักแอบบอกตัวเองเหมือนกับเป็นความฝันเล็กๆ ว่าอยากสอบเข้าเรียนต่อชั้น ม.1 ซึ่งที่ที่บิ๊กอยากเรียนคือโรงเรียนหอวัง       บิ๊กยิ้มเล็กๆพร้อมกับเผยความสามารถตัวเองว่า ได้คะแนนการเรียนสูงเป็นที่ 3 ของห้อง ทำให้มั่นใจว่าถ้าได้ไปเรียนก็น่าจะสู้เขาได้ บิ๊กเชื่ออย่างนั้น” ความฝันเล็กๆของน้องบิ๊ก

กว่า 6 ปี แล้ว ที่เด็กชายสมชาย อากาเป หรือน้องบิ๊ก เดินทางไกลจากอ้อมอกของพ่อที่เลี้ยงดูลูกน้อยเพียงลำพัง มายังเมืองใหญ่ ด้วยคิดหวังถึงชีวิตที่ดีกว่าภายใต้ร่มเงาของ “บ้านแห่งความหวัง” ณ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

…………บิ๊ก เกิดวันที่ 24 พฤศจิกายน 2537 ที่โรงพยาบาลตะกั่วป่า อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา พ่อและแม่เป็นชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ในพม่า ที่หลบหนีภัยสงครามอพยพมาเป็นแรงงานต่างด้าว/ข้ามชาติ โดยขึ้นทะเบียนแรงงานและทำงานรับจ้างที่จังหวัดพังงา กว่า 20 ปีมาแล้ว ด้วยความไม่ทราบขั้นตอน กังวลเรื่องค่าใช้จ่าย และยังหวาดกลัวด้วยสถานะของคนต่างด้าว ทำให้แม่ของบิ๊กไม่ได้เรียกร้องหนังสือรับรองการเกิด(ท.ร.1/1) จากนางพยาบาล และโรงพยาบาลเองก็ไม่ได้กระตือรือร้นจะออกให้ในตอนนั้น

…………เมื่ออายุได้ราว 6 ขวบ แม่ก็ได้ทิ้งบิ๊กไว้กับพ่อตามลำพังและไปแต่งงานอยู่กินกับสามีใหม่ นับแต่นั้นมาบิ๊กก็มีเพียงพ่อที่รับภาระดูแลเลี้ยงดู และพยายามที่จะหาหนทางให้บิ๊กได้เรียนหนังสือแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นไปได้ยาก ด้วยความจนยากนั้นเป็นอุปสรรคใหญ่ที่กั้นขวางอยู่

…………จากเด็กน้อย อายุประมาณ 7-8 ขวบ เดินโซซัดโซเซร่างกายซูบผอมเนื้อตัวมอมแมมที่มายืนด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าโบสถ์แห่งหนึ่งในจังหวัดระนอง ตามแขนและลำตัวมีอาการบวมเป่งเหมือนถูกทุบถูกรุมทำร้ายมาอย่างสาหัส  ด้วยความสงสารผู้ใจบุญท่านหนึ่งจึงพาไปหาหมอปรากฏว่าเด็กคนนี้ถูกทำร้ายจนแขนหัก แล้วการเดินทางไกลของบิ๊กก็เริ้มต้นขึ้นเพื่อสานฝันของพ่อและตัวบิ๊กเอง

…………บิ๊กได้รับการอุปการะจากวัดพระแม่มหาการุณ เป็นโบสถ์คาทอลิกซึ่งตั้งอยู่ที่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีบ้านแห่งความหวังไว้คอยดูแลเด็กๆที่ครอบครัวมีปัญหา ให้เป็นที่พักอาศัยและส่งเสริมให้เด็กได้เรียนหนังสือเพื่อเป็นต้นทุนในการดำเนินชีวิตในอนาคต โดยปัจจุบันมีเด็กในความดูแลรวม 90 ชีวิต แต่เด็กที่มีปัญหาสถานะบุคคล ไม่มีสัญชาติไทยมีเพียง 2 คน

…………สมศักดิ์ ธุถาวร หรือ พี่น้อย เจ้าหน้าที่บ้านพักเล่าย้อนถึงเมื่อครั้งน้องบิ๊กเข้ามาอยู่ในความดูแลว่า ปี 2546 ได้พาบิ๊กไปสมัครเรียนในชั้นป.1 ที่โรงเรียนวัดสลักเหนือแต่ครั้งนั้นไม่มีปัญหาใดๆในการสมัครเข้าเรียน แม้ว่าน้องบิ๊กจะไม่มีเอกสารใดๆ เนื่องจากเป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จึงเข้าใจและยอมรับในสภาพปัญหาของเด็ก

…………ปี 2550 พอขึ้นชั้นป.4 น้องบิ๊กย้ายโรงเรียนมายังโรงเรียนวัดนาวงศ์ และที่นี่ได้ทำให้น้องบิ๊กซึ่งเป็นนักเรียนในสถานศึกษาได้รับการลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนบ้าน โดยช่องทางการสำรวจนักเรียนที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางฯ ปี 2548 และได้รับบัตรบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ขึ้นต้นด้วยเลข 0) ทำให้บิ๊กเป็น “ราษฎรไทย” และไม่ประสบปัญหาความไร้รัฐอีกต่อไป

…………อย่างไรก็ตาม บิ๊กย่อมมีสิทธิในสัญชาติ ถ้าหากสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ดำเนินการตาม ยุทธศาสตร์จดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล ตามมติคณะรัฐมนตรี 18 มกราคม 2548 ซึ่งหากบิ๊กมีความสามารถที่จะศึกษาจนจบในระดับอุดมศึกษา ก็จะมีสิทธิยื่นขอสัญชาติไทยตามกรอบยุทธศาสตร์ฯ

…………น้องบิ๊กกำลังจะจบชั้นป.6 ในปีนี้ ความยุ่งยากเกิดขึ้นเมื่อทางโรงเรียนแจ้งว่าจะไม่ออกเอกสารจบการศึกษาให้น้องบิ๊ก หากไม่นำเอกสารต่างๆ ได้แก่ เอกสารการเกิด และเอกสารประจำตัวของพ่อแม่มาให้ทางโรงเรียน

…………โดยตาม “ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับสมัครนักเรียนเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ.2548” ระบุไว้ชัดเจนว่าสถานศึกษามีหน้าที่รับเด็กในวัยการศึกษาเข้าศึกษาแม้ว่าไม่มีเอกสารใดๆและต้องออกหลักฐานทางการศึกษาให้

…………แต่เมื่อเจ้าหน้าที่บ้านพักได้ประสานงานกับทางโรงเรียนถึงระเบียบฯดังกล่าว ก็ได้รับคำตอบว่ารับรู้และเข้าใจ แต่อย่างไรก็ต้องนำเอกสารต่างๆมาแสดงคือคำยืนยันหนักแน่นของทางโรงเรียน  สำหรับหนังสือรับรองการเกิด(ท.ร.1/1)นั้นในภายหลังโรงพยาบาลได้ออกเอกสารดังกล่าวให้เรียบร้อยแล้วจากการประสานงานติดตามโดย นางสาวรุจิราพร โชคพิพัฒน์พร ผู้ช่วยนักวิจัยโครงการศึกษาวิจัยเพื่อสำรวจสถานการณ์และศึกษาความเป็นไปได้ในการขจัดปัญหาการจดทะเบียนการเกิด และปัญหาสถานะบุคคลของประชาชนในพื้นที่ประสบภัยสึนามิ ซึ่งได้ใช้ความพยายามในการสืบหาข้อเท็จจริงเพื่อไปสืบค้นท.ร.1/1 จากโรงพยาบาลจนสำเร็จ พี่น้อยและน้องบิ๊กจึงได้ติดตามท.ร.1/1 ซึ่งอยู่กับทางทีมวิจัย  และเอกสารประจำตัวของพ่อแม่ที่พังงามาแสดงในที่สุด

…………จะเห็นได้ว่าความยุ่งยากในครั้งนี้เกิดขึ้นกับน้องบิ๊กจากแนวทางการปฏิบัติของโรงเรียนและทัศนคติซึ่งยังไม่เปิดกว้างยอมรับต่อสิทธิทางการศึกษาของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ว่าไม่ได้แตกต่างกับคนไทยแต่อย่างใด โรงเรียนไม่ได้ยอมรับและปฏิบัติตามระเบียบฯของกระทรวงศึกษาธิการแม้ว่าจะรับรู้อยู่แล้วก็ตามที ดังนั้นเมื่อผู้ดูแลน้องบิ๊กไม่ได้ยืนยันต่อสิทธิของน้องบิ๊กอย่างแข็งขันภาระขั้นตอนต่างๆในการติดตามหลักฐานของน้องบิ๊กจึงเกิดขึ้นตามมา

…………และแม้ว่าเรื่องราวจะจบลงด้วยดี แต่สิ่งสำคัญที่สุดแล้วคือโอกาสทางการศึกษาที่เปิดประตูต้องรับคนไร้รัฐไร้สัญชาตินั้นยังไม่เกิดขึ้นจริง


อ้างอิง

(1) เรียบเรียงจาก กรณีศึกษาที่ 4 เด็กชายสมชาย(บิ๊ก) ภายใต้โครงการศึกษาวิจัยเพื่อสำรวจสถานการณ์และศึกษาความเป็นไปได้ในการขจัดปัญหาการจดทะเบียนการเกิด และปัญหาสถานะบุคคลของประชาชนในพื้นที่ประสบภันสึนามิ กุมภาพันธ์ 2550  ติดตามอ่านได้ที่  “น้องบิ๊ก : ลูกแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่เกิดในประเทศไทย” http://gotoknow.org/blog/sarinya/46217 และ โลกของบิ๊ก เรื่องจริงดั่งละครในกำแพงกั้นฝันของเด็กชายตัวโต โดย อัฎธิชัย ศิริเทศ http://gotoknow.org/blog/andaman-pocketbook/249288

มีนาคม 19, 2009 Posted by | สิทธิ | 2 ความเห็น