Stateless Watch’s Weblog

โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

SWIT-ย้ายบ้าน

ติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของ SWIT ได้ที่

 http://gotoknow.org/portal/statelesswatch-swit

 

 

Advertisements

เมษายน 13, 2009 Posted by | 1 | ใส่ความเห็น

กำแพงกั้นฝันของ…บิ๊(ตอนสอง)

ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว
นักข่าว สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ(SWIT)

15 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมา แล้วความฝันเล็กๆของน้องบิ๊ก ก็ดูจะห่างไกลออกไป เมื่อโรงเรียนนวมินทราชินุทิศ หอวัง นนทบุรี ปฏิเสธใบสมัครทั้งโควตาความสามารถพิเศษ และการสอบตรงของน้องบิ๊ก

…………“บิ๊กเป็นเด็กเก่งมาก นิสัยดี เรียนดี มีความสามารถหลายอย่าง ทั้งวาดเขียน เล่นดนตรี เล่นกีฬา อุปนิสัยค่อนข้างร่าเริง แล้วก็มีความรับผิดชอบสูง ตรงนี้เองที่ทำให้เพื่อนๆ ในศูนย์ฯ เพื่อนๆ ที่โรงเรียนค่อนข้างยอมรับเขา “ เรื่องราวของบิ๊กจากคุณพ่อบาทหลวง อาเดรีย อาโนล พระผู้เมตตารับอุปการะ

…………แม้จะอายุจะย่างเข้าวัย 16 ปี เป็นเด็กโตเกินเพื่อนในชั้นเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาใดๆ สำหรับการยอมรับในตัวบิ๊กของเพื่อนๆ

…………วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม บิ๊กและพี่น้อยได้เดินทางไปสานฝันเล็กๆของบิ๊ก โดยต้องการไปสมัครสอบโควต้าความสามารถพิเศษเพื่อเข้าเรียนในระดับชั้นม.1 โรงเรียนนวมินทราชินุทิศ หอวัง นนทบุรี บิ๊กเลือกที่จะใช้ความสามารถในการตีระนาดในการคัดเลือก และตั้งใจว่าหากพลาดหวังก็จะลองสมัครในการสอบตรงอีกครั้ง

…………แต่ความหวังต้องสะดุดลงเมื่อทางโรงเรียนชี้แจงว่า ไม่สามารถรับใบสมัครของบิ๊กได้

“ครูบอกว่าโรงเรียนเขามีชื่อเสียง มีการแข่งขันสูง หากรับสมัครเด็กที่เอกสารไม่ครบก็อาจจะถูกครหานินทา ถูกฟ้องร้องจากผู้ปกครองของคนสัญชาติไทยที่เขาเสียสิทธิในการสมัครเรียนได้ แล้วก็แนะนำให้ไปสมัครที่โรงเรียนขยายโอกาสที่อื่น” พี่น้อยเล่าถึงเหตุผลคำชี้แจงของทางโรงเรียน

…………เย็นนั้นเรื่องของน้องบิ๊กก็เดินทางเข้าสู่การพูดคุยหาทางออก ของคณะทำงานโครงการขยายความรู้จากแม่อายสู่อันดามันซึ่งติดตามให้ความช่วยเหลือเรื่องสถานะบุคคลของน้องบิ๊ก โดยมีรศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นที่ปรึกษา

…………แล้ววันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พี่น้อยและน้องบิ๊กได้เดินทางไปยังโรงเรียนหอวังฯ อีกครั้ง ตามคำแนะนำของบงกช นภาอัมพร ผู้ประสานงานโครงการฯ เพื่อไปยืนยันสิทธิทางการศึกษาตามระเบียบฯ 2548 ที่เปิดกว้างให้กับคนทุกคนแม้ว่าจะไม่มีเอกสารใดๆก็ตาม

…………บงกช เล่าเหตุการณ์หลังจากตามไปสมทบกับพี่น้อยและบิ๊กว่า ทางโรงเรียนยังคงปฏิเสธที่จะรับใบสมัครของบิ๊ก และบอกว่ารับรู้ถึงระเบียบฯดังกล่าว แต่อ้างถึงประกาศของโรงเรียนที่ระบุว่าต้องมีสัญชาติไทยและมีสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านเป็นเอกสารในการสมัคร แม้ว่าบงกชจะชี้แจงว่าระเบียบฯของกระทรวงศึกษาธิการนั้นจะเป็นกฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่าก็ตามที และเมื่อตรวจสอบในประกาศของทางโรงเรียนแล้วก็ไม่พบว่าระบุถึงคุณสมบัติการมีสัญชาติไทยแต่อย่างใด แต่ทางโรงเรียนก้ยังยืนยันเช่นเดิม

“รองผอ.บอกว่ารู้เรื่องระเบียบฯกระทรวงศึกษาธิการ รู้ว่าใช้ทั่วประเทศ แต่เขาใช้กับพวกชาวเขา ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัด แต่โรงเรียนนี้ไม่มีชาวเขาเอาระเบียบมาใช้กับโรงเรียนไม่ได้ คนไทยใหญ่ที่สุด”

…………นอกจากคำชี้แจงแล้วยังมีคำถามต่อบงกชด้วยว่า

“เป็นคนไทยหรือเปล่า มีเหตุผลอะไร ทำไมเธอต้องไปทำเพื่อคนพวกนี้ไม่กี่คน”

…………แล้ววันนั้นก็มีความช่วยเหลือประสานงานจากหลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นคำแนะนำจากยินดี ห้วยหงส์ทอง หรือ ครูนิด แห่งมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ซึ่งมีประสบการณ์การทำงานให้ความช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาสถานะในพื้นที่กรุงเทพฯ ให้ประสานงานไปยัง อาจารย์รจนา สินที สำนักพัฒนากิจการนักเรียนนักศึกษาและกิจการพิเศษ สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดัน เผยแพร่รวมทั้งติดตามทำความเข้าใจต่อระเบียบฯกับโรงเรียนต่างๆมาโดยตลอด เรื่องของน้องบิ๊กจึงเดินทางไปถึง คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)

…………นอกจากนั้นสถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (SWIT) จึงได้ให้คำแนะนำให้ทำ หนังสือการขอโต้แย้งการไม่รับสมัคร ด.ช.สมชาย อากาเป เข้ารับการศึกษา เพื่อยืนยันว่าน้องบิ๊กมีสิทธิดังกล่าว โดยชี้ให้โรงเรียนเห็นข้อเท้จจริงและข้อกฎหมาย อันจะนำไปสู่การโต้แย้งสิทธิในชั้นศาล โดยขอให้ศาลเข้ามาตรวจสอบคำสั่งและความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งของโรงเรียน ซึ่งน้องบิ๊กได้เพียงยื่นหนังสือโต้แย้งการไม่รับสมัครและเดินทางกลับไป

…………และในเย็นวันนั้นคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการ กพฐ.ได้มีการประสานงานไปยังโรงเรียนหอวังฯ จากนั้นทางโรงเรียนจึงได้แจ้งให้น้องบิ๊กเดินทางกลับไปยังโรงเรียนอีกครั้งเพื่อสมัครสอบ และให้สอบความสามารถพิเศษไปพร้อมกัน

…………แต่จากความเครียดที่ต้องเผชิญกับการปฎิเสธของโรงเรียนมาทั้งวันทำให้น้องบิ๊กไม่สามารถเล่นระนาดได้เต็มที่อย่างที่ตั้งใจไว้ และเช้าวันรุ่งขึ้นก็ไม่มีชื่อน้องบิ๊กในจำนวนโควตา 22 คนที่ผ่านการคัดเลือก

…………อย่างไรก็ตามพี่น้อยบอกว่าน้องบิ๊กจะลองไปสอบตรงอีกครั้ง แม้ว่าลึกๆแล้วยังมีความกังวลว่าหากได้มีโอกาสเข้าไปเรียนจริงๆแล้วน้องบิ๊กอาจจะต้องเผชิญกับความกดดัน หรือเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในอนาคตจากทัศนคติของครูเช่นดังวันที่รับสมัคร

-000-

educateda4p1

…………สิทธิในการศึกษาของบุคคลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลทุกคน ที่มาตรา 49 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ได้บัญญัติรับรองสิทธิดังกล่าวนี้ รวมถึงเป็นสิทธิมนุษยชนที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับรองไว้เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2548 โดยสิทธิในการศึกษาของบุคคล ย่อมไม่สามารถถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง (มาตรา 30 แห่งรัฐธรรมนูญฯ) ทั้งยังเป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่จะถูกละเมิดมิได้ (มาตรา 4 แห่งรัฐธรรมนูญฯ)

…………ในการเข้าถึงสิทธิการศึกษา หรือในทางตรงกันข้ามคือการรับบุคคลเข้าศึกษาในสถานศึกษา การเรียกหลักฐานจากผู้สมัครนั้น ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ.2548 แม้ผู้สมัครเรียนไม่มีพยานเอกสารใดๆ โรงเรียนหอวังฯ ก็มีหน้าที่ต้องดำเนินการรับสมัคร โดยดำเนินการตาม“ข้อ 6 การรับนักเรียนนักศึกษาในกรณีที่ไม่เคยเข้าเรียนในสถานศึกษามาก่อน ให้สถานศึกษาเรียกหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งตามลำดับเพื่อนำมามาลงหลักฐานทางการศึกษา  (5)  ในกรณีที่ไม่มีบุคคลหรือองค์กรเอกชนตาม (4) ให้ซักถามประวัติบุคคลผู้มาสมัครเรียน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำลงรายการบันทึกแจ้งประวัติบุคคลตามแบบแนบท้ายระเบียบนี้ เป็นหลักฐานที่จะนำมาลงหลักฐานทางการศึกษา”

…………นอกจากนี้ สิทธิในการศึกษายังเป็นสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดย ข้อ 26 แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งผูกพันประเทศไทยในฐานะกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ, ข้อ 13 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights- ICESCR) ทั้งยังขัดต่อหลักการและสิทธิทางการศึกษาที่ได้รับการรับรองไว้ตาม ข้อ 5 (ฉ) (5) แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination) ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคี

…………ที่สำคัญคือ ข้อ 26 แห่งกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและทางการเมือง   (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี และขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดทำรายงานประเทศ (Country Report) โดยการบันทึกถึงการปฏิบัติงานของภาคส่วนราชการ และรายงานฉบับนี้จะถูกรายงานต่อสหประชาชาติในปี 2552(1)

…………16 มีนาคม 2552 ขณะที่กำแพงกั้นฝันของบิ๊กชัดเจนขึ้นอีกครั้ง แต่อีกมุมหนึ่งของเมืองใหญ่ น้องวิษณุ (2) เด็กไร้รัฐ ไร้สัญชาติ แห่งพระสมุทรเจดีย์ มีโอกาสได้บอกเล่าเรื่องราวของตนต่อท่านยกรัฐมนตรี และมีสื่อมวลชนหลายแห่งนำเสนอข่าว ในขณะที่เรื่องราวของน้องบิ๊ก เด็กไร้รัฐที่ถูกละเมิดสิทธินั้นดูจะเป็นเพียงเสียงที่เงียบงัน

…………วันนี้แม้ว่ากฎหมายและนโยบายจะรับรองสิทธิทางการศึกษาให้กับคนทุกคนในประเทศไทยแล้ว แต่ยังมีกำแพงที่มองไม่เห็น จากทัศนคติที่คับแคบ ที่ปิดกั้นฝันของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ให้ไม่มีโอกาสแม้จะสร้างทุนรอนทางปัญญาในการพัฒนาคุณภาพชีวิต การปกป้องสิทธิทางการศึกษาของน้องบิ๊กเกิดขึ้นได้ในวันนี้นั้นจะเห็นได้ว่ามีภาคส่วนต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมากมาย ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการละเมิดสิทธิเช่นนี้อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต และยังต้องการความร่วมมือร่วมใจจากหลายฝ่ายในการปรับทัศนคติและความเข้าใจต่อสถาบันการศึกษา ที่สำคัญที่สุดคือคนไร้รัฐไร้สัญชาติที่ต้องเข้าใจและยืนหยัดที่จะปกป้องสิทธิของตนเองอย่างเข้มแข็ง

…………สังคมจึงต้องช่วยกันติดตามตรวจสอบ และให้กำลังใจ ก่อนที่พวกเขาอ่อนแรงละจากทางฝันไปเสียก่อน

อ้างอิง

(1)หนังสือของสถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ(SWIT)ที่ ฝสร.10/2551วันที่ 8 ธันวาคม 2551 เรื่อง ความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion) ต่อการดำเนินการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าศึกษาของสถาบันการศึกษาตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ..2548

https://statelesswatch.wordpress.com/2008/12/12/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2-legal-opinion-%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD-6/

(2) https://statelesswatch.wordpress.com/2009/03/18/abhisit-urges-rights-awareness/


มีนาคม 19, 2009 Posted by | 1 | 1 ความเห็น

Abhisit urges rights awareness

HUMAN RIGHTS

Abhisit urges rights awareness

Published: 17/03/2009 at 12:00 AM
Newspaper section: News

The solution to human rights violations is acceptance of reality and heightened awareness by every member of society, says Prime Minister Abhisit Vejjajiva.

A stateless student from Samut Prakan looks pensively at an exhibition in a ‘‘human rights caravan’’ launched by the National Human Rights Commission at Satriwithaya school near Ratchadamnoen Avenue. CHANAT KATANYU

Mr Abhisit yesterday said human rights violations would continue if everyone turned their back on the issue, so confronting and accepting the problem was the approach of the government.

The prime minister was speaking after opening an awareness campaign on human rights violations at Satriwithaya school supported by the United Nations and the National Human Rights Commission.

Mr Abhisit said efforts to confront the issue would go nowhere if the government did not take the problem seriously.

Accepting the reality of violations was a stepping stone to greater cooperation from every part of society in recognising the importance of human rights protection.

He said misunderstanding and a lack of awareness about human rights were major causes behind the violations.

There was no denying that previous elected governments had shaped policies detrimental to human rights, from the war on drugs to counterinsurgency measures in the South.

In the end, these policies had backfired and the situation had gone from bad to worse, Mr Abhisit said.

As a result, the important lessons to be learned from flawed policies on human rights protection are that the government and state authorities should ensure rights first and foremost instead of abusing their powers.

Mr Abhisit said building full awareness of human rights would not work without greater support from the media and every member of society.

http://www.bangkokpost.com/news/local/13477/abhisit-urges-rights-awareness

มีนาคม 18, 2009 Posted by | 1 | ใส่ความเห็น

พระวันวิวาห์ กับมาตรา 23 ที่นครพนม

พระวันวิวาห์ กับมาตรา 23 ที่นครพนม

ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

วันที่ 29 มกราคม 2552
—————————————————————————————
sec23-campaign1

………..
…………

…………พระ วันวิวาห์  อภิญฺญาโณ ( ไชยปัญหา )  เป็นบุตรชายคนโตของแม่วิไล  ไชยปัญหา  ครอบครัวเป็นคนเชื้อชาติลาวที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย  แม่วิไลเกิดที่บ้านหนองบก  เมืองหนองบก  แขวงคำม่วน  ประเทศลาว  ในปีพ.ศ.2509  ต่อมาเกิดสงครามภายในประเทศและได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ครอบครัวของแม่วิไลจึงได้อพยพเข้ามายังประเทศไทย  ทางบ้านนาถ่อน ตำบลนาถ่อน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม  ซึ่งเป็นช่วงฤดูทำนา ในปีพ.ศ.2522  ส่วนพ่อของพระวันวิวาห์มาจากบ้านโพธิ์ค้ำ  เมืองหินบูน  แขวงท่าแขก  ประเทศลาว  โดยเข้ามาในช่วง  พ.ศ.2519  และได้มาแต่งงานกันที่ตำบลอาจสามารถ  อำเภอเมือง  จังหวัดนครพนม  จึงได้มีพระวันวิวาห์ในปี  พ.ศ.2527 และมีน้องชายตอนปี  พ.ศ.2532


…………ความ ทรงจำต่อภาพวัยเด็กของพระวันวิวาห์ คือครอบครัวได้เข้าไปอยู่ในศูนย์อพยพช่วงหนึ่งในช่วงวัยที่พระวันวิวาห์ยัง ไม่ถึงเกณฑ์เรียนหนังสือ  โดยแม่วิไลให้เหตุผลที่ตัดสินใจนำครอบครัวออกมาจากที่นั่นว่า เนื่องจากโดนบังคับไม่เป็นอิสระทั้งพ่อ แม่ ตา ยาย จึงได้พากันออกมาอยู่ที่บ้านห้อมเหมือนเดิม

…………ภาพ ชีวิตที่ตามมาจากนั้น คือตาจะไปรับจ้างตัดไม้  พ่อเป็นสารพัดช่างที่ทำได้ทุกอาชีพช่าง ส่วนยายกับแม่เป็นแม่ค้าจะช่วยกันเตรียมของไปขายที่ตลาด จำพวกใบตองกล้วยบ้าง ผักต่างๆ บ้าง พอได้เวลา 9 โมงเช้าแม่วิไลจะเข็นรถเข็นไปไร่มันสำปะหลังเป็นระยะเวลา 1 กิโลเมตรเพื่อไปขุดมันสำปะหลัง ตอนบ่ายแก่ๆก็จะเข็นรถเข็นกลับมาบ้านพร้อมกับกระสอบมันสำปะหลัง  ซึ่งสิ่งที่พระวันวิวาห์ภูมิใจในครอบครัวอย่างหนึ่งคือด้วยความขยันขันแข็ง ของคนในครอบครัวทุกวันนี้จึงมีที่ดินเป็นของตัวเอง จากเดิมที่อาศัยที่ดินว่างเปล่าของคนในหมู่บ้านทำไร่ที่ดินก็ต้องขออาศัยชาว บ้านอยู่


…………นอก จากนี้พ่อแม่จะสอนท่านกับน้องชายเสมอว่าให้รักใคร่สามัคคีปรองดองกัน เพราะไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน และที่ห้ามมาเสมอเลยคือไม่ให้เอาเพลงชาติไทยมาล้อเล่น ไม่ให้มีเรื่องชกต่อยกับใคร เวลาเกิดเรื่องพ่อแม่จะเสียใจมากแม้บางครั้งไม่ได้เป็นฝ่ายผิดก็ยังไปขอโทษ พ่อแม่คนที่มีเรื่องด้วย ด้วยเหตุผลที่ว่า เรามาอาศัยประเทศท่านอยู่อย่าให้ท่านเดือดร้อน
…………“สงสาร พ่อกับแม่มากเวลาที่อาตมาพูดถึงเรื่องการเป็นพลเมืองไทยจะได้ยินท่านพูดปลอบ เราสองพี่น้องเสมอว่าเดี๋ยวเราก็จะได้แล้ว  รอไปก่อนอีกไม่นานหรอกกี่ครั้งกี่ปีก็จะได้ยินแต่แบบนี้เรื่องนี้เป็นสิ่ง ที่ท่านหวังและรอคอยมาตลอด  ท่านจะหวาดระแวงมากกับการเป็นพลเมืองชั้น 2  ของสังคมไทย ขนาดเวลาอาตมาส่งบัตรถวายพระพรไปให้ท่านเขียนส่งถึงในหลวงท่านก็จะถามว่าจะ ไม่เป็นอะไรเหรอจะมีผลกระทบอะไรมั้ยแม่ก็บอกว่าแม่พูดไทยไม่ได้นะเขียนก็ไม่ ค่อยได้  วันที่อาตมาลูกชายคนนี้ของแม่อุปสมบทเป็นพระแม่ก็ไม่สามารถมางานบวชได้ แม่บอกว่ากลัวเวลาโดนตรวจแล้วจะไม่ผ่าน” ถ้อยคำถึงผู้เป็นแม่ของพระวันวิวาห์

“แล้วมาตรา 23 ก็น้ำมันหมดที่นครพนม”
…………หลัง จากมาโพสต์ที่เวบบอร์ด http://www.archanwell.org “สถานการณ์มาตรา 23 ที่นครพนม” ว่าทาง อ.เมืองนครพนมขานรับ มาตรา 23 แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 4 พ.ศ.2551 มาตรา 23ฯ เป็นอย่างดี ในวันจันทร์ ที่ 9 มิถุนายน 2551 พระวันวิวาห์ได้กลับมาโพสต์อีกครั้งในวันพฤหัสบดี ที่ 1 มกราคม 2552 แจ้งถึงความล่าช้าในการติดตามการพิจารณาคำขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียน บ้านตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551  ของอำเภอเมืองนครพนม


…………หลัง จากที่ทราบว่าตนเองเป็นบุคคลผู้มีคุณสมบัติ เป็น “คนไทยตามมาตรา 23” พระวันวิวาห์ จึงได้ไปได้ยื่นคำขอฯ โดยเป็นคนแรกของอำเภอเมืองนครพนม ในขณะที่น้องชายเป็นคนที่สอง โดยไปติดต่อขอยื่นคำร้องฯตั้งแต่วันจันทร์ ที่ 2 มิถุนายน 2551 จนปัจจุบันก็ยังไม่มีความคืบหน้า

…………สำหรับ พระวันวิวาห์แล้วขณะที่ความหวังของการเป็น“คนไทยตามมาตรา 23”ยังไม่บรรลุผลนั้น คำว่า “ลาวอพยพ”หรือ”ชนกลุ่มน้อย”หรือ”คนต่างด้าว” มันคือตราบาปสำหรับท่าน

…………“เวลา ไปกิจที่กรุงเทพฯ พระที่อยู่วัดเดียวกันที่เคยเห็นอาตมาออกทีวี เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2549 เมื่อเวลา 19.13 ครบรอบ 1 ปี ยุทธศาสตร์แก้ปัญหาคนไร้สัญชาติ มัก จะพูดกระซิบกระซาบกันว่าพระเถื่อนมาแล้ว และยิ่งวันที่เป็นข่าวเขายิ่งถามกันให้วุ่นเลยว่าพระองค์ไหนมาจากนครพนม คำว่า “พระเถื่อน” นั้นจริงๆ แล้วเป็นความหมายของพระที่ทำการอุปสมบทโดยไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ไม่ใช่พระไม่มีสัญชาติไทยแล้วเรียกว่าพระเถื่อนทั้งๆ ที่อาตมาเองก็อุปสมบทที่วัดนั้น  โดยมีพระราชาคณะชั้นเทพเป็นพระอุปัชฌาย์เป็นเจ้าอาวาสที่วัดนั้นด้วย และพระที่ว่าอาตมาเป็นพระเถื่อนนั้นก็เป็นพระเถระทั้งนั้นเรื่องแบบนี้ไม่ น่าเกิดขึ้นเลยในหมู่พระสงฆ์”
………… ซึ่งท่านมองว่านี่คือผลร้ายของการที่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ไปไม่ทั่ว ถึงคนหลายกลุ่มในประเทศ  และการเป็น“คนไทยตามมาตรา 23” ก็เปรียบเสมือนการล้างมลทินนี้ให้ท่าน คำว่า “สัญชาติไทย” นั้นมีความสำคัญยิ่งกับทุกคนที่อาศัยอยู่ในผืนแผ่นดินนี้ ใครที่ไม่เคยถูกเรียกว่า “คนต่างด้าว” “คนลาวอพยพ” อย่างท่านย่อมไม่รู้ว่าความรู้สึกมันเลวร้ายเพียงใด สำหรับท่านแล้วมีความรู้สึกว่ามีชีวิตอยู่อย่างตายทั้งเป็น  และถึงแม้จะได้รับการอบรมบ่มนิสัยในด้านจิตภาวนามาแล้วแต่บางครั้งที่นึกถึง คำว่า  “ลาวอพยพ”  ขึ้นมาทีไรก็ทำให้รู้สึกท้อในชีวิต


…………เมื่อ ได้ทราบข่าวดีว่าท่านมีคุณสมบัติเป็น “คนไทยตามมาตรา 23”  พระวันวิวาห์เล่าว่าได้แต่รอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ตั้งแต่วันจันทร์ ที่ 2 มิถุนายน 2551 คือวันแรกที่ไปติดต่อดำเนินเรื่องยื่นคำขอฯ จะเดินทางไปไหนมาไหนก็ไม่สบายใจ อยากจะไปธุดงธ์ก็ไปไม่ได้เพราะต้องรอทางอำเภอติดต่อมาแต่ก็ได้แต่รอแล้วรอ เล่า
………...“ทุกวันนี้เวลาไปไหนมาไหนเจอด่านตำรวจก็ไม่สบายใจเลยหัวใจเต้นตุบๆ ทุกทีเลยแต่เขาก็ไม่ตรวจพระหรอก”

…………เนื่อง จากพระวันวิวาห์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการเจ้าคณะตำบลในเมืองนครพนม  เขต 3(ธ) และเป็นกรรมการคุมสนามสอบนักธรรมและธรรมศึกษาที่นครพนม เป็นกรรมการตรวจข้อสอบนักธรรมและธรรมศึกษาภาคอีสาน ทำให้ต้องเดินทางนอกพื้นที่บ่อยเพราะต้องติดตามพระอาจารย์ไปกิจต่างจังหวัด บ่อยครั้งทั้งงานญาติโยมงานราชการคณะสงฆ์ โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2551 ที่ผ่านมา ทางสำนักงานเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดนครพนม (ธ) ก็ได้แจ้งว่า ทางสำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดเขาก็ทักท้วงมาเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของท่าน“ตอน ไปติดต่อเรื่องมาตรา 23ฯ นี้ก็ได้ยินปลัดสุพัฒตรากับเจ้าหน้าที่ในอำเภอคุยกันว่า ตัวปลัดเองก็จะย้ายแล้วในเดือนเมษายน 2552 นี้เองอาตมาเองก็หวังว่าเรื่องจะแล้วเสร็จก่อนที่ปลัดเขาจะย้ายไม่งั้นก็คง ต้องปวดหัวกันอีกยาว…” ข่าวล่าจากอำเภอเมืองนครพนม

…………โครงการ เฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) และองค์กรเครือข่ายคือ โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐ และไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายจากพระวันวิวาห์ อภิญญาโณ ต่อกรณีดังกล่าว โดยอาจมีความเป็นไปได้ว่ามีการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรโดยสำนักทะเบียนอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ในการพิจารณาคำขอฯ


…………ทาง โครงการฯ และองค์กรเครือข่าย จึงส่งหนังสือความเห็นทางกฎหมาย(Legal Opinion) ถึงนายอำเภอเมืองนครพนม (ที่ ฝสร.3/2552 ลว.29 มกราคม 2552) เพื่อขอให้ทางอำเภอเมืองนครพนมดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อกรณีดังกล่าว พร้อมกับชี้แจงข้อหารือ ข้อกฎหมายและความเห็นทางกฎหมายต่อกรณีของพระวันวิวาห์

ตารางการดำเนินการของพระวันวิวาห์  อภิญฺาโณ (ไชยปัญหา)

และ นายสัญญา  ไชยปัญหา(น้องชาย)

ครั้งที่

วัน/เดือน/ปี

รายละเอียด

1

วันจันทร์ ที่ 2 มิถุนายน 2551

ขอยื่นเรื่องตามแบบคำขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านตามมาตรา 23 แห่งพระราบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551

2

วันพุธ ที่ 4 มิถุนายน 2551

บันทึกสอบปากคำ บิดา,มารดา

3

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน 2551

บันทึกสอบปากคำ สอบสวนพยานบุคคล ตามหนังสือสั่งการของกระทรวงมหาดไทย “ด่วนมาก ที่ มท 0309.1/ว 1587 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2551” หน้า 3 ข้อ 3 (3.3.1)

1. ผู้ใหญ่บ้าน

2. พยานผู้เห็นการเกิด (ผอ.รร.ท่าค้อ)

3. พยานผู้เห็นการเกิด (ครูสอนภาษาอังกฤษ รร.บ้านสำราญ)

“ปลัดบอกว่ารอ 90 วัน แล้วจะโทรบอก”

4

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน 2551

ไปสอบถามความคืบหน้าที่อำเภอ “ปลัดบอกว่ายังไม่เสร็จ แล้วจะโทรบอก”

5

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน 2551

ไปสอบถามความคืบหน้าที่อำเภอ

“ปลัดบอกมีคำสั่งให้เปลี่ยนรูปแบบใหม่ รออีก 1 อาทิตย์ให้มาใหม่”

6

วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน 2551

ไปสอบถามความคืบหน้าที่อำเภอ

“ปลัดไม่อยู่เจ้าหน้าที่โทรตามเรื่องให้ปลัดบอกว่ายังไม่เสร็จถ้าเสร็จแล้วจะโทรแจ้ง”

7

วันอังคาร ที่ 16 กันยายน 2551

เจ้าหน้าที่โทรมาให้ไปทำเรื่อง

8

วันพุธ ที่ 17 กันยายน 2551

1.ทำใบรับรองสถานที่เกิด

2.ยื่นเรื่องตามแบบคำขอฯ “แต่ปลัดยังไม่ได้เซ็นด้านหลัง แบบคำขอ ฯ”

ในวันนี้บุคคลที่ไปมี

1.พระวันวิวาห์ อภิญฺาโณ (ไชยปัญหา)

2.นายสัญญา ไชยปัญหา (น้องชาย)

3.นางวิไล ไชยปัญหา (มารดา)

4.พยานผู้รู้เห็นการเกิด 1

5.พยานผู้รู้เห็นการเกิด 2

9

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน 2551

ในวันนี้บุคคลที่ไปมี

1.นายชวน คำเป้า (ผู้ใหญ่บ้าน)

2.นายลำพวน ไชยปัญหา (บิดา)

10

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม 2551

ส่งหนังสือถามความคืบหน้าถึงอำเภอ ลงทะเบียนตอบรับ แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ

11

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม 2551

ส่งหนังสือถามความคืบหน้าถึงอำเภอ ลงทะเบียนตอบรับ ฉบับที่ 2

12

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม 2551

ได้รับจดหมายตอบกลับจากทางอำเภอมีใจความดังนี้

“สำนักทะเบียนอำเภอเมืองนครพนมขอเรียนชี้แจงว่ามีผู้มายื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านตามมาตรา 23แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 เป็นจำนวนมาก ซึ่งการขอลงรายการดังกล่าวเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายอำเภอ ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณา หากได้รับอนุมัติแล้วจะแจ้งให้ทราบต่อไป”

มีนาคม 3, 2009 Posted by | 1 | ใส่ความเห็น

จดหมายความเห็นทางกฎหมาย (Legal Opinion)(ฉบับที่ ๓/๒๕๕๒)ถึง นายอำเภอเมืองนครพนม ขอให้ชี้แจงความคืบหน้าและข้อหารือทางกฎหมายประเด็นความล่าช้าในการ พิจารณาคำขอลงรายการสัญชาติไทยของผู้มีสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติพ.ศ. ๒๕๐๘ ฉบับแก้ไข เพิ่มเติมครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๕๑ กรณีของพระวันวิวาห์ อภิญญาโณ

sec23-campaign1

ที่ฝสร.๓/๒๕๕๒

……………………………………………..วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๒

เรื่อง      ขอให้ชี้แจงความคืบหน้าและข้อหารือทางกฎหมายประเด็นความล่าช้าในกาพิจารณาคำขอลงรายการ

…………สัญชาติไทยของผู้มีสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ แห่งพ.ร.บ.สัญชาติพ.ศ. ๒๕๐๘ ฉบับแก้ไข …………

…………เพิ่มเติมครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๕๑กรณีของพระวันวิวาห์ อภิญญาโณ

เรียน    นายอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม

…………สืบเนื่องจาก โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) ร่วมกับองค์กรเครือข่ายคือ โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายจากพระวันวิวาห์ อภิญญาโณ เนื่องด้วยอาจมีความเป็นไปได้ว่ามีการปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าโดยสำนักทะเบียนอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ในการพิจารณาคำขอรายการสัญชาติไทยของผู้มีสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑
…………ทางโครงการฯ และองค์กรเครือข่าย จึงเรียนมาเพื่อขอให้ทางสำนักทะเบียนอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อกรณีดังกล่าว พร้อมกันนี้ โครงการฯและองค์กรเครือข่ายขอเรียนข้อหารือ ข้อกฎหมายและความเห็นทางกฎหมายต่อกรณีของพระวันวิวาห์ ดังต่อไปนี้

…………๑.เรียนขอให้สำนักทะเบียนอำเภอเมืองชี้แจงถึงเหตุผลที่ทางอำเภอเรียกให้พระวันวิวาห์ หรือผู้ยื่นคำขอฯ ต้องยื่นคำขอลงรายการสัญชาติตามมาตรา ๒๓ ถึง ๒ ครั้ง คือ ครั้งแรกในวันที่ ๔ มิถุนายน และวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๑ และฉบับใดที่ถือได้ว่าเป็นฉบับที่ทางอำเภอลงรับคำขอและลงรับเมื่อใด

…………๒.    ทางโครงการฯ ขอเรียนหารือว่า การใช้อำนาจหน้าที่ของสำนักทะเบียนอำเภอหรือสำนักงานเขตโดยนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตตามมาตรา ๒๓ นั้นเป็นอำนาจผูกพัน (Mandatory Power) กล่าวคือ เมื่อมีข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่กฎหมายกำหนดไว้ได้เกิดขึ้นแล้ว องค์กรของรัฐฝ่ายปกครอง ซึ่งในที่นี้คือ สำนักทะเบียนอำเภอเมืองจะต้องออกคำสั่งทางปกครอง คือ คำสั่งอนุมัติหรือไม่อนุมัติลงรายการสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ และหนังสือสั่งการโดยกรมการปกครอง ได้กำหนดแนวทางการพิจารณาประเด็นข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบที่สำนักทะเบียนต้องพิจารณาเพื่อการออกคำสั่งอนุมัติลงรายการสัญชาติตามมาตรา ๒๓ นั้น มีเพียงว่า บุคคลผู้ยื่นคำขอฯ มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่ทำให้บุคคลดังกล่าวได้สัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ หรือไม่ อันได้แก่ข้อเท็จจริง ๓ ประเด็น คือ หนึ่ง-บุคคลผู้ยื่นคำขอฯ เป็นบุคคลที่เกิดในประเทศไทยและเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากคำสั่งคณะปฏิวติฉบับที่ ๓๓๗, สอง-มีชื่อและรายการบุคคลในเอกสารการทะเบียนราษฎร และสาม-มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นหลักแหล่งอยู่จริงติดต่อกันในประเทศไทย และมีความประพฤติดีหรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคม (โปรดดูหนังสือสั่งการ มท.๐๓๐๙.๑/ว๑๕๘๗ ลว ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑) และการพิจารณาเพื่อมีคำสั่งอนุมัติหรือไม่อนุมัตินั้น นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตจะต้องดำเนินการให้เสร็จภายในระยะเวลา ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น (โปรดดู ข้อ ๔ หนังสือสั่งการ มท. ๐๓๐๙.๑/ว๑๕๘๗ ลว ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑)
…………ดังนั้น  จึงเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่นายอำเภอจะต้องปฏิบัติหน้าที่พิจารณาว่าผู้ยื่นคำขอมีคุณสมบัติที่จะได้สัญชาติตามกฎหมายหรือไม่ หรือมีหน้าที่จะต้องออกคำสั่งทางปกครองอนุมัติหรือไม่อนุมัติคำขอฯ ดังกล่าว

…………๓.    ผู้ยื่นคำขอฯ ได้ติดตามความคืบหน้าของการพิจารณาคำขอฯ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งโดยวาจาและลายลักษณ์อักษร โดยผู้ยื่นคำขอฯ ได้มีหนังสือทวงถามไปยังอำเภอเมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๑ ทางอำเภอ โดยปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง ๕) รักษาราชการแทนนายอำเภอเมืองนครพนม ได้มีหนังสือตอบกลับมาเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ โดยชี้แจงใจความว่า “..มีผู้มายื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านตามมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ เป็นจำนวนมาก ซึ่งการขอลงรายการดังกล่าวเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายอำเภอ ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณา หากได้รับอนุมัติแล้วจะแจ้งให้ทราบต่อไป” (ที่นพ. ๐๑๑๗/ทร.๒๐๐ ลว ๘ ธันวาคม ๒๕๕๑) อาจพิจารณาได้ว่าไม่มีเหตุผล และอำเภอยังคงละเลยการปฏิบัติหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงแนวปฏิบัติที่กรมการปกครองกำหนดให้ผู้รักษาราชการแทนในลำดับแรกตามคำสั่งอำเภอเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติแทนได้ ในกรณีที่นายอำเภอไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้เป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่า ๑๕ วัน (ดู ข้อ ๖ มท. ๐๓๐๙.๑/ว.๙๔๘๙ ลว. ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑) โดยพฤติการณ์ดังกล่าวนี้ ย่อมเป็นเงื่อนไขให้ผู้ยื่นคำขอฯ มีคุณสมบัติเป็นผู้มีอำนาจยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งให้อำเภอเมืองปฏิบัติหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลปกครองกำหนด (มาตรา ๙ วรรค ๑ (๒), มาตรา ๔๒ แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลและวิธิพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ และมาตรา ๗๒ (๒) แห่งพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙)

…………๔.    ทางโครงการฯ และองค์กรเครือข่ายขอเรียนว่าสิทธิและเสรีภาพของบุคคลผู้มีสัญชาติไทยซึ่งได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรนั้น โดยเฉพาะสิทธิในการเป็นผู้มีสัญชาติไทย ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว บุคคลจะสามารถใช้สอยสิทธิได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อได้รับการรับรองโดยกระบวนการทางทะเบียนราษฎร คือการเพิ่มชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนราษฎรและได้รับเอกสารแสดงตนว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทย ความล่าช้าในการใช้สิทธิและเสรีภาพตามสถานะบุคคลที่มี โดยมีเหตุผลมาจากการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร อันนำไปสู่การเสียโอกาสในด้านต่างๆ ของชีวิต รวมถึงนำไปสู่การสิทธิและเสรีภาพที่ถูกละเมิดอันเนื่องมาจากความล่าช้าในการได้รับรองว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยงานทะเบียนราษฎร ย่อมอาจเป็นเหตุแห่งละเมิดในสิทธิเสรีภาพของผู้ยื่นคำขอฯ อันสามารถใช้เป็นเงื่อนไขในการฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้ศาลสั่งให้ใช้เงินชดเชยความเสียหาย (มาตรา ๗๒ (๓) แห่งพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ) อีกทั้งหากพบว่าเป็นการละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยทุจริต อาจเป็นเหตุให้เกิดความรับผิดทางอาญา (ประมวลกฎหมายอาญา ม.๑๕๗)

…………ทางโครงการฯและองค์กรเครือข่าย จึงเรียนมาเพื่อขอคำชี้แจงต่อกรณีดังกล่าว ด้วยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า อำเภอเมืองนครพนมในฐานะหน่วยงานทางปกครองจะปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดไว้เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายใหม่เป็นไปตามเจตนารมย์อย่างแท้จริง รวมถึงเพื่อเป็นการคุ้มครองและรับรองสิทธิทางการเมืองของบุคคลผู้มีสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ และขอขอบคุณมาล่วงหน้าถึงความเข้าใจในปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่คนไร้รัฐ/ไร้สัญชาติต้องเผชิญในการดำรงชีวิต

…………จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการ

……………………………………………..ขอแสดงความนับถือ

………………………………………..( ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล )
……………………………….นักกฎหมาย โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

สำเนาถึง
๑)    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
๒)    ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย และแนวทางแก้ไขการไร้สถานะและสิทธิของบุคคลในประเทศไทย วุฒิสภา
๓)    ผู้อำนวยการสถาบันดำรงราชานุภาพ
๔)    อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
๕)    ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๖)    ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
๗)    ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ดาวน์โหลดไฟล์จม.

………...2552-01-29_stw-leo-wanwiwah-muang-nakornpanom-final


มีนาคม 3, 2009 Posted by | 1 | ใส่ความเห็น

เอกสารข้อมูลตัวอย่างคดี

  • คำสั่งศาลปกครองสูงสุด วันที่ 13 ตุลาคม 2547

ระหว่าง นายอะเวน แซ่ลี้ (ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า) กับเทศบาลเมืองแม่สอดที่ 1,ปลัดเทศบาลเมืองแม่สอดที่ 2 ,นายอำเภอแม่สอดที่ 3, ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ที่ 4

เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร(ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา)

อ่านรายละเอียดและดาวน์โหลดไฟล์ 

2547-10-13_คำสั่งศาลปกครองสุงสุด-นายอะเวน แซ่ลี้

……………………………………………………………………………………………………..

  • คำสั่งศาลปกครองขอนแก่น  วันที่  29 ธันวาคม 2548

ระหว่าง นายบา  นิงบา (ญวนอพยพ) กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติล่าช้าเกินสมควร

อ่านรายละเอียดและดาวน์โหลดไฟล์  

2548-12-29_คำพิพากษาศาลปกครองขอนแก่น-นายบา นิงบา

…………………………………………………………………………………………………….

  • คำสั่งศาลปกครองสูงสุด วันที่ 12 มีนาคม 2551

ระหว่าง นายแดง เหงียนวัน (ญวนอพยพ) กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติล่าช้าเกินสมควร (อุทธรณ์คำพิพากษา)

อ่านรายละเอียดและดาวน์โหลดไฟล์ 

2551-03-12_คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด-นายแดง เหงียนวัน

…………………………………………………………………………………………………….

ธันวาคม 18, 2008 Posted by | 1, เอกสารตัวอย่างคดี | ใส่ความเห็น